เมื่อประตูห้องปิดลง เสียงฝนจากภายนอกกลายเป็เพียงเสียงพรำแ่ ๆ คล้ายเสียงลมหายใจของเมืองที่เพิ่งสงบหลังความวุ่นวาย
หลิวอวิ๋นเหยาวางกระเป๋าเดินทางไว้บนเตียงสีขาวสะอาด แล้วค่อย ๆ เปิดออก
กลิ่นของผ้าฝ้ายและกลิ่นหอม ๆ ลอยแตะจมูกเบา ๆ
ชุดสูทนักศึกษาแพทย์สีขาวสะอาดพับเรียบร้อยอยู่้า ราวกับเป็การเตือนให้เธอนึกถึงวันที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะผ่าตัดเป็ครั้งสุดท้ายในลอนดอน
ใต้ชั้นผ้านั้นคือกล่องเล็ก ๆ ที่เธอห่อไว้ด้วยผ้าขาวเนื้อละเอียด นี่เป็ของฝากจากประเทศอังกฤษที่เธอเลือกเองทุกชิ้นด้วยความตั้งใจ มีทั้ง
ชุดปากกาปาร์คเกอร์
กระป๋องชาทไวนิงส์ กลิ่นเอิร์ลเกรย์
น้ำหอมจากยาร์ดลอนดอน
ผ้าพันคอขนแกะจากมาร์คส์แอนด์สเปนเซอร์
ส่วนของฝากอย่างกล่องช็อกโกแลตของแคดเบอรี กล้องตัวเล็กสีเงินจากเยอรมัน นาฬิกาข้อมือเรียบหรู วิทยุพกพาเครื่องเล็กนั้น เธอเก็บไว้ในพสุมายาด้วยกลัวว่าถ้าใส่ไว้ในกระเป๋าของจะเสียหายเอาได้ โดยเฉพาะช็อกโกแลต ถ้าวางไว้ในกระเป๋าแล้วละลายล่ะก็ สายดาร์กผู้คลั่งรักช็อกโกแลตอย่างเธอจะไม่ใจสลายหรอกหรือ
ของเหล่านี้เป็สิ่งที่เธอเลือกสรรมาด้วยความรักและความคิดถึง หลิวอวิ๋นเหยามองพวกมันจนเผลอยิ้มบาง ๆ ออกมา
เมื่อหยิบชุดนอนออกมาแล้วไปอาบน้ำ ก่อนนอนหลิวอวิ๋นเหยาทอดสายตามองกระเป๋าที่เปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง พลางนึกถึงสิ่งที่ยังไม่ได้ซื้อ...
ไหน ๆ ก็แวะฮ่องกงทั้งที จะไม่ช้อปปิ้งเลยก็คงไม่ได้ใช่ไหมล่ะ
หลิวอวิ๋นเหยายิ้มกว้างอย่างอดไม่ได้ พรุ่งนี้เธอยังพอมีเวลา เครื่องออกตอนบ่าย 3 โมง ตอนเช้าก็น่าจะพอเดินเล่นได้สักหน่อย
เสียง ‘ติ๊ก...ต่อก…’ จากนาฬิกาติดผนังยังดังอย่างสม่ำเสมอ หลิวอวิ๋นเหยาเอนหลังพิงหมอนพลางคิดว่าจะไปซื้อของอะไรดี จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาเบา ๆ
“แกร็ก” เหมือนมีใครบางคนเดินผ่านบริเวณทางเดินหน้าห้อง
เธอเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาคมหรี่ลง ฟังอยู่ครู่หนึ่ง เสียงฝีเท้าหนักเบาสลับกัน เหมือนตั้งใจเดินให้เธอได้ยินเสียงแต่ก็ไม่มากพอที่จะระบุทิศทางที่แน่ชัด
หลิวอวิ๋นเหยาลุกขึ้นยืนเงียบ ๆ แล้วเดินไปใกล้ ๆ ประตู ใช้สายตาสอดส่องผ่านช่องตาแมว
ทางเดินมีแค่แสงไฟสลัวตรงมุมปลายทางเดินเท่านั้น เธอไม่เห็นใครเลย รออยู่ครู่หนึ่งก็ไม่มีเสียงอะไรแล้ว จึงเดินกลับไปที่เตียงนอน
หลังจากนั้นไม่นานก็มีเสียงเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง ‘กึก’ บางสิ่งลื่นเข้ามาใต้ประตู เป็ซองจดหมายสีน้ำตาลเก่า ๆ
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมือไปหยิบขึ้นมา ซองนั้นเปียกชื้นจากละอองฝน ด้านหน้ามีเพียงตัวอักษรจีนเขียนด้วยหมึกดำเข้มว่า ‘หยุน’
หลิวอวิ๋นเหยากะพริบตา คำว่า ‘หยุน’ เป็แซ่ของผู้ติดตามเก่าของคุณย่าทวด
เธอเปิดซองอย่างระมัดระวัง ด้านในมีกระดาษเพียงแผ่นเดียว
หมึกซีดจาง แต่ลายมือคุ้นตา
“อย่าไว้ใจใคร ห้ามให้ใครรู้ภูมิหลัง”
บรรทัดสั้น ๆ แต่สามารถทำให้อุณหภูมิภายในห้องเย็นลงทันที เธอรู้ดีว่า ‘ภูมิหลัง’ ที่ระบุในจดหมายนั้นหมายถึงอะไร
หลิวอวิ๋นเหยากำกระดาษแน่น แสงจากไฟถนนสาดเข้ามาในห้องอีกครั้ง
เงาร่มคันหนึ่งสะท้อนในกระจกฝั่งตรงข้ามอาคาร
“ยังมีคนสงสัยและตามสืบเื่ตระกูลอวี๋ของคุณย่าทวดอยู่อีกสินะ”
เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ ชำเลืองมองร่มคันนั้นอีกครั้ง แล้วนึกถึงเื่ราวของคุณย่าทวดในบันทึกที่เธอเคยอ่านในห้องหนังสือของพสุมายา
“นานมาแล้ว ก่อนที่โลกจะมีคำว่า ‘วิทยาศาสตร์’
มีเพียงศาสตร์แห่ง ‘พสุธาและมายา’ ศาสตร์ที่ว่าด้วยรอยต่อระหว่างชีวิตกับความว่างเปล่า
ว่ากันว่า ตระกูลอวี๋เป็ผู้พิทักษ์ศาสตร์นั้นมาแต่โบราณ
และสิ่งที่พวกเขาปกป้องไว้เหนือสิ่งอื่นใดคือ ‘พสุมายา’ ศาสตร์มายาแห่งลมหายใจ และ ‘ตำราหมื่นเข็มมายา’ ตำราแพทย์ลึกลับขั้นสูงสุดของแผ่นดิน
พสุมายาคือพลังที่เชื่อมโลกของมนุษย์กับสภาวะเหนือจิต
ซึ่งสามารถปรับสมดุลพลังชีวิตของผู้คนได้จนถึงระดับิญญา
ส่วนตำราหมื่นเข็มมายานั้นเป็ผลลัพธ์ของการเข้าใจพลังนั้นอย่างสมบูรณ์ เป็การใช้เข็มหมื่นรูปแบบเพื่อเปลี่ยนโชคชะตาของชีวิต
แต่ความรู้เช่นนี้ เป็เหมือนดาบสองคม
หากอยู่ในมือผู้มีเมตตา มันคือเครื่องมือสำหรับเยียวยา
แต่หากอยู่ในมือของผู้โลภโมโทสัน มันจะเป็อาวุธแห่งการทำลายล้างชีวิต
เมื่อภัยเริ่มก่อตัว ราชสำนักและกลุ่มองค์กรลับต่างแผ่นดินจึงเริ่มแสวงหาตำรานี้
หญิงผู้สืบสายเืตระกูลอวี๋เพียงคนเดียวในยุคนั้น จึงรับสืบทอดพสุมายาและตำราหมื่นเข็มมายา
เธอรู้ดีว่าความรู้เช่นนี้ หากตกไปในมือคนผิด มันจะเปลี่ยนโลกให้กลายเป็นรก
ในคืนที่เงาจันทร์ดับสูญ เธอจึงทำพิธี ‘ผนึกหมื่นเงา’ ด้วยเืของตนเอง ใช้พลังพสุมายาเชื่อมตำราหมื่นเข็มมายาเข้ากับมิติที่ไม่มีผู้ใดเข้าถึง แล้วเหลือเพียงจี้หยกัหงส์สีเืที่มีลมหายใจอุ่นไว้
********* ***** ***** *********
ตระกูลอวี๋ถือพสุมายาและตำราหมื่นเข็มมายาเป็ความลับสูงสุดของตระกูล
ความโลภและอำนาจของผู้คนรอบข้างคุกคามสายเืของพวกเขาอย่างไม่ลดละ
พสุมายาและตำราหมื่นเข็มมายาสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนกระทั่งรุ่นสุดท้ายของตระกูลอวี๋ ณ เวลานั้น หญิงผู้ถือสายเืแห่งตระกูลอวี๋ อวี๋เสวียนอวิ๋น เป็ผู้รู้ทุกความลับของตำราและพลังลับ
ทว่าโศกนาฏกรรมก็ยังเกิดขึ้น
กลางคืนมืดสนิท ฝนเทกระหน่ำราวกับฟ้าร่วมโศกไปกับหมู่บ้านในหุบเขาที่กำลังลุกเป็ไฟ
อวี๋เสวียนอวิ๋นและสาวใช้แซ่หยุนที่เพิ่งกลับมาจากการไปส่งยาสมุนไพรให้ครอบครัวคนป่วยที่อยู่อีกฟากเขา ได้ยินเสียงหมาเห่าลั่นจากทางหมู่บ้านและกลิ่นควันไหม้แทรกมากับลม พวกเธอจึงเริ่มตื่นตัว
“คุณหนู... กลิ่นนี้มาจากทางหมู่บ้านของเราแน่ ๆ ค่ะ”
“จะเป็ไปได้ยังไง...” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ แล้วเงยหน้ามองไปที่ปลายเขาซึ่งเริ่มมีแสงสว่างวาบจากเปลวเพลิงไกล ๆ “นั่น...นั่นมันบ้านของเรา!”
ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ ร่างของเธอก็พุ่งตัววิ่งออกไปตามสัญชาตญาณ ทว่าพอเข้าใกล้เขตเรือนตระกูล อวี๋เสวียนอวิ๋นจึงได้เห็นเงาผู้คนจำนวนหนึ่งถือปืนยาวล้อมรอบบ้านอยู่ ไฟลุกโชน เงาของพวกมันสะท้อนบนผนังที่ถูกเผา
เสียงปืนดังแทรกไปกับเสียงลม คำสั่งสั้น ๆ ห้วน ๆ ของใครบางคนดังก้องในความมืด
“ตามหาจี้หยกัหงส์สีเื แล้วฆ่าให้หมด อย่าให้ใครรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!”
เธอกำลังจะพุ่งเข้าไปอยู่แล้ว แต่สาวใช้แซ่หยุนคว้าตัวไว้แน่น
“อย่าเข้าไปค่ะคุณหนู อย่าค่ะ!”
“แต่ทุกคนอยู่ในนั้นนะ!”
“คนพวกนั้นไม่ใช่คนในหมู่บ้าน ถ้าพวกเราเข้าไป คุณหนูจะตายไปอีกคนนะคะ!”
อวี๋เสวียนอวิ๋นดิ้นสุดแรง เสียงสะอื้นไห้ติดอยู่ในลำคอ เธอเห็นบ้านใหญ่ทรุดลงตรงหน้า ดวงไฟสะท้อนผ่านดวงตาที่เปียกชื้น ก่อนที่สาวใช้แซ่หยุนจะลากเธอไปซ่อนในป่าหลังเขา
ท่ามกลางเสียงฝีเท้าของผู้ไล่ล่า แสงไฟก็ส่องกวาดไปทั่ว ทั้งกลิ่นควัน กลิ่นเื คละคลุ้งไปหมด และเสียงะเิสุดท้ายก็ทำให้พื้นดินะเืเบา ๆ
เธอได้แต่มองบ้านที่เหลือแค่เถ้าถ่าน บ้านที่ไม่เหลือใครอีกแล้ว
เพื่อให้รอดพ้นจากอำนาจและสายตาของโลกภายนอก อวี๋เสวียนอวิ๋นจำต้องสละตัวตนเดิม
เปลี่ยนจากหญิงผู้ถือครองพลัง (อวี๋เสวียนอวิ๋น)
กลายเป็หญิงผู้สงบ เรียบง่าย และนุ่มนวล (อวี๋เหยาอวี้)
ในชื่อใหม่นี้ เธอได้พบกับหลิวจื้อเหวิน (คุณปู่ทวดของหลิวอวิ๋นเหยา) ชายผู้มั่นคง สุภาพ และเต็มไปด้วยความอบอุ่น คู่ชีวิตที่เธอสามารถไว้ใจและรักได้อย่างไม่มีเงื่อนไข
นับแต่นั้น ‘อวี๋เหยาอวี้’ จึงถูกจารึกในฐานะแม่บ้านธรรมดา
‘อวี๋เสวียนอวิ๋น’ ก็กลายเป็เพียงนามลึกลับในบันทึกของหมอเร้นกาย
แต่สายเืของเธอยังคงอยู่...
และรอวันที่ผู้สืบทอดจะตื่นรู้พลังของพสุมายาอีกครั้ง
อย่าให้เืแห่งตระกูลอวี๋ต้องถูกใช้เพื่ออำนาจ... จงใช้เพื่อรักษา”