ตอนที่ 1 รอยฏ
ในมหานครอันงามสง่า พระเ้าร่มฟ้ามหาราชัน ทรงปกครองอาณาจักรโซวันนาประเทศอันอยู่ในเขตทวีปอุษาคเนย์ พระชนมายุได้ 78 พรรษาทรงมีพระราชโอรสผู้ครองตำแหน่งรัชทายาทพระนามว่า เ้าแสนฟ้าดาหงันเป็เ้าชายหนุ่มผู้โปรดปรานความหฤหรรษ์และการละเล่นเป็ชีวิตจิตใจเช่นเดียวกับคืนนี้ที่ทรงประทับในพระตำหนักอัปสราภิรมย์ เพื่อทอดพระเนตรระบำมอญ12ท่า
เสียงบรรเลงเพลงปี่พาทย์มอญ โดดเด่นด้วยเสียงระนาดเอกแซมด้วยเสียงระนาดทุ้ม คุมจังหวะด้วยตะโพนและเปิงมางมีเสียงฉาบฉิ่งสอดรับจับจังหวะร่วมกันอย่างกลมกลืนเสียงออดเอื้อนของปี่ฟังคล้ายดั่งสาวรำพันเพ้อรัก ณ เบื้องหน้าพระพักตร์นั้นสาวนางรำชาวมอญจำนวน 9 นาง สวมเสื้อโปร่งบางสีชมพูอ่อนแนบลำตัวปกคอและชายเสื้องอนงามราวหางหงส์ นุ่งผ้าไหมสีแดงปล่อยชายยาวลากพื้นบนมวยผมประดับด้วยดอกกล้วยไม้ป่า คล้องคอด้วยผ้าผืนยาวปล่อยชายสองข้างลำตัว เริ่มร่ายรำในท่าลงสรงจีบนิ้วตั้งวงโอนเอนอ่อนช้อยสะบัดเท้าโก่งแขนย่อเข่าเอียงศีรษะ เป็ศิลปะที่งดงามหาเปรียบที่ไหนมิได้
ที่นอกพระตำหนัก ห่างออกไปในชานพระนคร
คืนนี้ เป็คืนวันเพ็ญดวงเดือนสุกสกาวอยู่กลางนภาลมหนาวกำลังเริ่มพัดมาจนกิ่งใบของต้นศรีตรังไหวเอนส่งเสียงดังซู่ซ่า วิกลิเกกำลังออกแขกเรียกร้องเชิญชวนคนดู เสียงดนตรีจากเวทีรำวงในจังหวะเร่งเร้า ชวนให้มองไปเห็นขาขาว ๆ ของสาวรำวงที่ไก่แก่ทั้งหลายกำลังรำป้ออยู่ ส่วนคนหนุ่มสาวต่างพากันเที่ยวชมร้านรวงในงานวัดบ้านปะกาหลาบ้างก็ลอยกระทงกับคู่ของตนอย่างซาบซึ้ง กระทงเป็คู่ลอยตามกระแสน้ำไปเป็สายจนส่องแสงระยิบระยับเต็มท้องนที
ที่แผงขายหมากของแม่สาวหน้าตาแฉล้ม ซึ่งสองแก้มของนางปะไว้ด้วยแป้งทานาคา ถูกล้อมหน้าล้อมหลังด้วยลูกค้าหนุ่ม ๆวัยคะนองนั่งจ้องมองสาวมอญแม่ค้าไปพร้อมหยิบคำหมากเข้าปาก แล้วฝากคำหวานเป็เชิงเกี้ยวพาแค่ส่งวาจาไม่พอ ไอ้หนุ่มยังลามปามล้วงควัก สาวแม่ค้าจึงร้องกวักให้คนช่วย
" เฮ้ย จะมากไปแล้วโว้ยในวัดในวามาทำบัดสีกับสตรีเยี่ยงนี้ได้อย่างไร ปล่อยเดี๋ยวนี้ "หนุ่มคนหนึ่งไม่พอใจลุกมายุดมือของชายหื่นกามไว้แต่เขาก็โดนใครอีกคนทำร้ายเอาด้านหลัง
พลั้ก !
เพล้ง !!!
สิ้นเสียงขวดแก้วแตก ร่างสุภาพบุรุษก็กลิ้งหลุนๆ ไปอยู่ข้างแผงขายหมากของแม่ค้าตาคม
“ จำไว้ ทหารกระจอกอย่างมึงอย่ามาสะเออะแข่งบารมีเสือหลวงอย่างข้า อยากตายรึไง บังอาจมาจีบน้องมะหยี่ของข้าชิ ! ”
ว่าแล้ว ชายหนุ่มมาดนักเลงกับบริวารกลุ่มนั้นก็ทำทีจะเดินจากไป แต่ถูกรวบตัวโดยเ้าหน้าที่กรมตรวจพร้อมกับทหารที่าเ็ด้วย
“ ไปขึ้นรถ “ คนในเครื่องแบบลากตัวคู่กรณีขึ้นรถคันใหญ่ที่มีกรงเหล็ก ให้นั่งหันหน้าเข้ากันเมื่อรถเคลื่อนตัวออกไป นักเลงที่เรียกตนว่าเสือหลวง ก็พูดด้วยสีหน้าเย้ยหยันว่า
“ พวกมึงไม่พ้นอาญาทูลกระหม่อมแน่หึ หึ หึ “
ในห้องโถงของอาคารที่ติดป้ายว่าค่ายทหารรักษาพระองค์ที่47
ชายชราบุคลิกงามสง่าบ่งบอกชาติตระกูลอันสูงส่งนั่งเด่นเป็ประธานอยู่ท่ามกลางใครอีกหลายคน
“ พ่อว่าเ้าควรจะตัดสินคดีนี้ไปตามกฎหมายจะดีกว่าพิจารณาความแล้ว มีผิดทั้งสองฝ่าย ” ชายขรากล่าว
“ แต่ลูกว่าควรตัดสินไปตามจารีตประเพณีโบราณของเราพระเ้าข้าเสด็จพ่อ ” ชายหนุ่มแย้ง ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ทหารเหล่านี้บังอาจล่วงเกินเหล่าเสือหลวงของลูก ถือว่าไม่ให้เกียรติลูกเลยหากเสด็จพ่อไม่อนุมัติตามที่ลูกเสนอ ก็จะขอลาออกจากตำแหน่งพระยุพราชนี้เสีย ! “
เสด็จพ่ออึ้งไปชั่วอึดใจก่อนจะสงบใจกล่าวว่า
“ เอาเถิด หากจะลงโทษประการใดพ่อก็ขอชีวิตพวกทหารไว้เถิด ไม่อยากให้เป็เวรเป็กรรมกันสืบไป ”
“ พะยะค่ะ ลูกจะลงโทษแต่พอประมาณเพื่อให้พวกมันหลาบจำเท่านั้น
ณ ลานกว้างในบริเวณค่ายทหาร
สารวัตรทหาร ยืนอ่านประกาศต่อหน้าแถวทหารทั้งกองร้อย
“เหล่าทหารทั้งหลายจงฟัง ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของเสด็จเหนือหัวเ้าร่มฟ้ามหาราชันแห่งราชอาณาจักรโซวันนา จึงทรงลดโทษให้ทหารทั้ง 3นายที่บังอาจก่อการวิวาทกับกองเสือหลวงอันถือเป็การิ่พระเกียรติของเ้าแสนฟ้าดาหงัน องค์รัชทายาทอันมีความผิดตามจารีตประเพณีโบราณถึงขั้นปะาชีวิตโดยให้ลงโทษเพียงเฆี่ยนด้วยหางกระเบน ทาเกลือ สักหน้า นำไปประจานรอบเมือง จึ่งจะพ้นผิดแลนับแต่นี้ อย่าได้มีใครริอ่านกระทำการเยี่ยงนี้อีกเป็อันขาด “
ร้านกาแฟฮกกี่
“ เฮ้อ บังยวน ดูเอาเถอะบ้านเมืองของเรา ไฉนจึงเป็ไปได้เพียงนี้ “ ตาลุงหัวล้าน ห้อยพระเครื่องเต็มคอรวบผ้าโสร่งที่นุ่ง ก่อนจะยื่นหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 3 มกราคม ค.ศ.1901ให้ชายกลางคนหน้าตาแขก ๆ สวมหมวกกะปิเยาะแบบมุสลิมดู
“ เออสินะ ตาแย้มเพราะคดีเฆี่ยนตีทหารวันก่อน นักเรียนทหารพากันหยุดเรียนกันหมดทหารก็ไม่ยอมเข้ากองประจำการ ครานี้ถ้าไม่ได้เ้าชายดูรีไปเจรจาเกลี้ยกล่อมคงยากจะสงบเนอะ “ บังยวนสรุปข่าวให้เสร็จ
“ วิวาทกันสองฝ่ายเพราะเหตุแย่งกันจีบแม่ค้าขายหมาก แต่ลงโทษพวกทหารแค่ฝ่ายเดียวพวกเสือหลวงยิ่งใหญ่แท้หนอ ขนาดทหารยังสู้ไม่ได้แล้วชาวบ้านอย่างเราจะไปพึ่งใครละเว้ย จริงมั๊ย แป๊ะหลี “ ตาแย้มตัดพ้อแล้วหันไปหาผู้สนับสนุน
เถ้าแก่ร้านกาแฟยกกาแฟมาเสริฟให้สองเฒ่านักวิจารณ์ข่าว แล้วเอ่ยว่า “ ม่ายรุ กางเมืองอั๊วม่ายยุ่งกางมุ่งอั๊วไม่เกี่ยว ขักเคี่ยวแต่เื่หาตังน่อ “
“ จริงหรือวะ การมุ้งไม่เกี่ยววันก่อนอั๊วยังเห็นลื้อไปโรงน้ำชาอยู่เลย ฮ่าฮ่า ” บังยวนสัพยอกแป๊ะหลี
ศาลอาญาทหารชั่วคราวกองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงการทหาร
ชายในชุดผู้พิพากษาขึ้นนั่งบัลลังก์พร้อมผู้ช่วย และคณะลูกขุนนั่งทางด้านข้าง
เบื้องหน้าคือจำเลยและพวกอีกราว 100 คนนั่งรอฟังคำพิพากษาด้วยอาการสงบ
“ จำเลยที่ 1 ร.อ.นพ.ขุนพิทักษ์ทวยหาญ
จำเลยที่ 2 พันตรี น.พ.จูรัง ฮัสตาสการ์
จำเลยที่ 3 ร.ต.เชื้อ พลวิวัฒน์
พร้อมจำเลยทั้งหมดรวม 91 คน จงฟังคำพิพากษา”
“ในพระปรมาภิไธย สมเด็จพระเ้าแสนฟ้าดาหงัน ทรงพระราชวินิจฉัยผ่านคณะตุลาการแล้วได้ความว่า
เื่ก่อการกำเริบ เดิมมีนายทหารบกบ้าง ทหารเรือบ้าง พลเรือนที่ทำงานอยู่ในกระทรวงยุติธรรมบ้าง ได้สมคบคิดกัน ด้วยมูลความประสงค์คิดจะเปลี่ยนแปลงราชประเพณีการปกครองของพระราชอาณาจักร ได้ประชุมตั้งสมาคม เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ.1912 แล้วได้ประชุมกันต่อๆมาอีก ราว 8 คราว ตระเตรียมกันทำการกบฎ ถึงประทุษร้ายพระเ้าแผ่นดิน
กระทรวงการทหารทราบเื่นี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1912 จึงได้จับนายทหารบกซึ่งเป็หัวหน้า และคนสำคัญในสมาคมนี้ จัดการไต่สวนตลอดจนพรรคพวก กระทรวงการทหารได้ทำรายงานตามที่ไต่สวน และนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายทหารบก ทหารเรือ รวม 7 นาย เป็กรรมการพิจารณาทำคำปรึกษาโทษ ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา มีใจความที่วินิจฉัย ตามที่ได้พิจารณาได้ความว่า
ผู้ที่ร่วมคบคิดในสมาคมนี้ มีความเห็นจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็ริปับลิกบ้าง เป็ลิมิเต็ดมอนากี้บ้าง ส่วนที่จะจัดการอย่างไร จึงจะเปลี่ยนแปลงการปกครองได้นั้น ปรากฎอยู่ในที่ประชุมถึงการกระทำการประทุษร้ายต่อพระเป็เ้าเหนือหัว เื่นี้เดิมทีดูเหมือนสมาคมนี้ ตั้งขึ้นมาเพื่อจะเปลี่ยนแปลงการปกครองบ้านเมือง
แต่ครั้นพิจารณาตลอดแล้วกลับได้ความว่า สมคบกันเพื่อประทุษร้ายต่อพระเป็เ้าเหนือหัวด้วย แม้บางคนจะไม่มีเจตนาโดยตรง ที่จะประทุษร้ายต่อพระเป็เ้าเหนือหัวก็ดี แต่ได้สมรู้เป็ใจและช่วยปกปิด
เพราะฉะนั้น ตามลักษณะความผิดนี้ กระทำผิดต่อกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 93 ตอนที่2 มีโทษปะาชีวิตด้วยกันทุกคน
บางคนกระทำผิดมาก ไม่สมควรได้ลดโทษเลย แต่บางคนกระทำผิดน้อยบ้าง
ได้ให้การสารภาพให้เป็ประโยชน์ในทางการพิจารณาบ้าง
และมีเหตุผลอื่นสมควรได้ลดหย่อนความผิดบ้าง อันเป็เหตุควรลดโทษฐานปราณี ตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 34 และมาตรา 56 จึงกำหนดโทษ 5 ขั้น ดังนี้
ชั้นที่ 1. ให้ลงโทษปะาชีวิต 3 คน
ชั้นที่ 2. ลดโทษลง เพียงจำคุกตลอดชีวิต 20 คน
ชั้นที่ 3. ลดโทษลง เพียงจำคุกมีกำหนด 20 ปี 32 นาย
ชั้นที่ 4. ลดโทษลง เพียงจำคุกมีกำหนด 15 ปี 6 คน
ชั้นที่ 5. ลดโทษลง เพียงจำคุกมีกำหนด 12 ปี 30 คน
อนึ่ง ด้วยพระกรุณาของกรมพระยาเฉลิมเมือง ดูรี บากาซาตู ทูลเสนอต่อองค์พระเป็เ้าเหนือหัวทรงพระเมตตาได้มีพระราชวินิจฉัยอีกครั้งได้ความว่า
“ได้ตรวจคำพิพากษาของศาลทหาร ซึ่งได้พิจารณาปรึกษาโทษคดีผู้มีชื่อ 91 คน ก่อการกำเริบ ลงวันที่ 4 พฤษภาคมนั้นตลอดแล้ว
เห็นว่ากรรมการพิจารณาพวกเ่าั้ ชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมายทุกประการแล้ว
แต่ความผิดของพวกเหล่านี้มีข้อสำคัญที่จะทำร้ายต่อเรา เราไม่ได้มีจิตพยาบาทคาดร้ายต่อพวกนี้
เห็นควรลดหย่อนผ่อนโทษโดยฐานกรุณา ซึ่งเป็อำนาจของพระเ้าแผ่นดินที่จะยกโทษให้ได้
เพราะฉะนั้น บรรดาผู้มีชื่อ 3 คน ซึ่งวางโทษไว้ในคำพิพากษาของกรรมการ ว่าเป็ฐานชั้นที่1 ให้ปะาชีวิตนั้น ให้ลดโทษเป็โทษชั้นที่ 2 ให้จำคุกตลอดชีวิต"
"บรรดาผู้มีชื่อ 20 คน ซึ่งลงโทษไว้เป็ชั้นที่2 ให้จำคุกตลอดชีวิตนั้น ให้ลดโทษลงเป็ชั้นที่3 ให้จำคุกคนละ 20 ปี ั้แ่วันนี้สืบไป
บรรดาผู้มีชื่อ 68 คน ซึ่งวางโทษไว้ในชั้นที่3 ให้จำคุก 20 ปี 32 คน และวางโทษชั้นที่4 ให้จำคุก 15 ปี 6 คน และวางโทษชั้นที่5 ให้จำคุก 12 ปี 30 คนนั้น ให้รอลงอาญา ทำนองอย่างที่ได้กล่าวในกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 31 และ 32 ซึ่งว่าด้วยการลงโทษทางอาญาในโทษอย่างน้อยนั้น และอย่าเพ่อให้ออกจากตำแหน่งก่อน
แต่ผู้มีชื่อ 3 คน ที่ได้ลงโทษในชั้นที่2 กับผู้มีชื่ออีก 20 คน ที่ได้ลงโทษในชั้นที่3 รวม 23 คนดังกล่าวมาข้างต้นนั้น ให้ถอดออกจากตำแหน่งยศบรรดาศักดิ์ ตามอย่างธรรมเนียมซึ่งเคยมีแก่นักโทษเช่นนั้น"
ท้องฟ้าภายนอกศาลนั้นมืดครื้มปั่นป่วนไปทั้งลมและสายฝนสาดซ่า
จำเลยเซ็นรับทราบคำพิพากษาแล้วเ้าหน้าที่เรือนจำได้นำตัวจำเลยออกไปยังรถบรรทุกนักโทษท่ามกลางประชาชนและสื่อมวลชนที่มารอฟังผลคำพิพากษาเต็มบริเวณรอบ ๆ ศาล
บนรถคุมขังนักโทษ ระหว่างเดินทางไปเรือนจำ
ขุนพิทักษ์ทวยหาญ เหลียวมองเพื่อนร่วมชะตากรรมที่นั่งมาในรถด้วยแววตารันทดแล้วก็หวนคิดถึงอดีตที่ผ่านมาเมื่อเริ่มก่อการปฏิวัติ...
13 มกราคม ค.ศ.1912 บ้านพักถนนสินสาคร
ในห้องรับแขกที่ผนังห้องด้านหนึ่งมีภาพถ่ายของดร.ซุนยัดเซ็นนักปฏิวัติผู้โค่นบัลลังก์แมนจูประดับอยู่ สาวใช้เข้ามารายงานเ้านายว่า
“นายท่านเ้าคะ คุณหมอจูรัง มาขอเข้าพบเ้าค่ะ ”
“เชิญท่านไปที่ศาลาริมน้ำนะ ”ท่านขุนแพทย์ทหารวางหนังสือพิมพ์ลงและลุกไปเตรียมรับแขกที่สวนหลังบ้านริมแม่น้ำสาคร
“เป็อย่างไรเล่า หมอหลงเพื่อนรัก ”แขกผู้มาเยือนกล่าวทักเ้าของบ้าน ก่อนจะเดินมาถึงศาลารับแขก
“ เชิญนั่ง หมอฮัจย์สหายรัก ” หมอหลงเดินมาถึงโต๊ะรับแขกเชื้อเชิญสหายนั่งดีแล้วก็กล่าวอย่างเปิดใจว่า
“ ที่เชิญเพื่อนมาวันนี้ด้วยมีการสำคัญ คือความเป็ความตายต่อชาติบ้านเมืองซึ่งท่านก็คงทราบแก่ใจดีแล้วนะ...”
หมอหลงกล่าวมิทันจบ หมอฮัจย์ก็กล่าวรับว่า
"เฉกเช่นเพื่อนทหารทั้งหลาย ”
หมอหลงพยักหน้าแล้วกล่าวด้วยสายตามุ่งมั่นจริงใจว่า
“ อันการซึ่งกระผมคิดจะกระทำสืบไปเบื้องหน้านี้ใช่ว่าจะเป็ด้วยเจตนาใฝ่สูงเกินศักดิ์ หรือโลภโมโทสันในลาภสักการะแต่อย่างใดไม่ก็ด้วยใคร่เห็นบ้านเมืองเรา เปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็ระบอบประชาธิปไตย แลนำเอาแบบอย่างนานาอารยะประเทศมาใช้ จะปรับปรุงการศึกษาและการทหารเสียใหม่ จะให้สิทธิและเสรีภาพ เสมอภาค ภารดรภาพ ให้มีรัฐธรรมนูญให้มีรัฐสภา ให้ประชาชนออกเสียงเลือกตั้ง ตามวิถีทางแห่งประชาธิปไตยดังที่เห็นตัวอย่างมาในประเทศญี่ปุ่นของพระเ้าเมยิที่ให้รัฐธรรมนูญเป็กฎหมายสูงสุดในการปกครอง แต่จักรพรรดิยังคงใช้อำนาจการปกครองมีการยกเลิกการปกครองแบบศักดินาจัดระบบการปกครองทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้เป็แบบศูนย์รวมอำนาจบ้านเมืองของเขาก็เจริญทั้งทางเศรษฐกิจ การเงิน การทหารจนเป็มหาอำนาจทัดเทียมชาติยุโรปนั่นแล หรือท่านคิดเห็นเป็ประการใดเล่า ”
หมอฮัจย์ตอบว่า “ ซึ่งท่านกล่าวมา ก็ต้องด้วยเจตนารมณ์ของเรานักเหตุด้วยกาลบัดนี้ เ้าแสนฟ้า องค์พระเป็เ้าเหนือหัวของชาวเมืองทองทรงครองราชย์โดยมิเป็ธรรม ปล่อยให้ขุนนางประจบสอพลอกัดกร่อนเงินในท้องพระคลังไปด้วยเื่ไร้สารัตถประโยชน์แก่ส่วนรวมเสพสุขมัวเมากามคุณ การพนันตีไก่ ชนวัว ปรนเปรอเหล่าเสือหลวงเพิ่มเงินภาษีจนอาณาประชาราษฏร์อดอยากไปทุกหย่อมหญ้า โจรผู้ร้ายชุกชุมทั่วทุกหัวเมืองดังนี้แล้ว พวกเราจำต้องกระทำเพื่อชาติ ประชาชน และบ้านเมืองจักได้วัฒนาสถาพรไม่เป็เหตุให้ฝรั่งต่างชาติมากล่าวอ้างเพื่อยึดครองเป็อาณานิคมอย่างมะละกาหรือฮ่องกง”
“เมื่อสหายเห็นพ้องต้องกับอุดมการณ์ของกระผมดังนี้ก็พึงเร่งวางแผนแต่โดยไว เพียงยังขาดกำลังสนับสนุนทั้ง คน เงิน ความคิดเท่านั้น ” หมอหลงมีความหวังมากขึ้น
“ ข้อนั้นท่านมิต้องกังวล เป็ธุระของกระผมเอง จักไปเกลี้ยกล่อมทหารหนุ่ม ๆตามหัวเมืองและกองกำลังที่สำคัญต่าง ๆ มาเข้าร่วมก่อการใหญ่นี้ให้จงได้ ”หมอฮัจย์รับอาสาอย่างมั่นใจ
ณห้องประชุมลับแห่งหนึ่ง
“ ขอให้เราเริ่มประชุมกันเถิด วันนี้ตรงกับวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1912
ระเบียบวาระที่1 ประธานแจ้งให้ทราบ
ั้แ่การประชุมครั้งแรกจนบัดนี้เป็การประชุมครั้งที่ 7เรามีสมาชิกเข้าร่วมแล้วจำนวน 80 คน
ระเบียบวาระที่ 2 สืบเนื่องจากการประชุมครั้งที่แล้วคือเื่ระบอบการปกครองใหม่ที่จะให้เป็แบบสาธารณรัฐอย่างจีนหรืออเมริกาอย่างหนึ่งกับให้เป็แบบกษัตริย์ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างอังกฤษหรือญี่ปุ่นอีกอย่างหนึ่งซึ่งยังลงมติกันมิได้นั้น จึงยกยอดมาในการประชุมครั้งนี้ ขอให้ทุกคนลงมติได้
ผู้ใดเห็นว่าควรใช้ระบอบสาธารณรัฐ ยกมือ ร.ต.ชุ่มช่วยนับคะแนนด้วย ”
“ ได้ หกสิบ ในแปดสิบเสียงครับ ”
“ ผู้ใดเห็นควรให้ใช้ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ยกมือ ”
“ ได้ ยี่สิบ ในแปดสิบเสียงครับ ”
“ สรุปคะแนนเสียงส่วนใหญ่ ให้ใช้ระบอบสาธารณรัฐแต่เดิมข้าพเ้าปรารถนาให้เราคงรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้โดยให้กฎหมายรัฐธรรมนูญอยู่สูงสุดเฉกเช่นอังกฤษแลญี่ปุ่น ครั้นมติที่ประชุมเป็ดังนี้ ข้าพเ้าก็คงมิอาจขัดได้ ” ขุนพิทักษ์ทวยหาญประธานในที่ประชุมกล่าวด้วยสีหน้าอึดอัดขัดข้อง
“ระเบียบวาระที่สาม เื่เสนอเพื่อพิจารณา ผู้ใดจะเสนอบ้าง เชิญหมอฮัจย์ครับ ”
“เรียนท่านประธาน และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน
การคิดปฎิวัติครั้งนี้เป็เื่ใหญ่ เป็เื่ความเป็ความตายเมื่อเป็เช่นนี้จึงขอให้สมาชิกได้แสดงความสัตย์ต่อกันว่าจะไม่คิดทรยศหักหลังกันเอง ขอให้สมาชิกทุกคนให้สัตยาบันว่าจะซื่อสัตย์ต่อกันทุกเมื่อ ทุกโอกาส ทุกนาทีโดยยอมพลีชีวิตเพื่อความเจริญก้าวหน้าของชาติบ้านเมืองมิหวังผลอันมิชอบเพื่อการส่วนตัวด้วยประการทั้งปวง ”
หมอฮัจย์กล่าวจบก็ให้สัญญาณแก่พนักงานเชิญขันน้ำมนต์ทองคำภายในมีมีดหมอ ะุปืนแช่น้ำไว้ นำมาแจกจ่ายให้ทุกคนดื่มแล้วกล่าวคำสัตย์สาบานต่อกัน
“ ผู้ใดจะเสนอเื่ต่อไป...เชิญร.ต.ท้วมเสนอได้ ”
“เรียนท่านประธานและสมาชิกเนื่องด้วยกระผมได้ชักชวนเพื่อนคนหนึ่งเข้าร่วมเป็สมาชิกไว้นานแล้ว ผู้นั้นคือหลวงสินาดโยธาเทพ ซึ่งกำลังจะเดินทางไปรับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารปืนใหญ่ ที่ 77 เมืองเมาะตาเวียกระผมเชื่อว่าเขาจะเป็กำลังสนับสนุนให้เราในเขตหัวเมืองใต้อย่างดียิ่งจึงเสนอเพื่อโปรดพิจารณา ”
“ ขอคัดค้านครับ” สมาชิกคนหนึ่งยกมือ
“ เชิญ ร.ต.เดชแสดงความเห็นคัดค้าน ”
“หลวงสินาดโยธาเทพผู้นี้ ข้าพเ้ารู้นิสัยใจคอดี ด้วยเคยเป็ศิษย์วัดมาด้วยกัน เขาเป็คนน่ากลัว ไม่น่าไว้วางใจ นิสัยโลเลพูดจาไม่แน่นอน ไม่จริงใจ ชอบให้ร้ายป้ายสีถ้าเอามาเป็พวกก็เกรงจะเป็ภัยแก่การปฎิวัติครั้งนี้ได้นะขอรับ ”
คำคัดค้านของ ร.ต.เดช ทำให้สมาชิกเริ่มลังเล เพราะบุคคลิกของ ร.อ.หลวงสินาดโยธาเทพ ตามที่ ท่านเลขาฯได้อ้างมานั้น แสดงให้เห็นชัดเจนว่าบุคคลผู้นี้ มิใช่นักปฎิวัติ !!!
“ มีผู้ใดจะเสนอเื่ใดอีกหรือไม่....ในเมื่อไม่มีแล้ว ก็ขอปิดประชุม ”
ณเรือนจำพิเศษบำราบปัจนึก
นักโทษชาย หลงศรีตรัง หรืออดีต ร.อ.ขุนพิทักษ์ทวยหาญถูกนำตัวผ่านกำแพงคุกและประตูเหล็กในแดนต่าง ๆ ผ่านห้องขังนักโทษนับสิบห้องท่ามกลางสายตาเยียบเย็นของนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ที่มองลอดกรงเหล็กหนาหลายหุนมายังเขาเหมือนจะต้อนรับสมาชิกใหม่ จนมาถึงห้องขังหมายเลข 333 หมอหนุ่มก็เข้าไปนั่งทบทวนตัวเองหลังจากกุญแจประตูถูกล้อคโดยผู้คุม
เสียงจิ้งจกร้องทักจุ๊ๆ ๆ ๆ กังวานทั่วห้องขังมันช่างเหมือนเช้าวันนั้น...หมอหลงคิดหวนไปในอดีต
27กุมภาพันธ์ 1912 ณ ห้องประชุมลับ
“ เื่ที่พิจารณาในวันนี้คือการแบ่งหน้าที่ให้ฝ่ายต่าง ๆ รับผิดชอบ
สำหรับงานด้านเสนาธิการและวางแผนให้ ร.ต.เชื้อ พลวิวัฒน์ รับผิดชอบ ส่วนงานด้านออกแบบเครื่องหมายต่างๆของคณะและอาณัติสัญญาณ ให้เป็หน้าที่ของ ร.ต. ม.ร.ว. แจ้ รามัญวงศ์
และเื่วิธีการอันจักกระทำต่อองค์แสนฟ้าเ้าเหนือหัวเพื่อให้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญนั้น
ในการปฎิวัติครั้งนี้จุดมุ่งหมายอันใหญ่ยิ่งของคณะปฏิวัติ ก็คือไม่้าให้มีการนองเือย่างปฎิวัติในฝรั่งเศส และอังกฤษในสมัยพระเ้าหลุยส์ที่16หรือการปฎิวัติโค่นล้มราชวงศ์แมนจู และการปฏิวัติในรัสเซียเว้นแต่ว่าหลีกเลี่ยงมิได้...”
ขุนพิทักษ์ยังกล่าวไม่ทันจบจู่ ๆ ก็มีเสียงจิ้งจกทักขึ้นมาในห้องประชุม
และโดยไม่คาดคิดหลวงสินาดโยธาเทพก็เข้ามาในห้องประชุม ท่ามกลางความประหลาดใจของสมาชิกร.ต.ท้วมรีบลุกขึ้นไปต้อนรับสหายรัก
แทบจะทันทีที่หลวงสินาดก้าวมาในที่ประชุมเกิดปรากฎการณ์แปลกประหลาด คือกาน้ำชาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเกิดแตกโพล๊ะเป็สองท่อนขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุทุกคนถึงกับตกตะลึง และพากันเข้าใจว่า น่าจะเป็ลางร้าย แต่ ร.ต.เดช ได้พยายามพูดจากลบเกลื่อนไปในทางที่ดีและเป็สิริมงคลเสียทั้งหมดจึงได้คลายวิตกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และประชุมกันต่อไป และมีพิธีสาบานโดยเอาลูกะุปืนแช่ในเหยือกน้ำ พร้อมกับคำสาปแช่งอย่างร้ายแรงว่า "ทุกคนจะต้องสุจริตต่อกัน ผู้ใดคิดการทรยศต่อคณะนี้จงพินาศ " จากนั้นก็รินน้ำสาบานให้ทุกคนดื่ม
ขุนพิทักษ์ทวยหาญ ( หมอหลง ศรีตรัง )ประธานในที่ประชุม ได้ชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ในการปฎิวัติครั้งนี้ และแผนการต่าง ๆให้สมาชิกใหม่ทราบ โดย ร.อ.หลวงสินาดโยธาเทพ มีความขัดข้องใจเื่ราชวงศ์เฉลิมฟ้าเกรงว่าจะกระทบกระเทือน ทำให้ประชาชนไม่พอใจ หมอหลงก็ได้อธิบายว่า
" มันเป็ความจำเป็ เพราะทั่วโลกเขาก็ทำกันอย่างนี้เพราะบ้านเมืองเต็มไปด้วยความยากจน ในราชสำนักนั้นก็ฟุ้งเฟ้อไม่ผิดอะไรกับราชสำนักของพระเ้าหลุยส์ที่ 16 การกระทบกระเทือนย่อมต้องมีบ้างเพียงแต่พระมหากษัตริย์ลดพระราชอำนาจลงมาอยู่ ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญเท่านั้นสำหรับประชาชนนั้นจะได้แถลงนโยบายให้ทราบโดยทั่วกันและพวกเขาทุกคนน่าจะพอใจที่จะได้ปกครองตนเอง ตามระบอบประชาธิปไตยซึ่งคงไม่มีปฎิกิริยาจากประชาชนเป็แน่ ..."
จากนั้นจึงจับสลากหาตัวผู้บุกเข้าไปจับตัวพระเ้าแสนฟ้าดาหงันในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ณ ปราสาทเทพบิดรวัดพระแก้วเมืองแมน ส่วนกองกำลังทหารที่เหลือจะเข้าจับกุมบรรดาข้าราชการทั้งหมดผลออกมาเหมือนเป็ลิขิตของฟ้าที่จะนำหายนะมาสู่คณะปฏิวัติเพราะผู้ที่จับสลากได้คือ หลวงสินาดโยธาเทพ !!!???
ณ พระราชวังอกานันดอ
“ เราขอบใจเ้ามาก หลวงสินาดโยธาเทพ ที่นำความมาบอกให้เรารู้ตัวก่อนถือเป็ความชอบใหญ่หลวงนัก นับแต่นี้ เ้าได้รับบรรดาศักดิ์เป็พระยากำแหงหาญสังกัดกองทัพหลวง รับใช้ใกล้ชิดเราตลอดไป
เฮ้ยพวกเ้าจงนำกำลังแยกไปเก้าสาย จับกุมตัวไอ้พวกก่อการมาให้หมดเราจักให้มันรู้รสชาติของการฏว่าเป็เยี่ยงไร ” พระเ้าแสนฟ้าดาหงันผู้รอดจากเงื้อมมือมัจจุราช สั่งพวกข้าหลวง
ผู้ก่อการปฏิวัติคนแล้วคนเล่า ที่ถูกทหารแลพวกกรมตรวจลากตัวไปเพราะทุกคนมิได้ตระเตรียมทางหนีไว้เลย ด้วยไว้วางใจในหลวงสินาดว่าคงมิทรยศ
“ หมอหลง ตื่น ๆมีญาติมาเยี่ยมแล้ว ” เ้าหน้าที่เรือนจำมาปลุก
หมอหลงตื่นจากฝันลุกไปล้างหน้าล้างตาแล้วก็เดินตามเ้าหน้าที่ออกไปห้องพบญาติ เบื้องหน้าเขานั้นคือภรรยาและลูกสุดที่รัก มายืนเกาะลูกกรงหน้าห้องเยี่ยม น้ำตาของคุณนายนองหน้าลูกสาวก็ร้องคร่ำครวญหาพ่อ ในยามนี้แม้หมอหลงอยากจะเอื้อมมือไปปาดน้ำตาเมียและลูบหัวลูกก็กระทำมิได้ด้วยถูกกางกั้นด้วยลูกกรงตาถี่ ได้แต่สั่งเสียว่า “ ปาหนัน เธอจงพาลูกหนีไปหาอากง อาม่าที่เมืองตรังนะ ญาติของฉันในเมืองสยามยังพอมีที่ทรงอำนาจอิทธิพลคงพอคุ้มครองเธอกับลูกได้บ้าง อย่าเป็ห่วงฉัน ชายชาติทหาร เมื่อกระทำแล้วก็ต้องกล้ารับ ต่อไปก็จงส่งเสียเลี้ยงดูลูกให้ดี ให้ได้รับการศึกษาสูงที่สุดคงมีแต่ความรู้เท่านั้น ที่ฉันอาจมอบเป็มรดกแก่ลูก ไปเสีย หากเนิ่นช้า อาจจะมีภัย ”
“ หมดเวลาเยี่ยมแล้ว กลับได้ ”
หมอหลงเดินตามเ้าหน้าที่เรือนจำจากไปโดยมีเสียงร่ำไห้ของลูกเมียอยู่เื้ั
บนเรือโดยสารลูน่ามารีน
บัดนี้ท้องทะเลอันดามันปั่นป่วนด้วยเกลียวคลื่น มองไปใต้ท้องน้ำนั้นเล่าก็มืดมนด้วยความลึก คล้ายกับชีวิตของคนตระกูลศรีตรังในยามนี้ โอ้ อนาคตของเราแม่ลูกจะเป็อย่างไร ปาหนันครุ่นคิดอยู่ริมกราบเรือที่โดยสารมา
15 พฤษภาคม ค.ศ.1912 ท่าเรือกันตัง อำเภอเมืองตรัง * สยามประเทศ
ปาหนันและลูกสาวพูดคุยกับคนที่มารับแล้วขึ้นรถยนต์ไปด้วยกัน
ที่คฤหาสน์ตระกูลเติ้งเ้าสัวและคุณนายรอต้อนรับสะใภ้และหลานสาวอยู่หน้าประตูอันสวยหรู
“ ไหว้อากง อาม่าสิลูก ” ปาหนันกล่าว
“ จ้า กินข้าวกันมาหรือยังล่ะ ” อาม่าถามโสมสุดาด้วยหน้าตายิ้มแย้มเปี่ยมด้วยเมตตา “มีต้มกระดูกหมูเกี่ยมฉ่ายลื้อไปกินสิ อยู่ข้างในครัวน่ะ “ แล้วก็พาหลานสาวเข้าครัวไป
“ ท่านเ้าสัวขอรับ ๆ ” คนรับใช้กระหืดกระหอบเข้ามารายงาน
“ กระไรรึ นายช้วน ”เ้าสัวหันหลังกลับจากสะใภ้รอฟังคำตอบ
“ มีโทรเลขมาจากโซวันนา แจ้งว่าคุณหมอหลงหายตัวไปจากเรือนจำแล้วหลังจากเหตุไฟไหม้เรือนจำเมื่อสองวันก่อนขอรับ จนบัดนี้ยังไม่มีวี่แวว ”
“ ท่านขุนหายตัวไป !!!??? ” ปาหนันอุทานด้วยความใระคนกับความดีใจที่หมอหลงพ้นออกจากคุกเสียได้ แต่ก็อดเป็ห่วงมิได้
“ ขอบใจมาก แล้วคอยติดตามข่าวมารายงานอย่าได้ขาดนะ ”เ้าสัวมีสีหน้าราบเรียบ ราวกับมิได้แปลกใจในการหายตัวไปของลูกชายเลย
หมายเหตุ *
ในปีค.ศ.1912 หรือ พ.ศ.2455 ตัวเมืองตรังยังตั้งอยู่ที่กันตัง ต่อมาปี 2458 จึงย้ายไปอยู่ที่ตำบลทับเที่ยงอำเภอบางรัก ที่เป็ตัวอำเภอเมืองตรังในปัจจุบันนี้