ในขณะที่ผู้คนมากมายหลับใหลกลับมีชายวัยกลางคนกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านม้วนกระดาษที่บุอยู่บนผ้าเนื้อดีกองโตอยู่ในห้องอักษรของตำหนักที่ยิ่งใหญ่และงดงามที่สุดในอาณาจักร
ยิ่งอ่านคิ้วหนาของชายวัยกลางคนก็ยิ่งขมวดมุ่นบรรยากาศรอบกายก็ยิ่งหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาในห้องแม้แต่คนเดียว
แต่ไม่ใช่กับชายวัยกลางคนที่พึ่งก้าวเข้ามาในห้องที่แสนอึดอัดแห่งนี้แม้บรรยากาศในห้องจะหนักอึ้งแต่ชายวัยกลางคนกลับเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสไม่ยี่หร่าต่อบรรยากาศในห้องแม้แต่น้อย
“เป็ยังไงบ้าง” บุรุษวัยกลางคนที่นั่งอ่านฎีกาอยู่เอ่ยขึ้นโดยไม่หันไปมองผู้มาเยือนยามวิกาล ที่ถือวิสาสะเดินเข้ามาในห้องทรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต
“เ้าหลี่เฉินรีบตอบโดยไม่คิดเลยแถมยังฝากมาบอกให้ออกราชโองการคืนนี้ ไม่สิ! เดี๋ยวนี้เลยยิ่งดี”ได้ยินดังนั้นชายวัยกลางคนก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ วางม้วนฎีกาในมือลงแล้วหันมามองหน้าสหายคนสนิทที่ควบตำแหน่งองครักษ์ส่วนตัวของตน
“มันไม่คิดว่าบุตรสาวของมันจะเสื่อมเสียเลยงั้นรึ”แม้จะพูดแบบนั้นแต่เ้าตัวก็ยินดีไม่น้อย ที่จะได้จบเื่ที่ตนได้ก่อขึ้นเสียที
แม้ตนจะมีศักดิ์เป็ถึงจักรพรรดิผู้ปกครองอาณาจักรแห่งนี้แต่ด้วยอดีตแม่ทัพใหญ่หลิวหลี่เฉินและหัวหน้าองครักษ์หลวงไปอี้เหอเป็สหายที่ร่วมเป็ร่วมตายกับตนมาั้แ่เกิดหากตนไม่ได้ทั้งสองช่วยเหลือทุกวันนี้ตนคงไม่ได้มานั่งเสวยสุขอยู่บนบัลลังก์แน่นอน
“ใช่และดูเหมือนมันจะดีใจไม่น้อยแถมยังฝากมาบอกด้วยว่าพรุ่งนี้มันจะรอราชโองการจากเ้าแต่เช้า” ได้ยินดังนั้นจักรพรรดิหวงจินหลงก็ถอนหายใจออกมา
“เฮ้อ! ข้าคงทำให้เ้านั่นไม่พอใจน่าดูทั้งบังคับให้บุตรสาวของมันหมั้นหมายกับเ้าลูกบัดซบนั่น หมั้นหมายกันได้ไม่กี่ปีเ้าบ้านั่นก็มาขอยกเลิกอีกทั้งที่มันเป็ฝ่ายมาขอหมั้นเอง” จักรพรรดิหวงจินหลงถอนหายใจออกมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงยามที่บุตรชายของตนหรือองค์ชายรองมาขอหมั้นหมายกับบุตรสาวของสหาย
เมื่อได้ยินจากปากบุตรชาย ตนก็ดีใจไม่น้อยที่บุตรชายมีใจรักบุตรสาวของสหายตนจึงรีบตอบตกลงโดยไม่คิดให้มากความ แม้ตอนนั้นบุตรสาวของสหายจะมีอายุเพียงสิบขวบปีก็ตาม
ด้วยบุตรชายคนรองของตนที่เกิดจากเสียนเฟยและบุตรสาวของสหายที่เป็ถึงแม่ทัพใหญ่ย่อมทำให้ทั้งสองเหมาะสมกันยิ่งกว่ากิ่งทองกับใบหยกเสียอีก
หากทั้งคู่ได้ตบแต่งกันตนก็ยินดีไม่น้อยที่จะได้เกี่ยวดองกับสหายแต่ใครจะคิดว่าหลังจากที่สหายตนาเ็และลาออกจากราชการไม่กี่ปีบุตรชายของตนกลับเป็ฝ่ายยกเลิกการหมั้นหมาย ทั้งยังอ้างเหตุผลนานามาหว่านล้อมตน
เมื่อตนไม่ตอบรับบุตรชายตัวดีกลับไปก่อเื่ก่อราวที่ตระกูลหลิวจนทำให้บุตรสาวของสหายสลบไสลไปนานนับสิบวัน ยิ่งคิดตนก็ยิ่งรู้สึกผิดที่จับทั้งคู่หมั้นหมายกันโดยไม่ถามไถ่สหาย
“แล้วเื่นั้นเป็ยังไงได้เื่อะไรบ้าง” เมื่อจบเื่ราวความผิดพลาดของตนแล้ว จักรพรรดิหวงจินหลงจึงสอบถามถึงความคืบหน้าของงานที่ตนมอบหมายให้สหายทำ
“ฝ่ายนั้นระมัดระวังตัวเป็พิเศษหลังจากสิบห้าปีก่อนที่เ้าหลี่เฉินสังหารผู้นำพวกมันไปพวกมันก็เก็บตัวเงียบ แต่ข้าคิดว่าที่เ้าหลี่เฉินโดนพิษสลายปราณและพิษสะบั้นชีพจรต้องเป็ฝีมือพวกมันแน่นอนเื่นี้ดูเหมือนจะมีคนในรวมไปถึงสำนักหมาป่าทมิฬเกี่ยวข้องด้วย” ได้ยินดังนั้นจักรพรรดิหวงจินหลงก็ขมวดคิ้วมุ่น
“สำนักหมาป่าทมิฬงั้นรึ! รู้สึกว่า่นี้พวกมันมีการเคลื่อนไหวแปลกๆเหมือนกัน ให้คนของเราจับตาดูพวกมันไว้ให้ดีส่งคนไปคุ้มกันเ้าหลี่เฉินและครอบครัวมันเพิ่มด้วย แต่อย่าให้มันรู้ตัวก็พอ”จากนั้นทั้งสองก็หารือกันอีกหลายเื่ ก่อนที่ไป่อี้เหอจะรีบทะยานกลับจวนด้วยความรวดเร็ว
เมื่อไป๋อี้เหอกลับไปแล้ว จักรพรรดิหวงจินหลงก็เดินไปเปิดหน้าต่างแล้วจ้องมองพระจันทร์ยามค่ำคืนพลางหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อยี่สิบปีก่อน
เหตุการณ์ที่บิดาของตนหรือจักรพรรดิหวงชิงหลงถูกลอบสังหารโดยกลุ่มชายชุดดำที่บุกเข้ามาในงานเลี้ยง ทำให้ตนที่มีศักดิ์เป็องค์ชายใหญ่ขึ้นครองราชย์ด้วยวัยยี่สิบห้าชันษา
แต่ด้วยตนที่ถือกำเนิดจากกุ้ยเฟย ทำให้เหล่าขุนนางที่สนับสนุนองค์ชายรองที่ถือกำเนิดจากฮองเฮาไม่พอใจจึงวางแผนก่อฏโดยมีแกนนำก็คือหวางฮองเฮาหรือหวางเซี่ยวชิง ที่ร่วมมือกับเสนาบดีหวางผู้เป็บิดาและขุนนางบางกลุ่ม
แต่แผนการที่วางไว้กลับรั่วไหลจนมาถึงหูของตนตนจึงมีราชโองการกวาดล้างและจับกุมทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่เว้นแม้แต่หวางฮองเฮา
ในขณะกวาดล้างเสนาบดีหวางและหวางฮองเฮากลับหลบหนีไปได้แต่ไม่นานก็ถูกล่าสังหารโดยแม่ทัพใหญ่ในตอนนั้นหรือก็คือหลิวหลี่เฉิน ส่วนองค์ชายรองหวงจินหลางไม่มีหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับการก่อฏในครั้งนี้
แต่ด้วยมารดาและครอบครัวฝ่ายมารดาเป็แกนนำในการก่อฏจึงถูกลงโทษและขับไล่ให้ไปอยู่ชายแดน แต่ไม่นานอ๋องหนุ่มหรือองค์ชายรองหวงจินหลางก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ยิ่งคิดสีหน้าของจักรพรรดิหวงจินหลงก็หม่นหมองลงหากเมื่อก่อนตนเด็ดขาดมากกว่านี้ ทุกวันนี้คงไม่ต้องมาคอยระแวดระวังภัยจากคนพวกนี้
กลับมาทางด้านลี่หงหลังจากเล่นน้ำจนพอใจแล้วเ้าตัวก็กลับขึ้นมานั่งพักบนโขดหินใกล้ๆ พลางมองทัศนียภาพโดยรอบด้วยความตื่นตาตื่นใจ
แต่ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเล่นน้ำเ้าตัวจึงล้มตัวลงนอนบนโขดหิน สองแขนอ้าออกกว้างเพื่อที่จะัักับสายลมที่พัดพาอยู่ตลอดเวลา
จากนั้นเ้าตัวก็หลับตาลง เพื่อซึมซับบรรยากาศที่เย็นสบายจมูกก็ได้กลิ่นหอมจางๆ ของไอดินที่บริสุทธิ์ หูก็ฟังเสียงน้ำตกขับขานบทเพลงธรรมชาติที่ไพเราะเพราะพริ้งทำให้เคลิบเคลิ้มกับบรรยากาศจนเผลอหลับไป
เมื่อครบเวลาหนึ่งชั่วยาม ท่านมหาเทพก็กลับเข้ามาในมิติพิเศษแต่เมื่อมาถึงกลับไม่พบเจอกับลี่หง ท่านมหาเทพจึงสอดส่ายสายตามองไปทั่ว พลันสายตาของท่านมหาเทพแลไปเห็นกองเสื้อผ้าหลากสีวางอยู่บนโขดหิน
เมื่อเห็นดังนั้นท่านมหาเทพจึงคิดว่าเ้าตัวคงลงไปว่ายน้ำเล่นในน้ำตกแต่ไม่ทันที่จะได้ะโเรียกสายตาของท่านมหาเทพก็ไปสะดุดเข้ากับกองผ้าสีขาวกองใหญ่ที่ซุกอยู่กับซอกหินเมื่อเพ่งมองกองผ้ากองนั้นอีกครั้งใบหน้าที่หล่อเหลาของท่านมหาเทพก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความขบขัน
“ตื่นได้แล้วยัยเด็กแสบ นอนในซอกหินนั่นมันสบายนักรึไงได้เวลาฝึกแล้ว” เมื่อได้ยินเสียงรบกวน ลี่หงก็ส่งเสียงครางในลำคอด้วยความไม่พอใจไม่ทันที่จะได้พูดอะไร จู่ๆ เ้าตัวก็รู้สึกอึดอัดจนขยับไม่ได้ ทำให้ร่างบางตัดสินใจลืมตาขึ้นมาดู
ทันทีที่เห็นว่าตนนอนอยู่ที่ไหน ดวงตาเรียวเล็กที่เปิดได้เพียงครึ่งก็เบิกกว้างด้วยความรวดเร็ว
“เฮ้ย! มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเนี่ยโอ๊ย! ลุกไม่ขึ้น ใครก็ได้ช่วยที ท่านมหาเทพเ้าขาช่วยหงเอ๋อร์ด้วยเ้าค่ะ”ลี่หงะโขึ้นมาด้วยความร้อนรน เพราะเกรงว่าตนจะออกไปจากโขดหินไม่ได้
เมื่อเห็นท่าทางของลี่หงท่านมหาเทพก็ยกยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะสะบัดมือคราหนึ่ง ไม่นานร่างบางที่ซุกอยู่ในซอกหินก็ลอยขึ้นมา
“ละ ลอยได้ด้วย สุดยอดไปเลยเ้าค่ะท่านมหาเทพ”เมื่อหลุดออกมาจากซอกหิน ลี่หงก็พูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
“ฮึ่ม! รีบใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยซะจะได้เริ่มสักที” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ไม่รอช้า วิ่งไปสวมใส่เสื้อผ้าด้วยความรวดเร็วเพราะตอนนี้ตนอยู่ในชุดสีขาวที่รุ่มร่าม
“จะ เ้าค่ะ” เมื่อเห็นลี่หงแต่ตัวเสร็จแล้วท่านมหาเทพก็พูดขึ้นอีกครั้ง
“พร้อมรึยังยัยหนู”
“เ้าค่ะ พร้อมแล้วเ้าค่ะ”ได้ยินดังนั้นท่านมหาเทพก็สะบัดมือคราหนึ่ง ไม่นานพื้นดินด้านหน้าลี่หงก็ปรากฏแท่นหินทรงกลมขนาดใหญ่มีรัศมีราวสามเมตรสูงขึ้นมาจากพื้นดินหนึ่งคืบ บนแท่นหินยังมีลวดลายอักขระมากมายปรากฏขึ้นมา
เมื่อแท่นหินปรากฏ ท่านมหาเทพจึงหันไปพูดกับลี่หง
“เ้าเข้าไปนั่งตรงกลางแท่นหิน แล้วเริ่มทำสมาธิซะ”ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ไม่รอช้า รีบก้าวขึ้นไปบนแท่นหินทันทีเมื่อก้าวมาถึงใจกลางแท่นหินเ้าตัวก็นั่งลงพร้อมกับทำสมาธิด้วยความรวดเร็ว
“ต่อจากนี้เ้าต้องอดทนให้ได้สำหรับเ้ามันอาจจะเ็ปทรมานเป็อย่างมากแต่หากเ้าผ่านมันไปได้ข้ารับรองว่าแม้แต่ัก็ไม่สามารถทำอะไรเ้าได้”พูดจบท่านมหาเทพก็สะบัดมือคราหนึ่ง จากนั้นด้านหน้าของลี่หงก็ปรากฏของสี่ชิ้น
เมื่อเห็นของทั้งสี่ชิ้นที่ลอยอยู่ตรงหน้าลี่หงก็รู้สึกสั่นสะท้านขึ้นมาทันทีทั้งที่ในพื้นที่แห่งนี้มีสายลมพัดพาอยู่ตลอดเวลา ทั้งอากาศก็เย็นสบายแต่ทั่วกายของลี่หงในตอนนี้กลับเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อมากมาย
“เอ่อ! ทะ ท่านมหาเทพเ้าคะ ขะ ขะ ของสี่อย่างนั่นมันคืออะไรเ้าคะ”ลี่หงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ในใจก็ภาวนาให้ไม่ใช่ในสิ่งที่ตนคิด
“พวกนี้รึ! กระดูกสันหลังโลหิต เส้นชีพจร แล้วก็เส้นเอ็นของสัตว์เลี้ยงของข้าเอง”ท่านมหาเทพพูดขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่ในใจกลับขบขันกับท่าทางของลี่หงไม่น้อย
“อะ เอ่อ ละ ละ แล้วท่านเอาออกมาทำไมเ้าคะยะ อย่าบอกนะว่า…” เมื่อพูดถึงตอนนี้ ใบหน้าของลี่หงก็ซีดขาวขึ้นมาทันที
ตอนนี้เ้าตัวพลางนึกถึงนิยายที่เคยอ่านในตอนที่พระนางทำการหลอมรวมโลหิต ชีพจร กระดูกหรืออะไรก็แล้วแต่ของสัตว์อสูร ยิ่งสัตว์อสูรแข็งแกร่งเท่าไหร่การหลอมรวมก็ยิ่งยากลำบากและเ็ปทรมานมากขึ้นเท่านั้น
ยิ่งเห็นรอยยิ้มของท่านมหาเทพ เหงื่อของลี่หงก็หลั่งไหลออกมาจนเปียกชุ่มเพราะของทั้งสี่ชิ้นตรงหน้าตนนั้นไม่ใช่ชิ้นส่วนของสัตว์อสูรธรรมดาสามัญ แต่เป็ถึงชิ้นส่วนของสัตว์เลี้ยงของท่านมหาเทพไม่มีทางที่มันจะเป็สัตว์อสูรอ่อนแอแน่นอน
เมื่อนึกถึงความเ็ปและความทรมานที่ตนจะต้องเผชิญร่างกายของลี่หงก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“พร้อมแล้วก็หลับตาทำสมาธิซะ” เมื่อได้ยินคำพูดของท่านมหาเทพพร้อมกับใบหน้าที่จริงจังและเด็ดขาดลี่หงก็ได้แต่ร่ำร้องในใจ ‘เอาวะ จะต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องทุกคน’
เมื่อปลอบใจตนเองเสร็จ ลี่หงก็หลับตาแล้วเข้าสู่สมาธิทันที
ผ่านไปไม่นาน ลี่หงก็เข้าสู่ห้วงสมาธิได้โดยง่ายดายจนท่านมหาเทพยังแปลกใจ ‘ยัยหนูนี่เข้าสู่ห้วงสมาธิได้รวดเร็วและมั่นคงยิ่งนักหากเป็แบบนี้คงใช้เวลาไม่นาน’
เมื่อเห็นว่าลี่หงอยู่ในห้วงสมาธิที่มั่นคงแล้วท่านมหาเทพก็สะบัดมือคราหนึ่ง พลันอักขระนับหมื่นนับแสนที่อยู่บนแท่นหินก็ส่องแสงสีทองเจิดจ้าออกมา
จากนั้นก็สะบัดมืออีกครั้ง พร้อมกับกระดูกสันหลังที่ลอยอยู่ตรงหน้าลอยอ้อมไปด้านหลังของลี่หงไม่นานกระดูกสันหลังที่มีลักษณะเหมือนงูสีดำทมิฬก็ค่อยๆ ปริแตกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยขนาดเท่ากับเม็ดทรายนับล้านเม็ดแล้วซึมหายเข้าไปในแผ่นหลังของลี่หง
อึก! กรี๊ด!! กรี๊ด!ทันทีที่ชิ้นส่วนกระดูกสันหลังขนาดเท่าเม็ดทรายซึมหายเข้าไปในแผ่นหลัง พลันความเ็ปมากมายมหาศาลก็แล่นเข้าสู่ร่างกายทำให้เ้าตัวที่จมสู่ห้วงสมาธิต้องกรีดร้องออกมาด้วยความเ็ป
เมื่อเห็นว่าสมาธิของลี่หงเริ่มแตกซ่านท่านมหาเทพจึงส่งเสียงผ่านกระแสลมปราณเข้าไปตักเตือน
‘อดทนเอาไว้ยัยหนูอย่าหลุดออกจากห้วงสมาธิเด็ดขาด’ เมื่อได้รับคำเตือนจากท่านมหาเทพลี่หงก็กัดฟันเข้าสู่ห้วงสมาธิอีกครั้ง แม้ครั้งนี้มันจะยากลำบากมากก็ตาม
ไม่นานลี่หงก็สามารถทนความเ็ปและเข้าสู่ห้วงสมาธิได้อีกครั้งแม้จะต้องใช้เวลากว่าสองชั่วยามก็ตาม แต่กระบวนการหลอมรวมกระดูกสันหลังของสัตว์เลี้ยงของท่านมหาเทพกับร่างกายของลี่หงพึ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
เมื่อกระบวนการหลอมรวมร่างกายของลี่หงกับกระดูกสันหลังของสัตว์เลี้ยงของท่านมหาเทพเสร็จสิ้นพลันกระบวนการผลัดเปลี่ยนกระดูกทั่วร่างจึงเริ่มต้นขึ้น
ความเ็ปทรมานที่แสนสาหัสความเ็ปที่เสียดแทงเข้าไปในกระดูก ความเ็ปที่ราวกับถูกมีดนับหมื่นนับแสนเล่มทิ่มแทงความรู้สึกที่กระดูกทั่วทั้งร่างถูกป่นจนแหลกสลาย ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนี้สาหัสเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาอย่างลี่หงจะรับได้
หากไม่ได้แท่นพิธีที่ท่านมหาเทพลงอักขระระดับเทพนับหมื่นนับแสนตัวช่วยบรรเทาความเ็ปและช่วยให้การหลอมรวมในครั้งนี้ง่ายขึ้น ลี่หงคงตกตายไปั้แ่ลมหายใจแรกที่เศษเสี้ยวกระดูกสันหลังของสัตว์เลี้ยงของท่านมหาเทพเข้าสู่ร่างกายแล้ว
จนเวลาล่วงเลยผ่านไปกว่าสามวัน กระบวนการหลอมรวมและผลัดเปลี่ยนกระดูกจึงแล้วเสร็จ
จากนั้นท่านมหาเทพก็สะบัดมืออีกคราหนึ่งพร้อมกับเส้นเอ็นสีดำทมิฬลอยตรงไปยังร่างกายของลี่หง ทันทีที่เส้นเอ็นซึมหายเข้าไปในร่างกายความเ็ปมากมายมหาศาลก็ะเิออกมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ยังถือว่าน้อยกว่าการหลอมรวมและการผลัดเปลี่ยนกระดูกมาก
วันเวลาล่วงเลยผ่านไปอีกหนึ่งวัน กระบวนการหลอมรวมและผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นก็เสร็จสิ้นต่อไปก็เป็การหลอมรวมและสร้างเส้นชีพจร
ในขณะที่ร่างกายของลี่หงกำลังผลัดเปลี่ยนและสร้างเส้นชีพจรตอนนี้ท่านมหาเทพทั้งทึ่งตกตะลึงและใกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของลี่หงมาก
“ยัยหนูนี่มันเป็สัตว์ประหลาดรึไง!ผ่านไปเพียงสี่วันเท่านั้นกลับสามารถหลอมรวมแล้วเสร็จถึงสองชิ้นที่ผ่านมามนุษย์บางคนหรือแม้แต่เหล่าเทพยังต้องใช้เวลานานนับเดือนกว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้แต่ยัยหนูกลับนี่ใช้เวลาเพียงแค่สี่วันเท่านั้น นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว” ท่านมหาเทพพูดขึ้นมาด้วยความใในความรวดเร็วและความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับลี่หง
ขนาดตนที่เป็ถึงมหาเทพแต่กลับไม่สามารถหาคำอธิบายกับความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับร่างกายของลี่หงได้ไม่ว่าจะพยายามขบคิดหาคำตอบหรือคำอธิบายมากมายเพียงใด เมื่อไม่สามารถสรรหาคำตอบที่เหมาะสมได้ท่านมหาเทพจึงปล่อยผ่านในความแปลกประหลาดนี้ไป
หลังจากการหลอมรวมและสร้างเส้นชีพจรเสร็จสิ้นท่านมหาเทพก็นำโลหิตสีแดงทองออกมาแล้วชักนำให้ซึมเข้าไปยังปากบางที่เม้มแน่นของลี่หง
เมื่อโลหิตของสัตว์เลี้ยงของท่านมหาเทพเข้าสู่ร่างกายพลันความเ็ปมากมายแสนสาหัสก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง
ทันทีที่โลหิตของสัตว์เลี้ยงของท่านมหาเทพเข้าสู่ร่างกายก็เกิดการแตกตัวออกจากกันจากหนึ่งเป็สอง จากสองเป็สี่ ทบเท่าทวีคูณไปเรื่อยๆ
เมื่อโลหิตของสัตว์เลี้ยงของท่านมหาเทพไหลผ่านส่วนไหนโลหิตของลี่หงในส่วนนั้นก็จะถูกกลืนกิน ยิ่งโลหิตในร่างกายถูกเปลี่ยนแปลงมากเท่าไหร่ความเ็ปก็ยิ่งทบเท่าทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น ความเ็ปในครั้งนี้สาหัสยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
หากความเ็ปทุกครั้งที่ผ่านมา เปรียบดั่งโดนเหล็กแหลมเสียบแทงร่างกายทุกส่วนจนยากจะทานทนแต่ความเ็ปในครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป เพราะความเ็ปที่ลี่หงได้รับในตอนนี้เปรียบดั่งเหล็กแหลมที่ลนไฟจนกลายเป็สีแดงฉาน
เมื่อโลหิตของสัตว์เลี้ยงของท่านมหาเทพไหลผ่านส่วนไหนร่างกายของลี่หงในส่วนนั้นราวกับถูกเหล็กแหลมที่ลนไฟทิ่มแทงและแผดเผาไปในเวลาเดียวกันทำให้ลี่หงทั้งเ็ปและแสบร้อนเหมือนทั่วทั้งตัวถูกแผดเผาด้วยเปลวไฟที่ร้อนแรง