เมืองหลางโจว
ความร้อนระอุของฤดูร้อนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว สายลมเริ่มนำพาความเย็นเยียบเข้ามาเยือน
การสอบฤดูใบไม้ร่วงใกล้เข้ามาทุกขณะ ่หลายวันมานี้ กู้หลานตั้งใจอ่านตำราอยู่กับบ้านอย่างสงบเสงี่ยม ไม่ได้ออกไปไหนเลย
ความจริงไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากไป แต่เป็เพราะไม่มีเวลาต่างหาก
นับั้แ่ข่าวชัยชนะครั้งใหญ่ที่ด่านอวี้เหมินแพร่สะพัดไปทั่วเมือง ชาวบ้านต่างพากันดีใจ แต่กู้หลานกลับพบว่าฮูหยินของเขาดูจะดีใจยิ่งกว่าใครเสียอีก!
แถมยังพ่วงมาด้วยความ้า ‘กิจกรรม’ ยามค่ำคืนที่ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ...
จักรพรรดินีผู้งดงามสง่าและสูงส่ง เมื่ออยู่กับกู้หลานตามลำพังกลับไร้ซึ่งความเขินอาย...
แน่นอนว่าเื่นี้ไม่มีบุคคลที่สามล่วงรู้
ชีวิตที่ถูกตักตวงความสุขจนหมดแรงในยามค่ำคืน ต่อให้กู้หลานจะมีตบะพลังระดับสูงปานใด แต่การทำศึกาทั้งวันทั้งคืน ก็ย่อมต้องมีอาการปวดเอวเมื่อยขาบ้างเป็ธรรมดา
แต่การนั่งอ่านตำราในห้องหนังสือและเลื่อนระดับค่าพลังไปด้วยก็มีข้อดีไม่น้อย
เขาแอบฝึก ‘วิชาดูดวงชะตา’ ที่นักพรตเฒ่ามอบให้จนบรรลุระดับขั้นต้น ตอนนี้เขาสามารถอ่านโชคชะตาและดวงชะตาของผู้ฝึกตนที่ต่ำกว่าระดับหลัง์ได้แล้ว
ยกตัวอย่างเช่น
ด้วยความนึกสนุก กู้หลานจึงลองมองไปที่ลุงหยางที่กำลังนั่งคุยกับชาวบ้านอยู่หน้าประตู
[โชคชะตา : สีขาว]
[ดวงชะตา : ครึ่งชีวิตแรกยากลำบาก ครึ่งชีวิตหลังพบความอบอุ่น โชคดีที่ได้เ้านายดี ได้อยู่อย่างสุขสบายในวัยชรา]
[สรุป : เรียบง่ายไม่มีอะไรพิเศษ]
แล้วเขาก็ลองหันกลับมามองตัวเอง
[โชคชะตา : สีเขียว]
[ดวงชะตา : เดิมทีควรเป็คนธรรมดา แต่ปัจจุบันมีโชคชะตาพิเศษหนุนนำ อนาคตและตบะพลังยากจะหยั่งถึง]
[สรุป : ฝืนลิขิต์]
หลังจากใช้งานจนคล่องแคล่ว กู้หลานก็ตื่นเต้นไม่น้อย
ไม่ใช่เพราะระบบช่วยแก้ชะตาให้เขาหรอก แต่เพราะมีวิชาดูดวงชะตาชั้นเลิศติดตัวเช่นนี้ ต่อไปจะไปไหนมาไหนก็สามารถคัดกรองคนได้ง่ายขึ้น
ก่อนจะเข้าใกล้ใครก็ดูดวงชะตาคนนั้นก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะคบหาหรือไม่
ถือเป็การหลีกเลี่ยงการปะทะกับพวก ‘บุตรหรือบุตรีแห่งโชคชะตา’ ที่มักจะนำพาความวุ่นวายมาให้!
ถือเป็วิชาเทพที่ใช้หลบหลีกภัยพิบัติได้อย่างดีเยี่ยม!
‘อืม... เอาไว้ค่อยเน้นอัปค่าเจตจำนงของวิชานี้ให้ถึงขั้นสูงสุดไปเลย!’
กู้หลานคิดในใจ เขาััได้ว่าวิชานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง
ปัจจุบันเขามีตบะพลังถึงแปดหมื่นปีแล้ว แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงติดแหง็กอยู่ที่ระดับศักดิ์สิทธิ์
หาก้าทะลวงขีดจำกัดไปถึงระดับที่นิยายที่ถูกตัดจบยังไม่ได้กล่าวถึง กู้หลานก็มีเพียงความหวังที่โชคชะตาพิเศษเหล่านี้เท่านั้น!
...
[คุณอ่าน ‘สี่ตำราห้าคัมภีร์’ ครบสามวัน ตบะ +100 ปี เจตจำนงวิชาดูดวงชะตา +80]
[คุณเขียน ‘ตำราสมุนไพร’ และ ‘ตำราโรคไข้หวัดใหญ่’ เจตจำนงวิชาแพทย์ +666]
[คุณเล่าวรรณกรรม ‘ดอกเหมยในแจกันทอง’ ในยามค่ำคืน รากฐานกายาเซียน +1 ได้รับความรักจากฮูหยิน +7 ครั้ง]
[...]
กู้หลานอัปค่าพลังอย่างสบายใจ แต่ภายนอกกลับดูเหมือนจะตั้งใจอ่านตำราอย่างยิ่ง
มู่อวี่เยียนมองดูเขามุมานะอ่านตำราทุกวี่ทุกวันก็รู้สึกสงสาร ค่ำคืนนั้นนางจึงยกหม้อต้มยาใบเล็กเข้าไปในครัว ตั้งใจจะต้มโจ๊กสมุนไพรบำรุงร่างกายให้เขา
หลิ่วเย่ซีบังเอิญกลับมาพอดี นางทักทายลุงหยางที่นั่งรับลมอยู่ใต้ต้นไม้ แล้วมุดเข้าไปในครัว
“ฝ่าา สำนักเสวียนเทียนได้ส่งคนไปจับตาดูอ๋องมู่อวิ๋นแล้ว ภายในสามปีนี้จะไม่ให้มีตระกูลขุนนางตระกูลไหนเข้าไปสมคบคิดกับเขาได้แน่นอนเพคะ”
มู่อวี่เยียนไม่ได้ใส่ใจนัก นางใช้พัดมือค่อย ๆ พัดเตาไฟแล้วเอ่ยตอบรับเบา ๆ
สำหรับนาง อำนาจของขุนนางที่คิดจะสร้างอิทธิพลหนุนหลังพ่อค้านั้น เพียงแค่คำสั่งเดียวของนางก็สลายไปเหมือนควันไฟ เื่ยิบย่อยพวกนี้ในสายตานางไม่สำคัญเท่าเส้นผมของกู้หลานเลยด้วยซ้ำ
“เสี่ยวซี ช่วยเติมฟืนให้หน่อย”
มู่อวี่เยียนเอ่ยเสียงเบา ใช้มือเล็ก ๆ ปัดผ้ากันเปื้อนที่สวมอยู่ แล้วเปิดฝาหม้อต้มยาดูอย่างเก้ ๆ กัง ๆ พลางหรี่ตามองว่าโจ๊กเดือดหรือยัง
ใบหน้าที่งดงามราวกับภาพวาดบัดนี้เปื้อนไปด้วยควันไฟ ทำให้ดูมีชีวิตชีวาและงดงามยิ่งขึ้น
หลิ่วเย่ซีมองดูภาพนั้นจนนิ่งค้างไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบตอบรับและช่วยจักรพรรดินีต้มโจ๊ก
“ฝ่าา จริง ๆ แล้วยังมีอีกเื่เพคะ...”
“ที่ตระกูลหลิวในเมืองหลินเจียงถูกลอบสังหาร หลังจากที่องครักษ์เงาถอนตัวออกไป จวนทั้งจวนถูกปล้นจนว่างเปล่า ทรัพย์สินไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว!”
“เพราะปกติแล้วตระกูลหลิวชอบขูดรีดชาวเมืองหลินเจียงมานาน บัดนี้คนใหญ่คนโตในเมืองจึงถูกกำจัดไปจนหมด กรมโยธาและกรมคลังยังไม่รู้จะวางแผนอย่างไร จึงอยากขอพระราชวินิจฉัย...”
เมืองหลินเจียงเป็อู่ข้าวอู่น้ำที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของแคว้นจิ้ง ตระกูลหลิวเองก็ร่ำรวยมหาศาล การที่มีโจรมาฉวยโอกาสปล้น่ที่เกิดเื่จึงไม่ใช่เื่แปลก แต่การวางแผนจัดการทรัพย์สินแทนที่ตระกูลหลิวเป็เื่ที่ราชสำนักลำบากใจ
“หึ สมัยก่อนกรมคลังคงไม่กล้าส่งเื่นี้ขึ้นมาหรอกนะ ครั้งนี้พวกเขารู้จักกลัวแล้วงั้นหรือ?” มู่อวี่เยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย
หากเป็เมื่อก่อน ขุนนางเ่าั้คงแย่งชิงที่ดินผืนนี้กันจนหัวร้างหางจุก เพื่อนำผลประโยชน์ในดินแดนที่มั่งคั่งมาเข้ากระเป๋าตัวเอง
แต่ลืมไปแล้วหรือว่า บัญชีของไช่อวี่ยังอยู่ในมือจักรพรรดินี!
นั่นคือดาบที่พาดอยู่บนคอของพวกขุนนาง!
“ช่างเถิด อย่าให้พวกคนฉ้อฉลพวกนี้มารบกวนจิตใจเลย”
มู่อวี่เยียนถอนหายใจ แววตาคู่สวยเปล่งประกาย นางครุ่นคิดครู่หนึ่ง
หลิ่วเย่ซีรอฟังอย่างเงียบ ๆ
นางรู้ดีว่าการจะจัดการเื่นี้ให้สวยหรูไม่ใช่เื่ง่ายเลย ตราบใดที่เป็ขุนนางย่อมมีความโลภ หากส่งพ่อค้าที่ขาวสะอาดไป สักวันก็อาจจะกลับไปเป็เหมือนตระกูลหลิวอีก...
ช่างเป็ปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริง ๆ
“เสี่ยวซี บอกกรมคลังว่าไม่ต้องจัดการเื่เมืองหลินเจียงแล้ว พวกเราจะไปจัดการที่นั่นด้วยตัวเอง”
สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ มู่อวี่เยียนกลับยกยิ้มที่มุมปากและหัวเราะออกมาอย่างเบิกบาน
โบราณว่าไว้ แรงบันดาลใจมักเกิดจากการครุ่นคิดและรับฟังในชีวิตประจำวัน
และในวินาทีนั้นเอง นางพลันเกิดแรงบันดาลใจบางอย่างขึ้นมา!
ในหัวของนางปรากฏภาพจากตำราเล่มใหม่ที่กู้หลานเพิ่งเขียนขึ้น ทั้งระหัดวิดน้ำ ระบบต้นหม่อนเลี้ยงปลา คันไถพลิกหน้าดิน...
สิ่งประดิษฐ์อันชาญฉลาดเหล่านี้ จะไม่สามารถนำไปใช้ที่เมืองหลินเจียงได้หรือ
หลิ่วเย่ซีงง “ฝ่าา ‘พวกเรา’ หมายความว่าอย่างไรเพคะ?”
มู่อวี่เยียนมองนางแล้วอธิบายด้วยท่าทีภาคภูมิใจ
“จวนตระกูลกู้ของเราอย่างไรเล่า ในเมื่อจวนเราก็เป็พ่อค้า จะไปจัดการที่เมืองหลินเจียงโดยไม่ต้องให้ราชสำนักยุ่งเกี่ยวไม่ได้เชียวหรือ?”
‘นี่ฝ่าาเริ่มมองโลกในมุมของ ‘ฮูหยินตระกูลกู้’ ไปเสียแล้วสินะ…’
หลิ่วเย่ซีต้องใช้เวลาปรับตัวนานถึงสามลมหายใจ!
่หลังมานี้ นางพบว่าจักรพรรดินีเริ่มหมกมุ่นกับเื่ทางโลกมากขึ้น หรือพูดให้ถูกก็คือ หมกมุ่นกับกู้หลานมากขึ้น...
‘แต่ก่อนฝ่าาทรงใส่พระทัยราชการ แต่ตอนนี้กลับใส่พระทัยเกี่ยวกับบ้านของกู้หลานเสียเต็มประดา... นี่เป็เื่ดีจริงหรือ?’ หลิ่วเย่ซีเริ่มลังเล
ในตอนนั้นเอง มู่อวี่เยียนก็หยิบภาพร่างที่จัดเก็บไว้อย่างดีออกจากอกเสื้อ ซึ่งก็คือภาพที่กู้หลานวาดให้โดยเฉพาะ
“นี่คือแิของกู้หลาน เ้าจงไปคัดลอกมาสักชุด แล้วส่งให้กรมโยธา สั่งให้พวกเขารีบเร่งผลิตออกมาทั้งวันทั้งคืน จากนั้นก็ขนส่งไปยังเมืองหลินเจียง
ส่วนเื่กู้หลาน เดี๋ยวเราจะไปหารือกับเขาเื่การทำการค้าที่หลินเจียงเอง”
เมื่อสั่งงานเสร็จ มู่อวี่เยียนเห็นว่าโจ๊กได้ที่แล้ว จึงตัก ‘เก๋ากี้’ ใส่ลงไปกำมือใหญ่...
‘ฝ่าา นี่ท่านตั้งใจจะบำรุงร่างกายให้คุณชายขนาดไหนกันเนี่ย เอาเสียข้าไม่กล้าทักเลย...’
หลิ่วเย่ซีแสร้งทำเป็มองไม่เห็น แล้วก้มหน้าดูภาพร่างต่อไป
แต่เมื่อกางภาพร่างดูเพียงแวบเดียว ดวงตาของนางก็เบิกกว้าง!
“ระหัดวิดน้ำ... เครื่องมือที่ช่วยชาวบ้านประหยัดแรงงาน แถมยังวิดน้ำโดยไม่ต้องใช้แรงคนอีกงั้นหรือ?!”
“นี่… จะเป็ไปได้ยังไง...”
“ระบบบ่อปลาใต้ต้นหม่อน... สัตว์สามชนิดพร้อมกัน แถมยังเก็บเกี่ยวได้พร้อมกันอีกงั้นหรือ? ผลกำไรมากกว่าปกติหลายเท่า?”
“เอ่อ... ฝ่าา หม่อมฉันเองก็เคยไปกรมโยธา เหตุใดจึงไม่เคยได้ยินเื่เหล่านี้มาก่อนเลยเพคะ...”
นางดูอยู่หนึ่งเค่อเต็ม ๆ
สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้เหนือกว่าความรู้ที่นางมีไปไกลลิบ!
หลิ่วเย่ซีถึงกับกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย!
นางรู้สึกว่าต่อให้เอาภาพร่างนี้ไปให้ช่างฝีมือหลวงที่หยิ่งยโสดู พวกเขายังต้องอ้าปากค้าง!
มันคือสิ่งประดิษฐ์ทางภูมิปัญญาที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน!
และกู้หลานก็เขียนอธิบายไว้อย่างละเอียด ดูมีความเป็ไปได้สูงมาก เพียงแต่การอ่านมันทำให้คนอ่านรู้สึกว่าตัวเองโง่เขลาเหลือเกิน!
“รีบไปคัดลอกเถิด อ่านบ่อย ๆ เดี๋ยวก็เข้าใจเอง”
มู่อวี่เยียนยิ้มอย่างอ่อนโยน เมื่อมองดูท่าทางงุนงงของสาวใช้ นางก็แอบขำในใจ
ตอนนั้นที่นางเห็นครั้งแรก นางเองก็คงทำหน้าตาไม่ต่างจากเสี่ยวซีหรอก
‘ทว่ายามนั้นท่านพี่กลับไม่มีท่าทีรังเกียจข้าเลยแม้แต่น้อย…’
“คุณชายมีพร์กว้างไกลเกินกว่าหม่อมฉันจะเข้าใจ เช่นนั้น หม่อมฉันขอไปคัดลอกดีกว่า” หลิ่วเย่ซีทอดถอนใจแล้วยอมแพ้
“โจ๊กได้ที่แล้ว เราเอาไปให้กู้หลานก่อนนะ”
มู่อวี่เยียนใบหน้าแดงระเรื่อ แล้วประคองชามโจ๊กเดินไปที่ห้อง
“เสี่ยวซี จำไว้ว่าต้องทำเื่นี้ให้เสร็จโดยเร็ว อย่าให้เื่นี้ไปกวนใจเวลาสอบฤดูใบไม้ร่วงของกู้หลานเด็ดขาด”
“อย่าลืมล่ะว่า ่สอบเราก็ต้องไปที่หอเทียนจีด้วย”
“...”