รุ่งอรุณของวันใหม่มาถึง แสงอาทิตย์สาดส่องลงมายังหน้าคฤหาสน์ตระกูลเบลลาโดน่า พร้อมกับการปรากฏตัวของรถม้าหรูหราคันใหญ่ที่เคลื่อนเข้ามาจอดอย่างนุ่มนวล
เซเลสในชุดกระโปรงตัวงามที่ยืมมาจากไอวี่ ยืนรออยู่ตรงโถงหน้าคฤหาสน์ด้วยหัวใจจดจ่อ โดยมีเลดี้ฟลอร่าและบาสผู้เป็สามี ยืนเคียงข้างคอยต้อนรับ ทันทีที่บานประตูรถม้าเปิดออก ท่านแม่ซาร่าก็ถลาลงมาก่อนจะสวมกอดลูกสาวตัวน้อยไว้แน่นด้วยความโล่งอก โดยมีท่านพ่ออีริค ชายวัยกลางคนผู้เปี่ยมความอบอุ่นก้าวตามลงมาด้วยสีหน้าห่วงใย
อันที่จริง ท่านพ่ออีริคอยากจะบุกมาหาลูกสาวั้แ่เมื่อวานใจจะขาด แต่ด้วยภาระหน้าที่ตึงมือของตระกูลทำให้ต้องจำใจรอจนจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น และรีบเร่งเดินทางมาพร้อมภรรยาั้แ่เช้าตรู่ มือหนาอันอบอุ่นวางลงบนศีรษะของเซเลสเบา ๆ สายตามองสำรวจร่องรอยบนตัวลูกสาวด้วยความโล่งใจ
อีริค: "เ้าไม่เป็ไรก็ดีแล้วเซเลส... พ่อขอโทษที่เมื่อวานติดธุระด่วนจนมาหาเ้าไม่ได้ในทันที ปล่อยให้ต้องเจอเื่น่ากลัวแท้ ๆ"
เซเลส: "ข้าไม่เป็ไรเลยค่ะท่านพ่อ... ข้าปลอดภัยดีทุกอย่าง ทหารหลวงก็จัดการพวกโจรเรียบร้อยแล้ว ส่วนมีอาตอนนี้อาการทรงตัวและปลอดภัยดีแล้วค่ะ"
เมื่อเห็นบุตรสาวไร้รอยขีดข่วน ท่านพ่ออีริคจึงหันไปโค้งคำนับสบตากับคู่สามีภรรยาเ้าของคฤหาสน์เพื่อแสดงความขอบคุณจากใจจริง
อีริค: "ต้องขอขอบพระคุณท่านบาสและเลดี้ฟลอร่าเป็อย่างมากครับ ที่ช่วยเมตตาดูแลเซเลสรวมถึงคนของผมตลอดทั้งคืน"
หลังจากเอ่ยคำขอบคุณและร่ำลากันตรงนั้นเรียบร้อยแล้ว ท่านพ่อและท่านแม่ก็ช่วยกันรับตัวเซเลสรวมถึงมีอาขึ้นรถม้าหรูหรา ก่อนที่พาหนะคันใหญ่จะเคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์ตระกูลเบลลาโดน่า พาทุกคนเดินทางกลับบ้านในเช้าวันใหม่ทันที
ทว่าก่อนที่สองเท้าจะก้าวขึ้นสู่รถม้า เซเลสหมุนตัวกลับมาหาคู่สามีภรรยาเ้าบ้านและเพื่อนสนิทอีกครั้ง เด็กสาวระบายยิ้มละมุนพลางย่อกายคำนับอย่างอ่อนช้อยและเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ
เซเลส: "ขอบคุณพวกท่านอีกครั้งจริงๆ นะคะที่ช่วยดูแลข้ากับมีอาอย่างดี ั้แ่เื่เมื่อวานที่ช่วยตามท่านหมอมารักษาจนปลอดภัย ถ้าไม่ได้ตระกูลเบลลาโดน่า พี่มีอาน่าจะอาการหนักกว่านี้หรือแย่แน่ๆ เลยค่ะ"
ในขณะที่เด็กสาวกำลังจะหันหลังกลับ จู่ๆ ไอวี่ที่ยืนเงียบอยู่ก็ทำท่าเหมือนเพิ่งนึกเื่สำคัญขึ้นมาได้ เพื่อนสนิทเบิกตาขวับแล้วรีบร้องทักขึ้นมาเสียงหลง
ไอวี่: "อุ๊ยตายแล้ว! เพิ่งนึกขึ้นได้ แป๊บหนึ่งนะเซเลส อย่าเพิ่งไป!"
ในจังหวะที่ไอวี่รีบหมุนตัววิ่งตื้อกลับเข้าไปในคฤหาสน์ เลดี้ฟลอร่าก็หันไปส่งยิ้มให้ท่านแม่ซาร่าด้วยความเอ็นดู
ฟลอร่า: "ดูสิคะท่านซาร่า... ั้แ่ไอวี่ได้รู้จักกับเซเลส ฉันก็ไม่เคยเห็นลูกสาวคนนี้ร่าเริงและดูมีความสุขขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ สนิทกันจนฉันเองก็ยังประหลาดใจ"
ซาร่า: "จริงค่ะเลดี้ฟลอร่า... ดิฉันเองก็แปลกใจไม่แพ้กันค่ะ ปกติแล้วเซเลสเป็เด็กที่ค่อนข้างเงียบและมีกำแพงในใจสูง ไม่ค่อยเปิดใจให้ใครหรือถูกจริตกับใครได้ง่ายๆ เลย แต่พอดูสองคนนี้อยู่ด้วยกันทีไร ดิฉันก็อดรู้สึกอุ่นใจไม่ได้จริงๆ"
ฟลอร่า: "นั่นสินะคะ... เดิมทีไอวี่เองก็เป็เด็กที่เข้าถึงยากและมักจะมีท่าทีไม่ถูกชะตากับเหล่าคุณหนูคนอื่นๆ อยู่เสมอ ฉันยังแอบคิดอยู่เลยว่าเมื่อไหร่ลูกสาวคนนี้จะเจอเพื่อนที่ถูกใจสักที แต่พอได้เห็นความสนิทสนมของสองคนนี้แล้ว... ดูเหมือนทั้งคู่จะมีลับลมคมในหรือความลับเล็กๆ น้อยๆ ที่แชร์กันอยู่สองคนตลอดเลยนะคะ ดูท่าทางน่ารักดีค่ะ"
ซาร่า: "นั่นสิคะ... เห็นแล้วก็อดเอ็นดูไม่ได้จริงๆ ค่ะ ดิฉันดีใจมากที่เห็นพวกเขาเข้ากันได้ดีขนาดนี้"
ไม่นานนัก ไอวี่ก็กลับออกมาพร้อมกับกล่องผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มหรูหราใบหนึ่งที่ถูกปิดสนิทไว้อย่างดีและแ่า เ้าตัวหอบหายใจน้อยๆ พลางยื่นกล่องใบนั้นไปตรงหน้าเซเลสอย่างกระตือรือร้น
เซเลสรับกล่องผ้ามาถือไว้ด้วยความประหลาดใจ ทันใดนั้นไอวี่ก็ขยับเข้ามาใกล้ ยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างหูเพื่อนสนิทด้วยรอยยิ้มทะเล้นตามนิสัย
ไอวี่: " (กระซิบ) นี่ไง... ของที่เธออยากได้ ฉันเตรียมห่อใส่กล่องให้เธออย่างดีเลยนะ ส่วนเื่เดทของเราสองคน... เอาไว้แก้ตัวคราวหน้าแล้วกันเนอะ เพราะเมื่อวานเจอเื่วุ่นวายมาทั้งวัน เธอน่าจะได้กลับไปพักผ่อนให้เต็มที่ก่อน ไว้เปลี่ยนเป็คราวหน้าฉันจัดเต็มแน่!"
คำหยอกเย้าแฝงความใส่ใจของเพื่อนสนิททำเอาเซเลสหลุดยิ้มกว้าง แก้มใสขึ้นสีระเรื่อด้วยความเอ็นดู เด็กสาวพยักหน้ารับคำพลางกระชับกล่องของขวัญในมือเอาไว้แน่น ก่อนจะกล่าวอำลาด้วยสายตาอบอุ่นและก้าวขึ้นรถม้าตระกูลไปพร้อมกับท่านพ่อและท่านแม่เพื่อเดินทางกลับบ้านในที่สุด
ภายในตัวรถม้า ท่ามกลางความเงียบสงบอยู่พักใหญ่ ท่านพ่ออีริคที่นั่งกอดอกนิ่งมาตลอดทางก็เหลือบสายตามองลูกสาวคนเล็ก ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังทว่าแฝงความห่วงใย
อีริค: "เซเลส... เล่าให้พ่อฟังหน่อยได้ไหมว่าวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมพวกโจรถึงมาดักปล้นพวกเ้าบนเส้นทางนั้นได้? เพราะปกติเส้นทางสายนั้นมันปลอดภัยมาก และไม่เคยมีข่าวว่ามีโจรชุกชุมมาก่อนเลย หรือมันจะเป็แค่ความบังเอิญจริง ๆ?"
ซาร่า: "ใช่จ้ะมีอา... ถ้าไม่มีเ้า ไม่รู้ว่าลูกสาวของข้าจะเป็อย่างไรบ้าง เ้าไม่ใช่เพียงแค่สาวรับใช้หรอกนะ แต่เป็เหมือนลูกสาวอีกคนของข้าเลย ขอบใจมากจริงๆ ที่ดูแลเซเลสมาตลอด"
มีอา: "เป็หน้าที่ของข้าเ้าค่ะท่านผู้หญิง... ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องปกป้องคุณหนูด้วยชีวิตอยู่แล้วเ้าค่ะ"
เซเลส: "ลูกคิดว่าพวกมันไม่ได้รู้ล่วงหน้าหรอกค่ะท่านพ่อ เท่าที่ได้ยินจากพวกมันคุยกันตอนที่นั่งอยู่ในรถม้า ดูเหมือนโจรกลุ่มนี้จะบังเอิญเห็นรถม้าของไอวี่ตอนขามารับลูกในตอนเช้าของวันนั้นพอดี พวกมันก็เลยมาดักรอเพื่อจะปล้นทรัพย์สินค่ะ... แล้วเท่าที่ทราบข้อมูลเพิ่มมาจากทางทหารหลวงที่เข้ามารับตัวพวกมันไปในวันนั้น เห็นว่าโจรกลุ่มนี้กำลังหลบหนีและผ่านมาเส้นทางละแวกนั้นพอดีน่ะค่ะ"
อีริค: "แล้วพวกลูกรอดจากพวกโจรเป็สิบคนนั้นมาได้ยังไง? ลำพังมีแค่เด็กสาวสามคนกับคนขับรถม้าอีกคน แถมยังใช้พลังต่อสู้ไม่ได้เลยไม่ใช่รึไง พวกมันล้อมไว้ขนาดนั้นรอดมาได้ยังไงกัน"
เซเลส: "จริง ๆ ตอนนั้นลูกกำลังจะ... แต่ดันโชคดีที่มีคนประหลาดคนหนึ่งอยู่แถวนั้นพอดีค่ะ เขาเข้ามาช่วยจัดการพวกโจรจนหมอบราบ ช่วยพวกเราทั้งหมดสี่คนเอาไว้ได้ แล้วเขาก็เดินเข้ามาพูดบางอย่างแปลก ๆ กับลูก ก่อนจะเดินหันหลังกลับหายเข้าไปในต้นไม้ต้นเดิมที่เขาปรากฏตัวออกมาค่ะ"
เซเลสไม่ได้เล่าประโยคเต็ม ๆ ที่ชายคนนั้นพูด... ภาพในหัวเธอยังจำได้ดีตอนที่คนประหลาดคนนั้นซัดพวกโจรเสร็จแล้วก็ชะเง้อมองหน้าเธอใกล้ๆ สายตาคู่นั้นจ้องลึกลงมา แฝงนัยลึกลับบางอย่างราวกับเขารู้อะไรในใจของเธอดี ทันทีที่เล่าจบ ท่านแม่ซาร่าที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ก็ทวนคำพูดของลูกสาวเบา ๆ
ซาร่า: "บุคคลประหลาดอย่างนั้นเหรอจ๊ะ..."
ท่านแม่ซาร่าขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย พลางหันไปสบตากับผู้เป็สามีที่ดูจะมีสีหน้าไม่ต่างกัน ทั้งคู่ต่างก็แปลกใจในตัวตนของคนผู้นั้นว่าเหตุใดจู่ๆ ถึงมาช่วยคนของตระกูลพวกเขาทั้งที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน อีริคส่งสายตาเป็นัยให้ภรรยาก่อนจะเบนความสนใจกลับมาที่ลูกสาวเพื่อไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดจนเกินไป
ซาร่า: "เอาล่ะ ๆ ... ปลอดภัยกลับมากันได้ก็ดีแล้วล่ะจ้ะ"
ท่านพ่ออีริคพยักหน้ารับรู้ แม้จะแอบสะดุดใจกับตัวตนของบุคคลประหลาดคนนั้นอยู่ลึก ๆ แต่เมื่อเห็นว่าทั้งลูกสาวและคนในรถปลอดภัยดี จึงยอมปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมภายในรถม้าอีกครั้ง ในขณะที่ล้อรถยังคงทำหน้าที่บดไปตามเส้นทางเพื่อมุ่งหน้ากลับสู่คฤหาสน์
...ในขณะที่ล้อรถยังคงทำหน้าที่บดไปตามเส้นทางเพื่อมุ่งหน้ากลับสู่คฤหาสน์
เซเลสเผลอวางมือลงบนกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มที่วางอยู่บนตัก ััจากกล่องไม่ได้เย็นเยียบเหมือนของทั่วไป แต่มันกลับแผ่ซ่านไอความร้อนจาง ๆ ราวกับมีชีวิตอยู่ข้างใน ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดแล่นปราดเข้ามาในจิตใจของเด็กสาว—เป็ความอบอุ่นที่เหมือนเคยััมานานแสนนานจนน่าใจหาย เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในนั้นคืออะไร และมันมีความเกี่ยวพันกับพลังสีฟ้าที่แผดเผาอยู่ในตัวเธออย่างไร
แต่ลึก ๆ แล้ว หัวใจของเซเลสกลับบอกกับเธอว่า ของสิ่งนี้ไม่ใช่แค่ของขวัญธรรมดา แต่มันคือเศษเสี้ยวสำคัญที่จะกลายเป็จุดเริ่มต้นของอาวุธคู่กาย หรืออาจเป็กุญแจสำคัญที่ปลดล็อกพลังที่หลับใหลอยู่ภายในตัวเธอในอนาคต