เสียงร้องไห้คร่ำครวญของป้าสะใภ้ดังประหนึ่งโลกจะถล่มทลายลงมา เื่การแสดงละครบีบน้ำตาน่าจะมีในสันดานของมนุษย์มาแต่า ถ้าไม่อย่างงั้นไหนเลยที่ป้าสะใภ้ผู้ที่ไม่เคยผาดโผนในวงการมายาจะแสดงได้ดีไร้ที่ติถึงเพียงนี้
ซ่งอันหลินแอบกรอกตาพร้อมกับถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย คนที่ควรจะร้องและควรจะฟ้องไม่ใช่เป็เธอหรอกเหรอ
ไฉนป้าสะใภ้ถึงไร้ยางอายเพียงนี้ โอวว..ทำให้เธอได้เปิดหูเปิดตาแล้ว ไหนกันความซื่อของคนสมัยก่อน ไหนกันที่คนบอกเล่าถึงความบริสุทธิ์ของจิตใจคนในสมัยที่ยังโลวเทคโนโลยี ป้าสะใภ้คนนี้ทำเอาจินตนาการของเธอพังพินาศ
“มาแล้วเหรอนังตัวดีนังตัวล้างผลาญนังตัวขาดทุน คุกเข่าเดี๋ยวนี้” ย่าซ่งตวาดแว๊ดเมื่อสองพี่น้องโผล่หน้าเข้าไปในห้องโถงใหญ่เพื่อทานข้าวเย็น ด้วยความอคติที่มีความลำเอียงแต่แรก แทบไม่ต้องสืบสวนก็ตัดสินได้เลยว่าใครผิด
เมื่อป้าสะใภ้คร่ำครวญว่าไม่ได้รับความเป็ธรรม และ้าแยกบ้าน โถ่….มันก็แค่ข้ออ้างเพื่อเติมเชื้อเพลิงให้ย่าซ่งมีโทสะ มากๆแค่นั้น แยกไปแล้วใครจะเป็คนหาแต้มแลกอาหารกันล่ะคนทำงานคนเดียวแต่คนรอกินอีก3คน
ขนาดซ่งซิ่วหลินเป็เด็กผู้หญิงยังต้องเลี้ยงหมู ตักน้ำเก็บขี้ไก่เก็บขี้หมูทำปุ๋ยปลูกผัก ทำงานเหมือนวัวเหมือนควายไม่ได้หยุดได้หย่อนแล้ว
ส่วนซ่งอันหลินเองก็ไม่ต่างกันแม้สุขภาพจะไม่แข็งแรงทำงานแลกแต้มไม่ได้เยอะ ก็ยังคงทำงานบ้านทุกอย่างแบบนี้ถ้าแยกบ้านไปใครจะมารองมือรองตีนป้าสะใภ้กัน บุตรชายสองคนก็เรียนหนังสือคนโตอายุ15เรียนมัธยมในตัวเมืองคนเล็กอายุ10ขวบเรียนประถมใช้ชีวิตอยู่ดีกินดีตัวขาวจั๊ว ทรัพยากรในบ้านก็ทุ่มเทให้กับครอบครัวป้าใหญ่ทั้งนั้น
แบบนี้จะแยกบ้านไปทำไมถ้าไม่ใช่อยากให้ย่าซ่งระบายอารมณ์กับลูกสาวบ้านรอง
ถ้าเป็ซ่งอันหลินคนก่อนคงได้แต่ยอมจำนนให้ฟ้าดินจนตัวตาย แต่ซ่งอันหลินคนใหม่นี้มีหรือจะยอม หึหึ เอาเส่…ไฟว์กันสักตั้งไหนๆก็กินข้าวกินน้ำจนมีแรงแล้ว โดนไล่ออกจากบ้านก็คงไม่เลวนักหรอก ด้วยความหมั่นไส้จนลืมเื่แขนที่ต้องดามไม้อยู่ไปเลย เธอหันไปตวาดแว๊ดเสียงดังยิ่งกว่าต้นฉบับเดิมหลายเท่า
"ไม่คุกเข่า…เื่อะไรจะคุกเข่าย่าไม่มีความยุติธรรม ถ้าป้าสะใภ้คร่ำครวญว่าไม่ได้รับความเป็ธรรม แล้วที่ฉันเจ็บจนปางตายเพราะแค่ลูกชายคนเล็กนับพวงข้าวโพดผิดแบบนี้ฉันไม่ใช่ได้รับความไม่เป็ธรรมหนักหนากว่าหรอกเหรอ
ฆ่าให้ตายฉันก็ไม่คุกเข่า จะไล่ออกจากบ้านก็ได้นะ ใครกันแน่ที่หาเลี้ยงทั้งตระกูลถ้าไม่ใช่พ่อแม่และครอบครัวของฉันลูกชายป้าจะได้เรียนหนังสือเหรอ
แม้แต่น้องสาวอายุ10ขวบเท่ากันกับลูกชายบ้านใหญ่ก็ยังทำงานเหมือนวัวเหมือนควายมีแต่ครอบครัวลุงกับป้าเท่านั้นที่ตัวอ้วนขาว ถ้าไม่จริงย่าก็หันไปดูจานข้าวบนโต๊ะสิ มีแต่ครอบครัวป้าใหญ่ได้กินเนื้อได้กินข้าว จานพ่อกับแม่ฉันมีแต่น้ำโหลงเหลง แบบนี้ใครกันแน่ที่ต้องคร่ำครวญสมองของคนบ้านนี้ถูกเชื้อรากินไปจนหมดแล้วเหรอ
เอาซิแยกครอบครัวเลย แยกไปเลยดูสิใครจะอดตาย ทั้งครอบครัวมีคนทำงานแลกแต้มแค่ลุงใหญ่คนเดียว ถ้าเป็ป้าสะใภ้อยากแยกบ้านคือไม่ได้รับความเป็ธรรม แต่ถ้าเป็ครอบครัวรองอยากแยกบ้านคืออกตัญญู เฮงซวยเอ้ย..!!!! "
…….ซ่งอันหลินะโด่าด้วยพลังจากซาลาเปาและนมร้อนในระบบจนเสียงแทบแหบ ไม่เสียแรงที่เป็อาหารจากระบบแรงดีจริงๆ
ทั้งครอบครัวเงียบกริบ…ไม่ใช่ทุกคนกลัวนะแค่ช้อก…ที่ไม่เคยเจอซ่งอันหลินพูดยาวขนาดนี้และตะเบ็งเสียงด่าย่าซ่งนั่นอีกถ้าไม่เห็นกับตาได้ยินกับหูทุกคนอาจจะคิดว่าฝันไป
ั้แ่เกิดจนอายุ14ร่างกายอ่อนแอแต่เด้กนิสัยเงียบขรึมขี้อายพูดน้อยเสียงเหมือนยุงบิน ซ่งอันหลินคนเดิมแม้แต่พ่อหรือกับน้องสาวของเธอเองก็ไม่เคยขึ้นเสียง ยิ่งกับย่าซ่งยิ่งแล้วไปใหญ่ แต่จู่ๆซ่งอันหลินก็สร้างความตื่นใให้กับทุกคนในตระกูลด้วยการลุกขึ้นมาเถียง แถมยังด่าย่าซ่ง เสียงดังขนาดนี้ท่าทางแบบนี้ถ้าไม่ใช่ถูกผีเข้าแล้วจะเป็อะไร
ย่าซ่งหน้าซีดเผือด “ผะผีเข้า…ผีเข้ามันแน่แล้ว” เสียงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวออกจากปากย่าซ่ง
“ฮึ…ผีเข้าเหรอ เอาเส่…ไปแหกปากบอกหัวหน้าทีมผลิตเลย ทหารแดงจะได้เอาย่าไปยิงเป้าข้อหาฝักใฝ่ไสยศาสตร์ ยังไม่รวมเื่ที่กดขี่ผู้หญิงเชิดชูแต่ผู้ชายอีกนะ ทำผิดนโยบายท่านผู้นำท่านย่ารู้ไหมจุดจบจะเป็ยังไง”
“หนอยนังตัวดี อย่ามาขู่ผู้าุโในบ้านแบบนี้นะ” ป้าใหญ่ลืมท่าทางอ่อนแอและเปราะบางที่แสดงไปก่อนหน้าเสียสิ้น ลุกขึ้นยืนด้วยความโมโหเพราะกลัวว่าเกมจะพลิก
“นั่นไงธาตุแท้ออกมาแล้ว ลุกขึ้นด่าด้วยความเคยชินแบบเสียงดังฟังชัดขนาดนี้จะต้องมาแสดงละครบีบน้ำตาเพื่ออะไรอีกป้า”
ซ่งอันหลินยกมือชี้หน้าตวาดแว๊ดกลับด้วยท่าทางไม่กลัว
“ต่อไปนี้ถ้าบ้านนี้ไม่ยุติธรรม ป้าจะแยกบ้านก็แยกไปเลยนะ ฉันจะได้เหลือข้าวกินอิ่มๆมีเสื้อผ้าใส่เหมือนครอบครัวของป้าบ้าง แต้มงานและส่วนแบ่งของคนสามคนกับแต้มงานของคนๆเดียวแบบไหนจะได้เยอะกว่ากัน”
“ย่าก็เหมือนกัน ถ้าทรมาณหลานสาวจนตายเพื่อเชิดชูหลานชายระวังนะ์จะลงโทษวันก่อนตอนฉันป่วยหนักจนิญญาออกจากร่างไปเจอปู่มา ปู่บอกว่าจะลงโทษย่าที่รังแกฉันคอยดูเถอะปู่จะเอาย่าไปอยู่ด้วยสักวัน”
เหมือนจะเป็ปฎิกิริยาลูกโซ่ เมื่อซ่งอันหลินลุกขึ้นมาต่อสู้กับความอยุติธรรมที่ครอบครัวตัวเองได้เจอมาเกือบ14ปีที่ผ่านมา สมองของซ่งเอ้อเฉินเหมือนมีการจุดดอกไม้ไฟอยู่ในนั้น
ตอนแรกมันดังปั๊ง…ด้วยความโมโหที่ลูกสาวคนโตของเขาก้าวร้าว พอต่อมาเขานั่งนึกถึงสิ่งที่ลูกสาวตนเองพูดแล้วก้มดูชามข้าวของตนและภรรยา ข้าวและกับข้าวจะเป็ของที่เหลือจากครอบครัวพี่ใหญ่ทุกครั้งแม้จะมีอาหารจานเนื้อแต่เขาก็ได้กินแค่เศษๆจากที่หลานชายกินเสร็จ
อย่าพูดถึงภรรยาและลูกของเขาเลยขนาดหัวหน้าครอบครัวแบบเขายังได้กินแบบนี้ แค่ได้ชื่อว่านั่งกินข้าวพร้อมกันในครอบครัว แต่การปฎิบัติบนโต๊ะอาหารต่างกันลิบลับ
สายตาของซ่งเอ้อเฉินหันไปดูเมียและลูกของเขาและหันกลับไปดูเมียและลูกๆของพี่ใหญ่ ช่างต่างกันเหมือนกับฟ้าและเหว
มนุษย์เรานั้นมีความรู้สึกมีด้านมืดและความดีงามกันทุกคน แต่บางคนอาจจะรู้สึกช้าเหมือนไม่รู้สึกรู้สา และบางคนต้องมีการจุดประกายก่อนสมองถึงจะตกตะกอนความคิดได้ หลายๆครั้งที่คนเจอเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจอย่างรุนแรงจะเปลี่ยนไปเป็คนละคน
ซ่งเอ้อเฉินเองด้วยนิสัยที่ยอมคนมาั้แ่เกิดเลยไม่ค่อยรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างครอบครัวของตนและพี่ใหญ่อาจจะเป็เพราะอยู่ด้วยกันเป็ครอบครัวั้แ่เด็ก
พอมีครอบครัวก็ยังมีย่าซ่งคอยบงการความคิดยัดเยียดความกตัญญูให้ตลอดเวลา เลยทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่ตนได้รับคู่ควรแล้วชอบแล้วดีแล้วถูกแล้ว แต่เขาไม่ใช่พระโพธิสัตว์ที่พร้อมจะเสียสละไปจนตายเพียงแต่ที่ผ่านมาอาจจะไม่มีใครจุดประกายให้แค่นั้น
พอมาเจอลูกสาวคนโตแสดงอิทธิฤทธิ์วันนี้ เหมือนตัวเองโดนเบิกเนตร ซ่งเอ้อเฉินลุกขึ้นประคองบุตรสาวคนโตที่กำลังเหนื่อยหอบเพราะพูดเยอะและตะเบ็งเสียงมากเกินไป
“จะอะไรกันนักหนาห๊า.. แม่เ้าใหญ่นี่เป็เพราะหล่อนคนเดียวทำให้ทุกคนวุ่นวายกันไปหมด น้องรองพี่ขอโทษด้วยอย่าไปถือสากับพี่สะใภ้เลยนะ น้องสะใภ้เอาข้าวไปกินที่ห้องสิ แม่เ้าใหญ่ประคองแม่เข้าไปพักที่ห้อง”
เสียงลุงใหญ่ที่เพิ่งออกโรงเพราะสังเกตุเห็นแววตาของน้องชายตัวเองมีความสับสนและเ็ป น้องก็รักแต่รักครอบครัวมากกว่า นี่เป็นิสัยของลุงใหญ่ได้ประโยชน์จะเงียบพอจะเสียผลประโยชน์จะลุกขึ้นมาแสดงบทพี่ชายผู้ยุติธรรมสักทีหนึ่ง แล้วที่ผ่านๆมาเป็สิบกว่าปีมุดหัวอยู่รูไหนถึงไม่รู้ว่าครอบครัวน้องชายถูกเอาเปรียบ
ส่วนลูกชายคนเล็กของลุงใหญ่ซ่งตงกั่วยังคงคีบกับข้าวเข้าปากโดยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ซ่งซิ่วหลันยังคงยืนอ้าปากตกตะลึง พอได้สติก็มองไปที่โต๊ะกับข้าวแล้วรีบเดินไปคว้าเอาจานผักกับหม้อโจ้กส่วนหนึ่งเข้าไปในห้องโถงของบ้านตนเอง
ทุกคนเหมือนกำลังงุนงงและไม่ได้สติ ย่าซ่งได้แต่ชี้นิ้วไปที่ซ่งอันหลินอ้าปากพะงาบๆพูดแต่คำว่า แก….แก…แล้วก็เป็ลมพับไป