ตอน 8 มุมมองแปรเปลี่ยน
"เพราะพวกเขาหวาดกลัวท่าน ชื่อเสียงของท่านเลื่องลือขจรไกล อำนาจล้นมือ ตัดสินคนด้วยวาจา มีใครบ้างในแคว้นทั้งสี่ที่ไม่กลัว มันจะใช่ความเกรงขามั้แ่เมื่อใด "คำพูดของนางทำเขาตาสว่าง แทนที่จะโกรธเคือง ไฉเฉิงผู้มีปัญญากลับรับฟังมาพินิจพิจารณา
"เอาล่ะ ต่อจากนี้สำนักอวิ๋นเทียนของข้าจะรับพวกเ้าไว้เอง ไม่จำเป็ต้องอยู่ในไพรหญ้า หลบซ่อนจากฝูงชน "เพื่อให้ทุกคนผ่อนคลายลง เขาเพียงยืนให้อาภรณ์พลิ้วไหวตามแรงลม ลดมือทั้งสองที่ไขว้ขัดหลังลง
คำพูดนั้นเพียงประโยคเดียว เป็ดั่งเครื่องตราที่คืนชีวิตพวกนางสู่โลกกว้าง นำพาแสงสว่างแห่งความหวังสู่ชาวยากไร้
“ที่แท้... เขาผู้นี้... ก็ไม่ได้ร้ายกาจอย่างข่าวลือ”
“ชายผู้บิดเบียนทุกคำตราหน้า หลีกหนีทุกความวุ่นวายของราชสำนัก ไม่เกลือกกลั้วสินบน ช่วยฝ่าาปกครองโฮ่วฉินอยู่เื้ั คงเป็เขาผู้นี้เท่านั้น” ชู่ตันหรงมองเขาเปลี่ยนไปมาก
จากที่เริ่มแรกเดิมที นางมองเขาเป็เ้าอวิ๋นเทียนผู้ยิ่งใหญ่ไม่ต่างอะไรกับที่คนหมู่มากขนานนามเติมแต่ง บัดนี้ชู่ตันหรง ได้มองเ้าอวิ๋นเทียน เป็เพียงโจวไฉเฉิงเท่านั้น
“ส่วนเ้า... ยังติดค้างข้า 10000 ตำลึง” ไฉเฉิงซ่อนแผนแยบยล หาทางดึงนางเข้ามาเป็พวกจนได้
"ห่ะ!! 10000 ตำลึงนี่นะ ข้าจะไปทำงานที่ไหน ถึงจะหาเงินได้มากขนาดนั้น "
“ข้ารับไว้ไม่ไหวหรอกนะ มิสู้ท่านเอาชีวิตข้าไปเลยเถอะ” จากที่กำลังมองเขาในแง่ดี ตันหรงเปลี่ยนสีหน้าเป็ยิ้มเจื่อนแทบไม่ทัน
“ข้าจะเอาชีวิตของเ้ามาทำไมกัน ไร้ประโยชน์” หาคำพูดใดที่เ็ากว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
"นี่คงหมายความว่า ท่านยังมีใจไว้ชีวิตข้าสินะ "นางกอดอกพูดบ่นพึมพำ
“เก็บข้าวของ ของเ้าให้พร้อมซะ ข้าจะรอพาเ้าและคนของเ้ากลับอวิ๋นเทียนพร้อมกัน” นี่คือคำสั่งที่ออกจากปากไฉเฉิงผู้ไม่เคยง้อใคร
“ขะ ข้านี่นะ แล้วท่านจะให้ข้าไปทำอะไรที่อวิ๋นเทียน” ตันหรง งงเข้าไปใหญ่
"จำเอาไว้ จากนี้ เ้าคือคนของอวิ๋นเทียน เชื่อฟังคำสั่งข้า ถือซะว่านี่เป็การใช้หนี้ที่ติดค้าง เพื่อแทนคุณก็แล้วกัน "
"เหอะ คำก็บุญคุณ สองคำก็บุญคุณ น่าเบื่อจริงๆ " แม้ปากจะพร่ำบ่นไม่หยุด แต่นางก็จำต้องย่ำเท้าเข้าเพิงไม้เล็กๆ เก็บข้าวของที่มีเพียงน้อยนิด เดินต้อยตามกันไปกลับอวิ๋นเทียนเป็ขบวน
*ั้แ่นั้นเป็ต้นมา สำนักอวิ๋นเทียนก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก จากที่เดิมทีอวิ๋นเทียนไม่ยินยอมรับสตรีเป็ศิษย์*
**********
“ท่านพ่อ... ไท่จื่อน้อยตื่นแล้วขอรับ” ทันทีที่เขากลับถึงสำนัก เื่ใหม่ก็เกิดขึ้นให้แก้ไข
"อ๊ากกกกกกกกก ง๊ากก ว๊าก "เสียงกรีดร้องของเด็กแปดขวบดังลั่น
ข้าวของในห้องพังทลาย แจกันแก้วแตกละเอียด แต่ไฉเฉิงก็ไม่ใส่ใจนัก เขารีบพังประตูเข้าโอบกอดองค์ชายน้อย ลูบหลังหัวปลอบประโลมอย่างอบอุ่น
“ที่แท้... เขาก็อบอุ่นมากทีเดียว” ตันหรงเข้านอกออกในได้ง่าย เดินตามติดไฉเฉิงเป็เงา โดยที่ไม่มีผู้ใดกล้าขัด
“ท่านแม่!!!ท่านแม่ของข้าล่ะ คืนท่านแม่มา” ชวนเฉวียนอั่งสติแตก เพียงเพราะก่อนหลับใหลไปเขาพบภาพะเืขวัญ มารดาเสียเืมาก สิ้นใจตายต่อหน้าต่อตา
“ไท่จื่อ... ข้าโจวไฉเฉิง อยู่ข้างท่าน ที่นี่เป็สำนักอวิ๋นเทียน เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของท่าน ที่นี่จะไม่มีใครทำอันตรายท่านได้เด็ดขาด” ไฉเฉิงพยายามสรรหาคำพูดเพื่อทำให้เขาสงบสติอารมณ์ลง
“โจวไฉเฉิง... ให้เป็หน้าที่ของข้าเถอะ บางทีไท่จื่อน้อยอาจจะ้าไออุ่นของสตรี” เห็นผู้อื่นเดือดร้อนต่อหน้า ชู่ตันหรงทนไม่ได้อีกต่อไป นางเสนอตัวมอบกอดที่แสนอบอุ่นให้ไท่จื่อน้อยด้วยตัวเอง
“นี่เ้า!!!กล้าเรียกชื่อเต็มของเ้าอวิ๋นเทียนได้ยังไงกัน!!” หลงชิงเจ๋อโกรธเคือง ส่งเสียงตำหนินางเล็กน้อย
*ธรรมเนียมจีนโบราณ หากไม่สนิทสนม จะเรียกเพียงยศศักดิ์ หรือต่ำแหน่งเทียบเท่า หลีกเลี่ยงการเอ่ยนามเต็ม*
“ปล่อยนางเถอะ เพียงแค่ชื่อ ข้าไม่ใส่ใจนัก หากนางสบายใจจะเรียก ข้าไม่ขัดข้อง สิ่งที่ข้าให้ความสำคัญคือจิตใจของไท่จื่อ” ไฉเฉิงห้ามปรามชิงเจ๋อไว้ทัน เฝ้ามองวิธีที่นางใช้ปลอบประโลมผู้อื่น
“ท่านคือไท่จื่อแห่งโฮ่วฉินใช่หรือไม่” คำพูดแรกที่นางเลือกใช้กลับต่างออกไป นางช่างจิตวิทยาสูงส่ง นางเรียกสติผู้ฟุ้งซ่านด้วยการย้ำถามชื่อเสียงและตัวตน
“ใช่... ข้าชวนเฉวียนอั่ง โอรสเพียงหนึ่งเดียวของเสด็จพ่อ” เด็กน้อยเบาใจลง ยอมปาดน้ำตาพูด
“แล้วเ้าล่ะ คือผู้ใด ใช่คนที่มากับมารดาปีศาจที่จะมาเอาชีวิตข้าใช่หรือไม่” เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยความไร้เดียงสา
“ข้าผู้น้อยชู่ตันหรง เป็สตรีผู้ที่ไม่มีผู้ใดประสงค์ดีด้วย...” คำตอบของนางชวนให้ชวนเฉวียนอั่งสงสัย
“เหตุใดจึงใช้คำว่าไม่มีผู้ใดประสงค์ดี... คนเรานั้นเกิดมาย่อมต้องมีผู้คอยรองรับ และดูแลมิใช่หรือ” คำถามของไท่จื่อช่างฉลาดคิดฉลาดถาม
“เพราะข้าไร้ประโยชน์ยังไงล่ะ จึงไม่มีผู้ใด้าข้า... ท่านเห็นหรือไม่ ว่าข้าเป็เพียงประชาชนคนธรรมดายังไม่มีคนประสงค์ดี ชีวิตน้อยๆ ของท่านก็เช่นเดียวกัน บัดนี้ท่านเป็ถึงไท่จื่อน้อยผู้เป็ใหญ่ในเขตแคว้น เบื้องหน้าท่านต้องอยู่เหนือคนนับแสน จะให้รอบกายมีแต่ผู้ประสงค์ดีคงเป็ไปมิได้”
"ดังนั้น ท่านจะอยู่รอดได้ดีก็ต่อเมื่อท่านฉลาดเรียนรู้และไตร่ตรอง... "คำพูดที่แฝงคำสอนของนาง ทำให้ไท่จื่อน้อยได้คิด น้ำตาที่ไหลเอ่อจากเบ้าโดยไร้สติค่อยๆ หยุดลง
“หากวันนี้ท่านยังไม่แข็งแรงพอ ที่จะต่อสู้และยืนหยัด จงหลบพิงอยู่ที่แผ่นหลัง และซุกลงที่อ้อมกอดของข้า ชู่ตันหรงเชื่อว่า วันข้างหน้าท่านต้องเป็ใหญ่ได้แน่” นางมอบอ้อมกอดที่แสนอุ่นให้เด็กน้อย เหมือนกับว่าพี่สาวกำลังโอบกอดน้องเล็กด้วยใจจริง
“ผู้ใดกัน... ที่ทำให้เ้ากล้ารู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์...หากคนเช่นเ้าไร้ประโยชน์ ทั่วหล้านี้...ผู้ใดจะมีประโยชน์ได้อีกเล่า” ไฉเฉิงกอดอกเบิ่งตามองพวกเขาทั้งสอง พลางพร่ำพูดในใจด้วยความเอ็นดูนาง
“หึ... เลือกไม่ผิด ข้ามองคนไม่ผิด มีนางข้างกาย ไว้หยิบยืมใช้ประโยชน์ก็ไม่เลว” ไฉเฉิงยิ้มมุมปากเล็กน้อย ราวกับว่าภูมิใจที่เลือกนางมาอยู่ข้างกายเป็ที่สุด
“แม่นางชู่ตันหรง...เช่นนั้นท่านชายทั้งสองคือผู้ใด” เมื่อเด็กน้อยเบาใจลง เขาคลายตัวออกจากกอดอุ่น เหลือบตามองชายร่างใหญ่สองคนที่เพ่งมองไม่กะพริบตา
“ฮืม... พวกเขาคือคนที่ปรารถนาดีกับท่าน ทั่วเมืองและเขตแคว้น ไม่มีใครที่หวังดีกับท่านเท่าเขาทั้งสองแล้วล่ะ” ตันหรงอธิบายได้ดี
“ชิงเจ๋อ... หยิบราชโองการมา” ถึงเวลาที่ราชโองการต้องถูกเปิดเผย ป่าวกระกาศทั่วกัน
หลังจากที่อ่านราชโองการให้ไท่จื่อน้อย ได้รับรู้อย่างสัจจริง ก็ถึงคราวที่ต้องแนะนำตัวกันหน่อย
“ท่านผู้นี้คือ โจวไฉเฉิง เ้าแห่งอวิ๋นเทียน ผู้ถือครองตราพยัคฆ์ ควบคุมตำหนักทั้งเจ็ด อีกทั้งบัดนี้มีหน้าที่สำเร็จราชการแทนท่านเป็การชั่วคราว”
“ส่วนข้าผู้น้อย หลงชิงเจ๋อ หัวหน้าฝ่ายในแห่งอวิ๋นเทียนขอรับ”
ยุวกษัตริย์จำเป็ต้องรู้เื่ตื้นลึกหนาบางของวังหลวงให้ได้มากที่สุด เพื่อความรวดเร็วต่อการควบคุมสถานการณ์
พวกเขาทั้งสองใช้เวลากว่าครึ่งค่อนคืน เอ่ยกล่าวเื่ซับซ้อน ไล่อธิบายอย่างช้าๆ ให้เด็กวัยแปดขวบฟัง แต่โชคดีที่ไท่จื่อปราดเปรื่องสมกับเป็โอรส์ พวกเขาจึงไม่เหนื่อยมากนัก
"ที่แท้... วังหลวงก็ซับซ้อนถึงขั้นนี้เลยเหรอ... ข้าคิดมาโดยตลอดว่า...ผู้ที่ใช้ชีวิตในรั้ววัง จะสุขสบาย เสวยสุขสำราญใจ "ตันหรงนั่งมือน้อยเท้าเกยคางฟังั้แ่ต้นจนจบ จวบจนฟ้าสาง
"ชู่ตันหรง... ในเมื่อเ้ารู้ความลับของอวิ๋นเทียนและราชสำนักมากขนาดนี้ ข้าคงจะปล่อยเ้าไปมิได้ จากนี้ระหว่างข้าและเ้า มิใช่เพียงแค่บุญคุณต้องทดแทน แต่เ้าต้องรั้งอยู่ข้างกายข้า เพราะเ้าล่วงรู้ความลับมากเกินไป "
"หวังว่าเ้าคงเข้าใจความหมายของข้า "
“เมื่อไหร่ที่เ้าจากไป นั่นหมายความว่า... ความลับที่เ้ารู้จะต้องถูกฝังไปพร้อมร่างเ้า ซึ่งผู้ที่เขี่ยดินกลบหลุมของเ้า คือข้า!!!”
*คำพูดแฝงคำเปรย แม้ฟังเพียงผิวเผินอาจจะดูเหมือนข่มขู่ แต่ประโยคเมื่อครู่สองแง่สองง่าม เปรียบดั่งสุภาษิตจีนที่มีความหมายแฝงั้แ่ยุคโบราณดังนี้*
*จีนโบราณ หากตาย ผู้ฝังศพ คือสามี ภรรยา หรือบุตรเท่านั้น หากไม่มีความผูกพันลึกซึ้ง จะไม่มีการกลบฝัง *
“อย่าบอกนะว่า... เขาหลงรักข้าเข้าแล้ว”
"นี่คงเป็วิธีแสดงความรักของคนปากไม่ตรงกับใจเช่นไฉเฉิงสินะ " แน่นอนว่าตันหรงตีความไปผิดๆ ทั้งที่เขาแค่จงใจจะใช้ประโยชน์จากความเฉลียวฉลาดของนางเท่านั้น