เมืองหิมะโปรย ดินแดนหน้าด่านที่ตั้งอยู่ตีนเขาก่อนจะเข้าสู่เขตแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของสำนักกระบี่ไร้นาม บรรยากาศภายในเมืองนั้นเย็นะเืและหนาวเหน็บจนแทบจะแช่แข็งสายเื แต่สิ่งที่เ็ายิ่งกว่าอุณหภูมิคือแววตาของผู้คนในเมือง ชาวเมืองและผู้ฝึกยตนอิสระต่างเดินก้มหน้าก้มตา ไม่มีใครกล้าสบตากันหรือพูดคุยเสียงดัง ทุกชีวิตล้วนตกอยู่ภายใต้การปกครองที่กดขี่และโเี้ของศิษย์สำนักกระบี่ไร้นาม ผู้ซึ่งตั้งตนเป็ดั่งพระเ้าในดินแดนแถบนี้
หลินเฟยในชุดเกราะอ่อนสีดำขลับสวมทับด้วยเสื้อคลุมยาวที่สะบัดพลิ้วไปตามสายลมหนาว ก้าวเดินไปตามถนนที่ปูด้วยหินสีขาวซึ่งถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาเตอะ ทุกย่างก้าวของเขามั่นคงและไร้สุ้มเสียง รังสีความกดดันระดับแก่นแท้ขั้นต้นถูกสะกดกลั้นไว้อย่างแเี ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายความตายจางๆ ที่ทำให้ผู้คนที่เดินสวนทางต้องหลีกทางให้โดยสัญชาตญาณ เขาเพิ่งจะจัดการกับศิษย์สายนอกที่หน้าประตูเมืองไปเมื่อครู่ ข่าวคงยังไม่แพร่กระจายเข้ามาถึงด้านใน ทว่าหลินเฟยก็ไม่ได้คิดจะปิดบังตัวตนแต่อย่างใด เขาเพียงแค่้าหาข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างของยอดเขาหมอก์ก่อนที่จะเริ่มการกวาดล้าง
เขาเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ป้ายหน้าร้านสลักชื่อ 'โรงเตี๊ยมเหมันต์ร่ำไห้' ทันทีที่ผลักประตูไม้บานหนาเข้าไป ไออุ่นจากเตาผิงก็ปะทะเข้ากับใบหน้า ภายในโรงเตี๊ยมมีผู้คนอยู่ประปราย ทว่าบริเวณโต๊ะตัวใหญ่ที่สุดกลางร้าน กลับถูกจับจองโดยกลุ่มชายฉกรรจ์เจ็ดคนที่สวมชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ขลิบด้วยดิ้นเงินและสลักรูปกระบี่ไร้ด้ามที่หน้าอก บ่งบอกสถานะ 'ศิษย์สายใน' แห่งสำนักกระบี่ไร้นาม พวกมันกำลังดื่มสุราหมักไฟและหัวเราะเสียงดังลั่น โดยไม่เกรงใจสายตาที่หวาดกลัวของลูกค้ารายอื่น
"ได้ยินข่าวหรือไม่ว่างานประมูลนภาลัยที่จักรวรรดิเมฆาสมุทรเกิดเื่ใหญ่ขึ้น? เฉินเทียนอี้ถูกใครบางคนตัดหัวกลางงานประมูล!" ศิษย์สายในคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย "อัครมหาเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ สุดท้ายก็เป็ได้แค่สุนัขเฝ้าบ้านที่ไร้น้ำยา หากไม่ใช่เพราะสำนักเราคอยหนุนหลังอยู่เงียบๆ ตระกูลเฉินของมันจะมีอำนาจล้นฟ้าถึงเพียงนั้นได้อย่างไร"
"ช่างเถอะ สุนัขตายไปตัวหนึ่ง สำนักเราก็แค่หาตัวใหม่มาเลี้ยงแทน" ชายหนุ่มผู้เป็หัวหน้ากลุ่ม ซึ่งมีระดับพลังสร้างฐานขั้นสูงสุด เอ่ยพลางกระดกสุรารวดเดียวหมดจด "สิ่งที่สำคัญคือ 'ด้ามกระบี่' ที่เฉินเทียนอี้รับปากจะนำมาถวายให้ท่านประมุขต่างหาก ไม่รู้ว่าป่านนี้ตกไปอยู่ในมือใคร หากพวกเราหาเบาะแสและนำมันกลับไปให้ท่านประมุขได้ ตำแหน่งศิษย์สายหลักก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม!"
หลินเฟยที่ยืนอยู่หน้าประตูโรงเตี๊ยมหยุดชะงัก ั์ตาสีเืของเขาหรี่ลงเล็กน้อย มุมปากปรากฏรอยยิ้มอำมหิตที่แสนเยือกเย็น ไม่คิดว่า์จะเข้าข้างเขาถึงเพียงนี้ เพิ่งมาถึงก็ได้พบกับพวกที่รู้เื่ของตระกูลเฉินและชิ้นส่วนศาสตราไร้ลักษณ์พอดี
เขาไม่ได้เดินไปหลบมุม แต่กลับก้าวเดินตรงเข้าไปหาโต๊ะของกลุ่มศิษย์สายในอย่างเชื่องช้า เสียงฝีเท้าของเขาที่ย่ำลงบนพื้นไม้กระดานดึงดูดความสนใจของคนทั้งโรงเตี๊ยม บรรยากาศที่เคยอึกทึกเงียบสงัดลงในพริบตา ศิษย์สายในทั้งเจ็ดหันมามองผู้มาใหม่ด้วยสายตาขุ่นเคืองที่ถูกขัดจังหวะ
"ไอ้สวะหลงทาง แกตาบอดหรืออย่างไรถึงไม่เห็นว่าโต๊ะนี้เป็ของใคร? ไสหัวไปซะก่อนที่ข้าจะควักลูกตาแกออกมาให้สุนัขกิน!" หนึ่งในศิษย์สายในะโด่าทอพลางตบโต๊ะเสียงดังสนั่น
หลินเฟยหยุดยืนห่างจากโต๊ะเพียงสามก้าว เขากวาดสายตามองพวกมันเรียงคนด้วยสายตาที่ว่างเปล่าราวกับมองดูซากศพ "พวกเ้ากำลังตามหาคนที่ตัดหัวเฉินเทียนอี้ และชิ้นส่วนด้ามกระบี่อยู่งั้นรึ?" หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยพลังปราณที่ดังก้องเข้าไปในโสตประสาท "ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลหรอก... เพราะผู้ที่ส่งสุนัขตัวนั้นลงนรก ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเ้าแล้ว"
คำพูดของหลินเฟยเปรียบเสมือนอสนีบาตฟาดลงกลางโรงเตี๊ยม ศิษย์สายในทั้งเจ็ดเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนที่หัวหน้ากลุ่มจะะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง "ฮ่าๆๆ! ไอ้เด็กเมื่อวานซืน แกเนี่ยนะสังหารเฉินเทียนอี้ยอดฝีมือระดับแก่นแท้ขั้นสูงสุด? สงสัยอากาศหนาวจนสมองแกเพี้ยนไปแล้ว พวกเรา! สับมันเป็ชิ้นๆ แล้วโยนออกไปนอกร้านซะ!"
สิ้นคำสั่ง ศิษย์สายในสี่คนก็พุ่งตัวลุกขึ้นจากโต๊ะ ชักกระบี่ที่แผ่ไอเย็นเยียบออกมาพร้อมกัน ปราณระดับสร้างฐานขั้นปลายสี่สายพุ่งเข้ากดดันหลินเฟย กระบวนท่า 'กระบี่เหมันต์ผ่าทะลวง' ถูกใช้ออกมาหมายจะตัดร่างของเด็กหนุ่มให้ขาดเป็หลายท่อน ทว่าหลินเฟยยังคงยืนเอามือไพล่หลัง ไม่แม้แต่จะกระพริบตา
ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่ทั้งสี่กำลังจะััตัว เจตจำนงกระบี่ขั้นที่สอง 'สะบั้นไร้ลักษณ์' ก็ถูกจำลองขึ้นที่สายตาของเขา หลินเฟยเพียงแค่ปรายตามอง คมกระบี่ที่มองไม่เห็นก็แหวกอากาศออกไปอย่างเงียบกริบ
ฉึบ! ฉึบ! ฉึบ! ฉึบ!
ร่างของศิษย์สายในทั้งสี่ที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศชะงักค้าง กระบี่ในมือของพวกมันถูกตัดขาดสะบั้นราวกับกิ่งไม้แห้ง วินาทีต่อมา ร่างกายของพวกมันก็ถูกแยกออกเป็สองส่วนั้แ่ไหล่จรดเอวอย่างสมบูรณ์แบบ เืสีแดงสดพุ่งทะลักออกมาราวกับน้ำพุ สาดกระเซ็นย้อมชุดสีขาวและพื้นไม้ของโรงเตี๊ยมจนกลายเป็สีแดงฉาน ร่างไร้ิญญาแปดท่อนร่วงหล่นลงมากองกับพื้นเสียงดังตุบ กลิ่นคาวเืคลุ้งไปทั่วบริเวณ
หัวหน้ากลุ่มและศิษย์ที่เหลืออีกสองคน ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเื รอยยิ้มเยาะเย้ยแข็งค้างอยู่บนใบหน้า พวกมันมองกองซากศพของเพื่อนร่วมสำนักด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ไม่มีการใช้เคล็ดวิชา ไม่มีการขยับตัว เพียงแค่ปรายตามอง ยอดฝีมือระดับสร้างฐานสี่คนก็ถูกหั่นเป็ชิ้นๆ นี่ไม่ใช่พลังของมนุษย์!
"กะ... แกเป็ใครกันแน่! กล้าสังหารศิษย์สำนักกระบี่ไร้นาม ท่านประมุขไม่ปล่อยแกไว้แน่!" หัวหน้ากลุ่มละล่ำละลักถอยหลังจนสะดุดเก้าอี้ล้มลง มันพยายามชักกระบี่ออกมาด้วยมือที่สั่นเทา
"ข้าคือมัจจุราชที่จะลบชื่อสำนักของพวกเ้าให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์" หลินเฟยก้าวเดินเข้าไปใกล้อย่างช้าๆ เขาขยับนิ้วชี้ขวาเพียงเล็กน้อย
"อ๊ากกกก!"
ศิษย์สายในอีกสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ หัวหน้ากลุ่มกรีดร้องโหยหวน ศีรษะของพวกมันหลุดกระเด็นออกจากบ่าพร้อมกัน เืพุ่งกระฉูดรดใบหน้าของหัวหน้ากลุ่มที่กำลังสั่นงันงกอยู่บนพื้น หลินเฟยหยุดยืนอยู่ตรงหน้ามัน เขาก้มมองลงมาด้วยสายตาที่เยียบเย็นดุจน้ำแข็งพันปี
"ข้าจะไว้ชีวิตเ้า... ชั่วคราว" หลินเฟยกล่าว "จงวิ่งกลับไปที่ยอดเขาหมอก์ ไปบอกประมุขของพวกเ้า และทุกคนในสำนัก ว่าหลินเฟย ผู้ศาสตราไร้ลักษณ์ มาทวงหนี้เืแล้ว ให้พวกมันเตรียมล้างคอรอข้าไว้ได้เลย"
หลินเฟยตวัดเท้าเตะเข้าที่ยอดอกของหัวหน้ากลุ่มอย่างแรง ร่างของมันปลิวลอยทะลุประตูโรงเตี๊ยมออกไปกระแทกกับกองหิมะด้านนอก มันกระอักเืคำโต แต่เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายยอมปล่อยให้รอดชีวิต มันก็ไม่รอช้า รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนมุ่งหน้าสูู่เาด้านหลังเมืองอย่างไม่คิดชีวิต
หลินเฟยหันหลังเดินออกจากโรงเตี๊ยมที่เต็มไปด้วยกองซากศพ ผู้คนในร้านต่างกอดกันกลมหมอบกราบอยู่ใต้โต๊ะด้วยความสั่นกลัว เขาไม่สนใจพวกมดปลวกเ่าั้ ร่างของเด็กหนุ่มพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศ มุ่งหน้าตามรอยเืของศัตรูที่ปล่อยให้หนีไป เพื่อเข้าสู่เขตแดนของสำนักกระบี่ไร้นามอย่างเปิดเผย
เมื่อหลินเฟยเดินทางมาถึงตีนเขาหมอก์ ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือบันไดหินหยกสีขาวบริสุทธิ์ที่ทอดยาวคดเคี้ยวขึ้นไปตามไหล่เขา หายลับเข้าไปในเมฆหมอกสีเทาที่หนาทึบ บันไดนี้มีชื่อว่า 'บันไดหมื่นกระบี่' เป็เส้นทางเดียวที่จะขึ้นสู่ตัวสำนัก สองข้างทางของบันไดเต็มไปด้วยรูปสลักกระบี่โบราณนับหมื่นเล่มที่ปักเรียงรายอยู่บนหินผา มันไม่ใช่เพียงของประดับ แต่มันคือ 'ค่ายกลพิทักษ์เขา' ที่ทรงอานุภาพที่สุด ผู้ใดที่บังอาจเหยียบย่างขึ้นไปโดยไม่มีป้ายหยกอนุญาต จะถูกปราณกระบี่นับหมื่นเล่มสับเป็หมื่นๆ ชิ้น
หลินเฟยยืนอยู่หน้าบันไดขั้นแรก เขาััได้ถึงรังสีความกดดันและเจตจำนงกระบี่ที่เก่าแก่ แผ่ซ่านออกมาจากรูปสลักเ่าั้ ทว่าแทนที่เขาจะหวาดกลัว รอยยิ้มท้าทายกลับปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"ค่ายกลกระจอกๆ เช่นนี้ คิดจะหยุดการก้าวเดินของข้ากระนั้นรึ?"
หลินเฟยเหยียบเท้าลงบนบันไดขั้นแรก ทันทีที่ฝ่าเท้าััพื้นหินหยก ค่ายกลบันไดหมื่นกระบี่ก็ทำงานทันที!
ครืนนนน! วูบบบบ!
รูปสลักกระบี่นับหมื่นเล่มสองข้างทางเปล่งแสงสีขาวสว่างจ้า ปราณกระบี่น้ำแข็งที่แหลมคมและเย็นเยียบนับพันสายพุ่งทะยานออกจากรูปสลัก ทะลวงอากาศเข้าหาจุดตายทั่วร่างของหลินเฟยดุจพายุห่าฝนกระบี่ พลังทำลายล้างของมันสามารถฉีกกระชากยอดฝีมือระดับแก่นแท้ขั้นต้นให้เป็เศษเนื้อได้อย่างง่ายดาย
ทว่า หลินเฟยไม่แม้แต่จะกระพริบตา เขาไม่ได้ชักกระบี่ั์ร่ายรำออกมาด้วยซ้ำ เขาเพียงแค่โคจรพลังแก่นแท้สีทองแดงในจุดตันเถียน ผสานเข้ากับเจตจำนงกระบี่ขั้นที่สอง 'สะบั้นไร้ลักษณ์' รังสีอำมหิตสีเืะเิออกจากร่างของเขาราวกับกำแพงเหล็กกล้าที่มองไม่เห็น
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
ปราณกระบี่น้ำแข็งนับพันสายที่พุ่งเข้ามา เมื่อปะทะเข้ากับรังสีสีเืของหลินเฟย พวกมันกลับถูกเจตจำนงแห่งการตัดขาดบดขยี้จนแตกสลายกลายเป็เพียงเกล็ดน้ำแข็งที่ร่วงหล่นลงพื้น ไม่มีแม้แต่ปราณสายเดียวที่สามารถเข้าใกล้ร่างกายของเขาได้ในระยะสามก้าว หลินเฟยก้าวเดินขึ้นบันไดไปอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง ทุกย่างก้าวที่เขาเหยียบลงไป รูปสลักกระบี่โบราณสองข้างทางก็เกิดรอยร้าวและะเิแตกเป็เสี่ยงๆ ด้วยแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา
ยิ่งก้าวขึ้นไปสูงเท่าใด ค่ายกลก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ปราณกระบี่ที่พุ่งเข้ามาเริ่มควบแน่นจนมีขนาดใหญ่โตเท่าลำต้นไม้ ทว่าผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม พวกมันถูกทำลายล้างจนหมดสิ้นเมื่อเผชิญหน้ากับอำนาจของศาสตราไร้ลักษณ์ ความร้อนแรงของพลังปราณสีทองแดงในร่างหลินเฟย แผดเผาหิมะและน้ำแข็งบนบันไดจนละลายกลายเป็ไอน้ำพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศ สร้างภาพลักษณ์ราวกับเทพอสูรที่กำลังเดินย่ำทะลุ์
"สะบั้นให้สิ้น!"
หลินเฟยคำรามในลำคอ เมื่อเดินมาถึงกึ่งกลางบันได เขาปลดปล่อยคลื่นกระบี่สีเืขนาดั์ออกจากมือขวาที่ว่างเปล่า คลื่นกระบี่พุ่งกวาดทำลายรูปสลักกระบี่หลายพันเล่มที่เหลืออยู่เบื้องหน้าจนราบเป็หน้ากลอง ค่ายกลพิทักษ์เขาที่ปกป้องสำนักมานับพันปี ถูกบดขยี้ทำลายลงอย่างย่อยยับด้วยกำลังของคนเพียงคนเดียว!
ในที่สุด หลินเฟยก็ก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้ายขึ้นมาถึงยอดเขาหมอก์ ภาพเบื้องหน้าคือลานศิลากว้างใหญ่ไพศาลที่ถูกล้อมรอบด้วยอาคารไม้สลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจงหลายร้อยหลัง ตรงกลางลานมีซุ้มประตูศิลาขนาดั์ที่สูงกว่าห้าสิบจั้ง สลักตัวอักษรสีทองคำตระหง่านว่า 'สำนักกระบี่ไร้นาม'
บัดนี้ ลานกว้างไม่ได้ว่างเปล่า ศิษย์สำนักกระบี่ไร้นามนับหมื่นชีวิต ั้แ่ศิษย์สายนอก สายใน ไปจนถึงผู้าุโระดับแก่นแท้กว่ายี่สิบคน ได้ออกมายืนตั้งค่ายกลกระบี่รอรับมือศัตรูอยู่แล้ว หลังจากที่ได้รับคำเตือนจากหัวหน้าศิษย์ที่หนีตายขึ้นมา และััได้ถึงการพังทลายของค่ายกลบันไดหมื่นกระบี่ ทุกสายตาจับจ้องมาที่เงาร่างของเด็กหนุ่มในชุดดำเพียงคนเดียวด้วยความหวาดหวั่นและโกรธแค้น
หลินเฟยยืนประจันหน้ากับคนนับหมื่นอย่างโดดเดี่ยว รอยยิ้มเ็าที่เต็มไปด้วยความกระหายเืปรากฏขึ้นบนใบหน้า มือขวาของเขายื่นออกไปเบื้องหน้า ดาบโลหิตสีดำสนิทที่แผ่กลิ่นอายความพินาศถูกควบแน่นออกมาจากจุดตันเถียน
"ในเมื่อพวกเ้าไร้นาม... วันนี้ข้าก็จะทำให้พวกเ้าไร้ชีวิตไปตลอดกาล!"
หลินเฟยตวัดดาบโลหิตสีดำฟาดฟันลงมายังซุ้มประตูศิลาขนาดั์เบื้องหน้า เจตจำนงกระบี่ขั้นที่สองผสานกับพลังแก่นแท้ขั้นต้นะเิออก คลื่นกระบี่สีเืรูปจันทร์เสี้ยวที่สูงกว่าร้อยจั้งพุ่งแหวกอากาศออกไปด้วยความเร็วเหนือแสง
ตูมมมมมมมมมมมมมม!
ซุ้มประตูศิลา 'สำนักกระบี่ไร้นาม' ที่ทนทานต่อกาลเวลามานับพันปี ถูกผ่าครึ่งตรงกลางอย่างเรียบเนียน ก่อนจะะเิออกเป็เศษหินนับล้านชิ้นปลิวว่อนไปทั่วลานกว้าง คลื่นพลังทำลายล้างยังคงพุ่งทะยานต่อไป แหวกค่ายกลทัพของศิษย์นับหมื่นให้แยกออกเป็สองฝั่ง ผู้ที่หลบไม่ทันนับร้อยชีวิตถูกคลื่นกระบี่กลืนกินและสับเป็ชิ้นๆ ในพริบตา เืสาดกระเซ็นย้อมหิมะสีขาวให้กลายเป็ทะเลโลหิต
การเปิดฉากาล้างสำนักได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ด้วยความพินาศของซุ้มประตูและเืของศัตรู!