ดวงตาดอกท้อของสตรีที่มีใบหน้าซีดเซียว คิ้วคล้ายจะลู่ลงดูน่าสงสาร เขาใจกระตุกไปจังหวะหนึ่ง สตรีตัวผู้เดียวาเ็และมีไข้ ทั้งยังถูกบุรุษ่ชิงเอาความสาว หากจะทอดทิ้งไม่รับผิดชอบไปจริงๆ มิใช่ว่าเขาเป็ั์มารหรือ
“องค์ชายสาม องค์ชายเพคะ” จางฟานอวี้เรียกหลงเฉิงที่ไม่รู้ว่าเหม่อลอยด้วยเื่ใดซ้ำหลายครั้ง
องค์ชายสามกระแอมเบาๆ ทีหนึ่ง จากนั้นก็ปล่อยมือที่ประคองร่างที่แม้จะมีผ้าห่มห่อหุ้มก็ยังรับรู้ได้ว่าเปลือยกายอยู่ เขาเอามือลูบจมูกตนเองเบาๆ จากนั้นจึงตอบรับคำ “ว่าไปเถิด”
“อื้ม” ฟานอวี้พยักหน้าคลี่ยิ้ม “ใช่แล้ว ฟังหม่อมฉันอธิบายเสียก่อน ค่อยกล่าวหาว่าโง่เขลาก็ไม่สาย”
“เลิกอ้อมค้อมเสีย เปิ่นหวางจะไม่ใจดีแล้ว”
“องค์ชายตรองดูเถิดเพคะ ดอกไม้ไฟต้องมีการจุดไฟ จากนั้นมันจะพุ่งขึ้นฟ้าแล้วแตกออกใช่หรือไม่ หากทดสอบให้ดีสิ่งนี้ก็มีโอกาสเป็อาวุธชนิดใหม่มิใช่หรือเพคะ หากเรานำไปใส่ไว้ในเหล็ก เมื่อเหล็กแตกออก อาจทำลายล้างได้มากมายกว่าธนูไฟเสียอีก”
จางฟานอวี้มิเพียงกล่าวไปเท่านั้น นางขยับตัวเข้าไปใกล้ มือหนึ่งจับแขนของเขาเอาไว้ไม่ยอมหลบตา เพื่อแสดงให้เห็นว่านางนั้นมิได้โป้ปด ในหนังสือที่เทพมอบไว้ให้มีบทหนึ่งกล่าวถึงดินปืนและการทำะเิ นี่อาจเป็สิ่งที่นางใช้ซื้อความไว้ใจจากเขาได้อีกขั้นหนึ่งก็เป็ได้
“อาวุธใหม่อย่างนั้นหรือ”
“เพคะ” ฟานอวี้ที่เห็นเขาครุ่นคิดก็ก้มลงเก็บเสื้อผ้าที่ถอนกองอยู่บนพื้นขึ้นมาสวมใส่ใต้ผ้าห่ม
“แน่ใจหรือว่าจะไม่ขอตำแหน่งชายา หรือตำลึงทองและเพชรพลอย” โจวหลงเฉิงหรี่ตาพิจารณา แต่ไม่นานก็ต้องเบือนหน้าหนีด้วยแอบเห็นเนื้อนวลของฟานอวี้ที่กำลังสวมใส่อาภรณ์
“หากองค์ชายยินดีรับผิดชอบเช่นนั้นคงเอ่ยปากออกมาเองแล้ว เมื่อพระองค์ไม่ยินดีหม่อมฉันก็ไม่ควรฝืน แต่ขอเพียงให้ปกป้องหม่อมฉัน มิให้ต้องแต่งออกไปเป็ของผู้ใด”
“เหตุใดขอเช่นนั้น” องค์ชายสามขมวดคิ้ว
“เพราะชีวิตนี้หม่อมฉันยินดีมีสามีแค่เพียงคนเดียว และบุรุษในใต้หล้ามักคิดว่าคำปฏิเสธของสตรีคือเื่หลอกลวง หากมีบุรุษเป็คนปฏิเสธให้จะมีน้ำหนักมากกว่าเพคะ”
“หากข้าไม่รับเ้าเข้าวังก็จะไม่ออกเรือนหรือ”
“เพคะ บุรุษใดจะรับได้ที่ฮูหยินของตนไม่บริสุทธิ์เล่า”
“เ้ากำลังบีบบังคับเปิ่นหวางให้รับเ้าหรือไม่” สายตาเฉียบคมตวัดมาจดจ้องดวงหน้างาม
“ไม่มีเื่เช่นนั้นแน่เพคะ” ฟานอวี้พูดออกไปเช่นนั้น ทั้งที่ก่อนจะลงมือนางคิดเอาไว้ว่าอย่างไร หลงเฉิงย่อมต้องเสนอตัวรับผิดชอบให้สถานะ แต่นี่กลับผิดคาด เขามาถามว่านาง้าอันใดแทน “หากไม่กลัวมีผู้อื่นตามหาหม่อมฉันจนพบแล้วใช้เื่นี้มาทำลายชื่อเสียงก็ไม่จำเป็ต้องให้หม่อมฉันอยู่ในโรงอาวุธก็ได้เพคะ”
“ข่มขู่?”
“มิได้เพคะ เพียงแต่การอยู่ไกลหูไกลตา โชคชะตาจะนำพาสิ่งใดมาปะทะ พระองค์ก็คงไม่ได้รู้ท่วงทัน สู้ให้หม่อมฉันเป็บ่าวในโรงอาวุธไม่ดีกว่าหรือ” แผลที่เริ่มแสบทำให้ฟานอวี้ต้องกะพริบตาถี่ๆ ฝืนตนเองไม่ให้ร้องไห้ ส่งให้ยิ่งดูน่าสงสาร และไม่มีพิษภัยอันใด
“หากท้องขึ้นมาจะทำอย่างไร” องค์ชายสามยังไม่ลดละทดสอบสตรีตรงหน้าต่อไป
“ผู้ใดมันจะน้ำยาดีถึงเพียงนั้น” ฟานอวี้ยกมือขึ้นกอดอก นางรู้ดีว่าอย่างไรตนก็ไม่มีทางท้อง แต่ด้วยความขุ่นเคืองส่วนตัวจึงได้พูดไปเช่นนั้น
“เปิ่นหวางอย่างไรเล่า” รอยยิ้มเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย
“หากเกรงกลัวถึงขั้นนั้นก็สั่งคนไปหายาห้ามครรภ์มาให้หม่อมฉันดื่มเถิด เท่านี้คงพิสูจน์ได้แล้วว่ามิได้มีเจตนาบีบให้พระองค์รับเป็ชายาหรืออนุ แต่หากจะบอกว่าไม่หวังพึ่งพา ไม่ต้องให้พระองค์มารับผิดชอบใดๆ ก็เห็นทีจะทำไม่ได้ หม่อมฉันยังมีเื่ราวที่อยากทำให้สำเร็จในชาตินี้อยู่เช่นกัน”
“เช่นนั้นก็เป็ไปตามที่เ้าร้องขอ อยากอยู่โรงอาวุธ แม้จะเป็สตรีแต่เปิ่นหวางก็จะอนุญาตเป็กรณีพิเศษ ไม่อยากแต่งงานเปิ่นหวางก็จะไม่ยกเ้าให้บุรุษใดที่มาขอตัว แต่หากเปิ่นหวางจะเรียกเ้ามาอุ่นเตียงบ้างก็ย่อมต้องเชื่อฟังกัน”
“เ้าคะ? อุ่นเตียง? ไม่เอานะ” ฟานอวี้ถึงกับสะดุ้งก้าวลงจากเตียง หากถูกเรียกไปอุ่นเตียงเื่ที่นางกุเอาไว้ ยอมต้องถึงคราวความแตก “ไม่ได้ จะเอาเปรียบหม่อมฉันต่อเช่นนี้ไม่ได้นะเพคะ”
“เอาเปรียบอันใดกัน เ้ามาเป็คนของเปิ่นหวาง จะถูกเรียกใช้มาอุ่นเตียงคลายอารมณ์มันจะผิดตรงที่ใด ยิ่งเ้าเองเคยตกเป็ของเปิ่นหวางแล้ว ทั้งยังยึดมั่นว่าจะมีสามีเดียว ปัญหาคืออันใดกัน”
โจวหลงเฉิงที่ยิ่งพูดไปก็เห็นว่าใบหน้าของจางฟานอวี้ยิ่งแดงขึ้นๆ แม่นางที่ปากกล้าไปเสียทุกเื่แท้จริงก็ไม่ประสาอันใด กลั่นแกล้งให้เขินอายแล้วสนุกนัก นางอาจหาญมาล้อเลียนที่เขามียางอายเมื่อยามอยู่ในป่า มาโดนเองเสียบ้างถึงกับก้มหน้าไม่ยอมพูดจา
“นั่นก็หาใช่เื่ที่หม่อมฉันต้องไปทอดกายให้พระองค์อีก” จางฟานอวี้ก้มหน้าเก็บกลั้นน้ำตา ชาติก่อนเจ็บช้ำเพียงใดที่บุรุษทั้งหลายมาตราหน้าว่านางนอนกับคนมากหน้าหลายตาแล้ว การยอมให้ปลดเปลื้องพร้อมกันทีละหลายๆ คนจะเป็อันใด
แม้จะมิใช่เหตุการณ์เหมือนกันทุกประการ แต่รากฐานความคิดก็เป็ชุดเดียวกัน ‘นอนด้วยแล้ว นอนอีกทีโดยที่เกินขอบเขตที่ฟานอวี้จะรับไหวจะถือเป็อันใดได้’
“ยามพูดให้เงยหน้ามองเปิ่นหวางด้วย” หลงเฉิงสั่งเสียงแข็ง
จางฟานอวี้เงยหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตามองเขา เขาพูดไว้ว่ามองน้ำตาแล้วอึดอัด ครั้งนี้อย่าได้ริอ่านมาดุด่านางเด็ดขาด
“หม่อมฉันขอพูดตรงนี้เลยว่าไม่ยินยอม หาก้าให้หม่อมฉันอุ่นเตียงโดยที่ไม่ยินยอมพร้อมใจก็เลวทรามเต็มที สตรีไม่มีทางเลือกไร้ที่ไป องค์ชายทำได้จริงหรือเพคะ พระองค์…อำมหิตนัก”
มือเล็กของจางฟานอวี้ยกขึ้นปาดน้ำตาลวกๆ ไม่รู้ด้วยเหตุใด คนที่มีเค้าลางว่าจะสามารถช่วยให้นางบรรลุเป้าหมายได้จึงต้องเป็บุรุษผู้นี้ ผู้ที่ไม่ว่าทำสิ่งใดก็ดูเหมือนจะกระตุ้นความทรงจำเลวร้ายให้ย้อนกลับมาทำให้เ็ปร่ำไป
“ไม่ต้องร้องแล้ว หากไม่เต็มใจ ข้าย่อมไม่ทำ อาจมีหยอกเย้าเ้าบ้าง ต่อไปอย่าได้ถือสา ครั้งนี้เป็เพราะสุรา มิใช่ว่าเป็เช่นนี้ด้วยกมลสันดาน”
โจวหลงเฉิงที่เห็นว่าสตรีที่เพิ่งจะร่วมหลับนอนกันมาสะอึกสะอื้นก็นึกเห็นใจอยู่ แม้ว่าจะไร้ความทรงจำใด เขาก็จะดูแลรับผิดชอบนางเอาไว้อย่างลับๆ เขาดึงให้ฟานอวี้ลงมานั่งตัก กอดเอาไว้อย่างหลวมๆ ด้วยไม่รู้ว่าจะปลอบสตรีอย่างไรดี เขาเคยแต่ตักตวงเอาความสุข ไม่เคยต้องทำให้แม่นางผู้ใดต้องน้ำตาเหือดแห้งมาก่อน
“เงียบเสีย ยิ่งร้องยิ่งไม่งาม ไม่รู้หรือ”
“แผลก็เจ็บ องค์ชายก็เอาแต่พูดทิ่มแทงใจ หม่อมฉันเหนื่อยจริงๆ ฮือๆ ฮึก รอเดี๋ยวจะรีบหยุดร้อง ฮือออ รู้แล้วเพคะว่าไม่งาม เป็เพียงแม่นางหัวกระเซิง”
ฟานอวี้ที่ยอมนั่งลงบนตักร้องไห้ซบอยู่บนอกแกร่ง ตัวโยนสั่นเทาไปทั้งร่าง ชาติก่อนตอนที่อยู่กับเขา มิใช่ว่าถนอมคนมากกว่านี้หรือ เหตุใดยามนี้จึงมีแต่คำร้ายๆ ไม่เห็นใจผู้ใดเลย แต่ร้องไปครู่หนึ่งก็คิดได้ว่าเขาก็เป็ชายเพียงคนเดียวในทุกชาติที่ไม่เคยทำร้ายนางอย่างจริงจัง หากทนฟังวาจาเสียๆ แล้วแน่ใจได้ว่าจะไม่ถูกทุบตีหรือส่งไปตาย นางก็ยินดียอมอดทนฟัง
“เจ็บแผล? เหตุใดไม่รีบบอก”
องค์ชายสามได้ยินว่าฟานอวี้ปวดแผลล้วงเอาตลับยาออกมา ส่วนมืออีกข้างหนึ่ง ปลดอาภรณ์ของฟานอวี้ออกให้พอจะเอายาทาที่แผลได้
ััแ่เบาของปลายนิ้วองค์ชายสาม เป็สิ่งเดียวที่ทำให้ฟานอวี้รับรู้ได้ว่าลึกลงไปในจิตใจแล้ว โจวหลงเฉิงก็คงไม่ใช่คนเลวร้าย เพียงแต่ไม่ใช่คนที่จะมาพูดจาหวานหูเป็น้ำตาลเคลือบพิษอย่างใครบางคน แค่เพียงเท่านี้ก็ทำให้การสะอื้นไห้ของจางฟานอวี้สงบลงได้แล้ว
“ขอบพระทัยเพคะ” ยิ้มบางๆ ถูกส่งไปหาหลงเฉิงที่เพียงแค่พยักหน้ารับ แล้วอุ้มนางให้นอนลงไปบนเตียง
“นอนพักเถิด เ้าต้องดื่มยาลดไข้ จะให้คนจัดหามาให้” เขาบอก จากนั้นก็ลุกขึ้นจัดอาภรณ์ เพื่อเตรียมจะออกไปด้านนอก แต่ก็ต้องหยุดขาเอาไว้ ด้วยรู้สึกถึงแรงดึงที่ชายแขนอาภรณ์
“ยาห้ามครรภ์ด้วยเพคะ” ฟานอวี้เอ่ยเตือนด้วยเสียงเรียบเฉย
“รู้แล้ว หลับซะ หากไม่หลับ เปิ่นหวางจะทำให้เ้าหลับ” องค์ชายสามขู่ออกไป เมื่อเห็นว่าจางฟานอวี้หลับตาปี๋ทันทีก็มีสีหน้าพอใจ แล้วจึงออกไปเรียกหาองครักษ์จางตามตั้งใจ