แม้จะรู้สึกประหลาดใจกับการตัดสินใจของ ไป๋เฟิง ที่ให้เขาออกเดินทางสู่ยุทธภพเร็วกว่าที่คาดไว้แต่ หลี่เฟิ่ง ก็ปฏิบัติตามคำสั่งของอาจารย์อย่างเคร่งครัดรุ่งเช้าของวันถัดมา หลี่เฟิ่งตื่นแต่ไก่โห่ เก็บสัมภาระอันน้อยนิดของเขา:เสื้อผ้าขาดๆ สองสามชุด และมีดสั้นปริศนาที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อเขาหันไปมองไป๋เฟิงที่ยังคงนั่งหลับตาอยู่ริมลำธาร ใบหน้าสงบนิ่งราวกับรูปสลัก
"ท่านอาจารย์...ข้าจะออกเดินทางแล้วขอรับ" หลี่เฟิ่งเอ่ยเสียงแ่เบา
ไป๋เฟิงลืมตาขึ้นช้าๆดวงตาคู่คมกริบนั้นจ้องมองมาที่หลี่เฟิ่ง "จงจำไว้... ในยุทธภพนี้ไม่มีใครสามารถพึ่งพาได้ตลอดไป เ้าต้องแข็งแกร่งด้วยตัวเองและจงอย่าลืมเป้าหมายของเ้า"
"ข้าจะไม่ลืมขอรับ!"หลี่เฟิ่งกล่าวอย่างหนักแน่น
ไป๋เฟิงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วยื่นม้วนผ้าเก่าๆ ม้วนหนึ่งให้หลี่เฟิ่ง "นี่คือ ตำราลมปราณขั้นพื้นฐาน และ กระบวนท่ามีดสั้นเจ็ดกระบวน จงศึกษาให้ดี"
หลี่เฟิ่งรับม้วนตำรามาด้วยความดีใจเขาก้มคำนับไป๋เฟิงอย่างนอบน้อม "ขอบพระคุณท่านอาจารย์!"
"ไปเถอะ" ไป๋เฟิงกล่าว"เส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล"
หลี่เฟิ่งโค้งคำนับอีกครั้งแล้วหันหลังเดินจากไป เขาเดินออกจากกระท่อม ผ่านป่าทึบที่เขาเคยดิ้นรนเอาชีวิตรอดการจากลาในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้วเพราะเขามีเป้าหมายที่ชัดเจน และมีวิชาที่จะใช้ปกป้องตัวเอง
เขาเดินทางไปทางทิศตะวันออกตามคำแนะนำของไป๋เฟิงผ่านป่าเขาที่สลับซับซ้อน คืนแรกที่ต้องนอนกลางป่าเพียงลำพังอีกครั้ง แม้จะยังคงมีความหวาดระแวงอยู่บ้างแต่จิตใจของเขาแข็งแกร่งขึ้นมาก เขาเริ่มเปิดตำราที่ไป๋เฟิงมอบให้
ตำรานั้นเขียนด้วยลายมือโบราณตัวอักษรค่อนข้างอ่านยาก แต่ด้วยความฉลาดหลักแหลมของหลี่เฟิ่งเขาใช้เวลาไม่นานก็พอจะทำความเข้าใจเนื้อหาได้ ตำราลมปราณพื้นฐานสอนถึงวิธีการนั่งสมาธิการควบคุมลมหายใจ การโคจรลมปราณในร่างกาย และการดูดซับพลังงานจากฟ้าดินส่วนกระบวนท่ามีดสั้นเจ็ดกระบวนนั้นเป็ท่าทางที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยหลักการที่ลึกซึ้งของการใช้มีดสั้น
การฝึกฝนลมปราณเบื้องต้น: หลี่เฟิ่งเริ่มต้นด้วยการฝึกลมปราณตามที่ตำราระบุไว้เขาเลือกนั่งขัดสมาธิใต้ต้นไม้ใหญ่ในท่าที่สงบนิ่งพยายามควบคุมลมหายใจให้เข้าออกอย่างช้าๆและสม่ำเสมอในจังหวะเดียวกันกับจังหวะการเต้นของหัวใจ
ในตอนแรกการควบคุมลมปราณเป็เื่ยากยิ่งนัก จิตใจของเขายังไม่สงบพอความคิดฟุ้งซ่านรบกวนสมาธิ ลมปราณที่พยายามโคจรในร่างกายก็เป็เพียงลมปราณที่ปั่นป่วนไม่สามารถรวมตัวกันได้ ทำให้เขารู้สึกอึดอัดและเ็ปเล็กน้อย
แต่หลี่เฟิ่งไม่ยอมแพ้เขาฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกเช้าตรู่ก่อนแสงตะวันจะขึ้นและทุกค่ำคืนหลังจากการเดินทางเขาใช้เวลาหลายชั่วยามในการนั่งสมาธิและควบคุมลมปราณ แม้จะยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนในทันทีแต่เขาก็ััได้ถึงพลังงานบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายในร่างกาย
วันแรกๆเขาทำได้เพียงครึ่งชั่วยามก็ต้องเลิกราเพราะร่างกายทนไม่ไหว แต่เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม สองชั่วยาม เขาก็สามารถนั่งสมาธิและโคจรลมปราณได้นานขึ้น ร่างกายของเขารู้สึกเบาขึ้นและจิตใจก็สงบขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การฝึกวิชาตัวเบาเบื้องต้น: นอกจากลมปราณแล้ว เขายังฝึกฝน วิชาตัวเบาเบื้องต้น ที่ได้เรียนรู้จากไป๋เฟิงและจากตำราหลี่เฟิ่งเริ่มต้นด้วยการวิ่งไปตามลำธาร ปีนป่ายต้นไม้ และะโข้ามโขดหินเขาล้มแล้วล้มอีก หัวเข่าถลอกปอกเปิก แต่เขาก็ยังคงลุกขึ้นมาฝึกฝนต่อ
ไป๋เฟิงเคยสอนเขาว่า"วิชาตัวเบาคือการรวมลมปราณกับพละกำลังการเคลื่อนไหวต้องลื่นไหลราวกับสายลม"
หลี่เฟิ่งพยายามทำตามคำสอนเขาฝึกฝนการควบคุมแรงะโ การลงเท้าอย่างเบาหวิวและการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับเงา ในตอนแรกเขาทำได้ไม่ดีนักท่าทางยังแข็งกระด้างและไร้ทิศทาง แต่เมื่อเขาฝึกฝนอย่างต่อเนื่องร่างกายของเขาก็เริ่มจดจำการเคลื่อนไหวได้ การก้าวเท้าเริ่มเบาขึ้นการะโเริ่มสูงขึ้น และการเคลื่อนไหวก็เริ่มลื่นไหลมากขึ้น
เขามักจะใช้การวิ่งหนีสัตว์ป่าหรือการะโหลบก้อนหินที่กลิ้งลงมาจากูเา เป็การฝึกวิชาตัวเบาไปในตัวทุกครั้งที่เขาเอาชีวิตรอดจากการเผชิญหน้ากับอันตรายเขาก็จะรู้สึกได้ว่าวิชาตัวเบาของเขาพัฒนาขึ้นอีกขั้นหนึ่ง
การฝึกใช้มีดสั้นขั้นพื้นฐาน: และที่สำคัญที่สุด คือการฝึกใช้ มีดสั้นขั้นพื้นฐาน เขาใช้มีดสั้นปริศนาที่ไป๋เฟิงมอบให้(ซึ่งไป๋เฟิงเคยชี้แนะว่าเป็เพียงมีดสั้นธรรมดาแต่แท้จริงแล้วมันคือมีดสั้นปริศนาที่เขาพบในถ้ำ)ในการฝึกฝนกระบวนท่าเจ็ดกระบวนที่อยู่ในตำรา
กระบวนท่าเ่าั้แม้จะดูเรียบง่ายแต่ก็แฝงไปด้วยหลักการที่ลึกซึ้งของการโจมตีและป้องกัน หลี่เฟิ่งฝึกฟันอากาศแทงก้อนหิน และร่ายรำไปตามจังหวะที่จินตนาการขึ้นเอง
ในตอนแรกการใช้มีดของเขายังไม่แม่นยำนัก บางครั้งก็ฟันพลาดเป้า บางครั้งก็เสียหลักล้มลงแต่เขาก็ไม่ย่อท้อ เขาทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนัก ฝึกแล้วฝึกเล่าซ้ำๆ นับพันครั้ง
ไป๋เฟิงเคยกล่าวไว้ว่า"มีดสั้นคือส่วนหนึ่งของแขนเ้า จงรู้สึกถึงมันราวกับมันเป็อวัยวะที่แปดของเ้า"
หลี่เฟิ่งพยายามทำความเข้าใจคำพูดนั้นเขาใช้มีดสั้นฟันกิ่งไม้ หั่นผลไม้ ลับคมมีดในทุกค่ำคืนเขาพยายามััถึงจิติญญาของมีดเล่มนั้น จนกระทั่งเขารู้สึกว่ามีดสั้นในมือของเขาไม่ใช่เพียงแค่โลหะเย็นๆอีกต่อไป แต่มันคือเพื่อนคู่ใจที่เชื่อมโยงกับจิตใจของเขา
ทุกครั้งที่เขาร่ายรำกระบวนท่ามีดสั้นปริศนาก็จะเปล่งประกายแสงสีเงินอ่อนๆ ออกมาทำให้เขารู้สึกถึงพลังงานลึกลับที่ไหลเวียนอยู่ในตัวมีด มันช่วยให้การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วและแม่นยำขึ้นอย่างน่าประหลาด
ความล้มเหลวและการพัฒนา: ตลอดการฝึกฝนหลี่เฟิ่งเผชิญหน้ากับความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน เขาล้มลง ล้มเหลว และเ็ปแต่ทุกครั้งที่ล้ม เขาจะลุกขึ้นยืนใหม่แผลที่เกิดจากการฝึกฝนเป็ดั่งเหรียญตราที่ประดับบนร่างกายของเขา เป็สัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นและความอดทน
ความหิวโหยยังคงเป็เพื่อนร่วมทางแต่เขาก็เรียนรู้ที่จะหาอาหารจากธรรมชาติได้อย่างชำนาญมากขึ้นสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็ลมฝนที่พัดกระหน่ำ หรือแสงแดดที่แผดเผาก็ไม่ได้ทำให้เขาย่อท้ออีกต่อไปแล้ว
เขาเริ่มจดจำแผนที่คร่าวๆของป่าได้ และสามารถหาเส้นทางที่จะนำเขาออกจากป่าไปยังโลกภายนอกได้
พัฒนาการที่ค่อยๆปรากฏ: หลังจากผ่านไปสองเดือนของการฝึกฝนอย่างเข้มงวดและต่อเนื่องหลี่เฟิ่งก็เริ่มเห็นผลลัพธ์ของการฝึกฝนอย่างชัดเจน
ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่งขึ้น เส้นสายของลมปราณในร่างกายหมุนเวียนอย่างคล่องตัวร่างกายของเขารู้สึกเบาและว่องไวกว่าเดิมมาก เขาสามารถวิ่งได้เร็วกว่าเดิมะโได้สูงขึ้น และปีนป่ายต้นไม้ได้อย่างง่ายดาย
วิชาลมปราณของเขาแข็งแกร่งขึ้นเขาสามารถนั่งสมาธิได้นานหลายชั่วยาม และสามารถควบคุมลมปราณเพื่อเพิ่มพละกำลังในการโจมตีหรือป้องกันได้อย่างคร่าวๆ
และที่สำคัญที่สุดคือ ฝีมือการใช้มีดสั้น ของเขา พัฒนาไปอย่างก้าวะโกระบวนท่าเจ็ดกระบวนที่เคยดูแข็งกระด้าง บัดนี้กลับลื่นไหลและเป็ธรรมชาติราวกับมีดสั้นเป็ส่วนหนึ่งของแขนเขาจริงๆ เขาสามารถใช้มีดสั้นฟันกิ่งไม้ได้อย่างแม่นยำและแทงทะลุเป้าหมายได้อย่างเฉียบคม
คืนหนึ่งขณะที่หลี่เฟิ่งกำลังฝึกฝนการใช้มีดสั้นอยู่ใต้แสงจันทร์มีดสั้นปริศนาในมือของเขาก็พลันเปล่งประกายแสงสีเงินจ้ากว่าปกติพลังงานลึกลับบางอย่างไหลเวียนเข้ามาในร่างกายของเขา ทำให้เขารู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่พุ่งพล่าน
เขาร่ายรำกระบวนท่าเจ็ดกระบวนอีกครั้งคราวนี้การเคลื่อนไหวของเขาดูราวกับเงาที่พลิ้วไหวไปตามสายลม เสียงมีดแหวกอากาศดัง"ฟ้าว!" และเมื่อกระบวนท่าสุดท้ายสิ้นสุดลง แสงจากมีดสั้นก็สว่างวาบแล้วจางหายไป
หลี่เฟิ่งรู้สึกทึ่งในพลังของมีดเล่มนี้เขารู้สึกได้ว่ามันมีความเชื่อมโยงกับเขาอย่างลึกซึ้งและมันกำลังช่วยให้เขาพัฒนาฝีมือได้อย่างรวดเร็ว
"ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้น!ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้!" หลี่เฟิ่งพึมพำกับตัวเองด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
การฝึกฝนวิชาพื้นฐานกับไป๋เฟิงและการฝึกฝนด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องในป่าลึก ได้วาง รากฐานแห่งพลัง อันแข็งแกร่งให้กับหลี่เฟิ่งร่างกายและจิตใจของเขาได้รับการหล่อหลอมให้พร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ใหญ่กว่าในโลกภายนอก
เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มที่อ่อนแออีกต่อไปแล้วแต่เป็นดั่งมีดสั้นที่ถูกลับคมอย่างต่อเนื่องรอคอยเวลาที่จะได้ออกไปฟาดฟันกับศัตรู และเปิดโปงความจริงเบื้องหลัง "พันธมิตรไร้เงา" ที่ทำลายชีวิตของเขา...