ขอขอบคุณจากใจจริงที่หยิบผลงานชิ้นนี้"呼び出された殺戮者2” (ถูกอัญเชิญมาเป็นนักฆ่าในต่างโลก2) มาไว้ในมือคุณครับ
ขอโทษที่ให้รอนะครับท่านผู้อ่านเป็นเพราะทุกท่านผมจึงสามารถออกเล่มสองได้ รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งครับ
ภาพประกอบในเล่มนี้ก็ยังคงเป็นผลงานของอาจารย์lackคนเดิมต่อจากเล่มหนึ่งครับ ตัวละครก็เพิ่มขึ้น ภาพประกอบที่ได้รับมาจึงคึกคักขึ้นและมีองค์ประกอบที่ทำให้รู้สึกถึงแอ็คชั่นและการเคลื่อนไหวของจิกิริกิแผ่พุ่งออกมาเลยครับ
คงจะไม่มีไลท์โนเวลเรื่องอื่นที่ใช้จิกิริกิเป็นอาวุธรองแบบนี้และภาพประกอบที่เน้นไปที่จิกิริกิขนาดนี้คงเป็นเรื่องหายากไม่ใช่หรือเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจครับ
แล้วก็คราวนี้ได้เขียนตอนที่มีชื่อว่า “Long Prologue” ที่เป็นเรื่องของฮิฟุมิก่อนจะไปยังต่างโลกครับ
งานชิ้นนี้เมื่อเทียบกับผลงานอื่นแล้วนิสัยของตัวเอกนั้นโดดเด่นกว่าเล็กน้อยครับเกี่ยวกับเรื่องนั้นในเล่มนี้ผมไม่ได้อธิบายแบ็คกราวด์อย่างละเอียด ในแบบเว็บไซต์ผมก็ไม่ได้ประกาศไว้แต่เนื่องจากคราวนี้เป็นโอกาสอันดี ผมจึงทำเป็นเรื่องสั้นที่เป็นตอนเกี่ยวกับภูมิหลังออกมารวมไว้ในแบบรูปเล่มครับ
ในเรื่องนี้ทั้งฮิฟุมิและอาจารย์ต่างก็รู้จักกฎหมายควบคุมการครอบครองอาวุธและทราบว่าพวกเขาละเมิดกฎหมายแต่ได้โปรดอย่าลอกเลียนแบบนะครับ
ตั้งแต่แรกฮิฟุมิเป็นคาแรคเตอร์ที่ถูกสร้างมาให้เป็นพวก'ทำเกินไป’ อยู่แล้ว แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือความคิดที่ว่า ‘คนที่มีพลังในการต่อสู้จะอดกลั้นไม่ใช้พลังต่อสู้นั้นได้หรือไม่’ ครับ
ตัวผมเองก็เคยก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางไอคิโดกับโจโด*และเคยสมัครเข้ากลุ่มผู้สอนอยู่ช่วงหนึ่ง
(โจโด: ศิลปะการป้องกันตัวชนิดหนึ่งซึ่งใช้ไม้เท้าขนาดสั้น ปกติจะมีความยาวประมาณ 0.9 –1.5 เมตร)
ถ้าหากคู่ต่อสู้เป็นผู้ใหญ่ก็คงไม่ได้ใส่ใจขนาดนั้นแต่ในการสอนเด็กๆ ผมมักจะพูดจนปากเปียกปากแฉะไม่รู้กี่ครั้งว่าเทคนิคพวกนี้เป็นของอันตรายเหมือนกับที่สอนกันในโรงเรียนสอนขับรถว่าอุบัติเหตุเป็นเรื่องน่าเศร้าขนาดไหน
เทคนิคการต่อสู้ของญี่ปุ่นนั้นคือ“武術”(เทคนิคสำหรับฆ่า) แต่ในการเรียนรู้มันคือ “武道”(วิถีแห่งการฝึกกายและจิต)ความแตกต่างของสิ่งนั้นคือการที่เราเรียนรู้ไปพร้อมกับการตรวจสอบว่าควรจะใช้พลังและเทคนิคในเวลาไหนและกับใคร…ดังนั้นแม้จะเป็นทฤษฎีที่ผมคิดด้วยตัวเองแต่ฮิฟุมิก็คือตัวละครที่หลุดออกจากเส้นทางนั้นครับ
ฮิฟุมิที่ออกนอกเส้นทางผลสุดท้ายจึงถูกเรียกไปต่างโลก แม้จะมีโอกาสได้ใช้วิชาต่อสู้อย่างใจคิด แต่ถ้าหากเขายังอยู่ในโลกยุคปัจจุบันทั้งๆอย่างนั้นล่ะก็คงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานเป็นแน่
เขาคงยืนหยัดที่จะทำตามที่ตัวเองตัดสินใจถึงขนาดที่ไม่สามารถจินตนาการออกถึงวิถีชีวิตแบบอื่นได้ แม้จะถูกจับตัวที่ไหนสักแห่งหรือว่าต้องถูกทำลาย
มาตรฐานการกระทำของเขานอกจากเรื่องการต่อสู้และการฆ่าแม้จะยังแสดงส่วนที่อ่อนโยนออกมาให้เห็น แต่เป้าหมายสุดท้ายของเขาคือการต่อสู้ครับเนื่องจากจุดมุ่งหมายคือการต่อสู้ จึงไม่ค่อยสนใจผลลัพธ์ของการต่อสู้
หากพ่ายแพ้เพราะเทคนิคและพลังของตัวเองไม่อาจเทียบเคียงได้จนต้องเสียชีวิตเขาก็คงแค่พูดว่า “น่าเสียดายจัง” แล้วก็จบแค่นั้น ผู้เขียนคิดว่าอย่างนั้นครับ
ในแง่หนึ่งก็คือเขามีนิสัยที่เรียบง่ายครับ
เทียบกับเล่มหนึ่งแล้วการต่อสู้ของฮิฟุมิในเล่มสองนั้นมีกรอบที่ใหญ่ขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัดครับ ที่ยิ่งกว่านั้นคือจำนวนคู่ต่อสู้ที่เป็นศัตรูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละครั้ง
ในขณะเดียวกันก็มีพันธมิตรเพิ่มขึ้นแต่ไม่ว่ายังไงด้วยวิธีการต่อสู้ของเขา ส่วนมากจึงเป็นการต่อสู้แบบเดี่ยวต่อกลุ่ม
เหมือนกับฉากต่อสู้ด้วยดาบในละครย้อนยุคหรือหนังการต่อสู้ด้วยดาบหรือวิชายิวยิตสูจะโดดเด่นเมื่อถูกใช้กับคู่ต่อสู้หลายคน ผมจึงตั้งใจเขียนให้เป็นแบบนั้นทางฝั่งผู้เขียนเองก็เขียนด้วยความรู้สึกว่า "จำนวนคนเท่านี้ก็ยังไม่พออีกเหรอถ้างั้นเพิ่มอีกเท่าหนึ่งดูเป็นไงล่ะ” ในมุมมองฝั่งคู่ต่อสู้จึงพยายามสุดชีวิตในการไล่ต้อนฮิฟุมิ
แม้ว่าการเอาชนะการรบกวนของผู้เขียนอย่างไม่แยแสจะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของฮิฟุมิแต่ระหว่างที่ลงตอนใหม่ในเว็บก็ราวกับเป็นการปะทะกันระหว่างผู้เขียนกับฮิฟุมิในทุกๆ คืน และกลายเป็นว่าเรื่องก็ดำเนินไปโดยที่ฝั่งผู้เขียนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง
ถูกตัวละครที่ตัวเองเป็นคนให้กำเนิดเล่นงานจนฟกช้ำดำเขียวทุกๆ วัน วันคืนเหล่านั้นถึงจะรู้สึกสนุกแต่ก็เจ็บใจครับ
และเช่นนั้นผลงานที่เขียนต่อไปก็ได้รับการตีพิมพ์จนสามารถออกมาจนถึงเล่มสอง ส่วนใหญ่ก็เพราะได้รับการสนับสนุนจากท่านผู้อ่านและนักเขียนบนเว็บ"小説家になろう” (มาเป็นนักเขียนนิยายกันเถอะ) ด้วยกันครับ
ขอขอบพระคุณจริงๆ ครับ
และคุณKผู้เป็นกองบรรณาธิการของฮอบบี้เจแปนกับคุณดีไซเนอร์ที่กรุณาออกแบบสันปกให้อย่างงดงามผมไม่สามารถแสดงความรู้สึกขอบคุณได้มากกว่านี้แล้วครับ
ผมหวังว่าจะได้พบกับผู้อ่านที่ติดตามมาจนถึงตอนนี้อีกครั้งครับ
ขอบพระคุณที่อ่านติดตามครับ!