บทที่ 7
โรงเรียนเก่า
“เอาล่ะถึงแล้ว”
เขาพูดขึ้นหลังจากที่ถอยรถเข้าไปจอดในซองเรียบร้อยแล้วจากนั้นก็หันมามองฉันที่กำลังทำหน้าบูดบึ้งอยู่แล้วเขาก็หลุดหัวเราะออกมาเหมือนจะขำที่ฉันทำหน้าบึ้งตึงประท้วงเขาแบบนี้ฉันเลยเอ่ยถามเขาเสียงแข็ง
“ขำอะไรคะ? ( - _ - * )”
“ปะ เปล่านี่ ใครขำอะไร? ไม่มีสักหน่อย”เขาหลบสายตาพยายามกลั้นขำแบบที่ดูก็รู้แล้วว่าฝืนมากพร้อมทั้งปลดเข็มขัดนิรภัยออก“เอ้า ลงได้แล้ว มาถึงที่แล้วจะมัวนั่งแกร่วอยู่ในรถทำไมล่ะ?”
“แล้ว...พาฉันมาที่นี่ทำไมคะ?” ฉันถามก่อนจะมองไปยังป้ายใหญ่ๆที่แปะหราอยู่หน้าสถานที่ที่เขาขับรถพาฉันมา
‘โรงเรียนศิวพัฒน์’
ใช่เขาขับรถพาฉันมาที่โรงเรียนที่ฉันไม่เข้าใจเลยว่าเขาจะพาฉันมาทำไมแต่ถ้าให้เดาฉันว่าที่นี่คงจะเป็...
“โรงเรียนที่เราเรียนด้วยกันก่อนที่เธอจะเสียความทรงจำไง”เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบาลงพอหันไปมองก็เห็นเขาหลับตาพริ้มเหมือนกำลังรำลึกความทรงจำอยู่ฉันที่เห็นแบบนั้นถอนหายใจออกมาเบาๆด้วยความรู้สึกที่หลากหลายแล้วก็ยอมปลดเข็มขัดนิรภัยออกแต่โดยดี
ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะเข้าไปเพราะว่ามีความทรงจำร่วมกับเขาหรอกนะเพียงแต่ฉันคิดว่าถ้าเข้าไปข้างในแล้วอาจจะพอนึกเื่ในอดีตออกบ้างก็ได้เท่านั้นเอง
“งั้นก็เข้าไปกันเถอะค่ะ”ฉันถือวิสาสะเปิดประตูและเดินลงจากรถของเขา เขาเลยรีบเปิดประตูเดินตามฉันลงมาโดยไม่ลืมกดล็อครถและฉันกับเขาก็เดินเข้าไปในโรงเรียนด้วยกัน
บรรยากาศภายในโรงเรียนแห่งนี้นั้นร่มรื่นมากเพราะทางโรงเรียนมีการปลูกต้นไม้ปกคลุมไว้ตลอดสองข้างทางเวลาที่เดินก็จะได้ัักับบรรยากาศธรรมชาติทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ระหว่างที่ฉันกับเขากำลังเดินสำรวจไปตามที่ต่างๆก็เดินสวนกับนักเรียนโรงเรียนนี้ประปราย แน่นอนว่าพวกเราตกเป็เป้าสายตาพอสมควรเพราะฉันเองก็ใส่ชุดนักเรียนของโรงเรียนอื่นแถมเขาเองก็ยังหน้าตาดีขนาดที่ว่านักเรียนสาวๆ เห็นแล้วต้องเหลียวมองตามหลังตลอดแถมฉันยังได้ยินเสียงกรี๊ดไล่หลังมาด้วย
ว่าแล้วก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิดอีกแล้วสิไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแต่หงุดหงิดขึ้นมาจนได้ทำไม่นี้ฉันถึงขี้หงุดหงิดแบบนี้ก็ไม่รู้ สงสัยเพราะถูกสายตาคนอื่นมองแน่เลยๆมั้ง? ( - _ - * )
“ไงมาถึงนี่แล้วพอจะจำอะไรได้บ้างหรือยังล่ะ?” เขาถามขึ้นระหว่างที่กำลังเดินไปตามทางเดินที่ทอดยาวเข้าไปในโรงเรียน
“อย่าคิดว่าปุบปับความทรงจำมันจะกลับมาสิคะความทรงจำนะคะไม่ใช่ USB จะได้เสียบปุ๊บจำได้ปั๊บ”
“คราวที่แล้วก็ทีนึงแล้วเทียบกับตอนม.ต้นแล้วเธอนี่จิกกัดเก่งขึ้นเยอะเลยนะ ไอริน” เขาได้ยินฉันพูดแบบนั้นถึงกับหลุดหัวเราะออกมาก่อนที่รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจะกลายเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์แบบที่ดูมีเลศนัยสุดๆแล้วเขาก็เอ่ยพูดกับฉันด้วยแววตาที่สุดแสนจะซุกซน
“เธอบอกว่าความทรงจำไม่ใช่USB ที่เสียบปุ๊บจำได้ปั๊บใช่ไหม? แต่ฉันยังไม่ได้ลอง ‘เสียบ’ เธอเลยนี่ ถ้าอย่างนั้นขอฉันลอง ‘เสียบ’ เธอหน่อยได้ไหมล่ะ?เผื่อลองเสียบแล้วความทรงจำเธอมันจะกลับมา”
กรี๊ดดดดด!อีตาบ้า! อีตาลามก! อีตาทะลึ่ง!อีตาโรคจิต!
มาล้อเล่นแบบนี้ได้ยังไงยะ!? ฉันเป็ผู้หญิงนะ! ( > //// < * !!! )
“ฝันไปเถอะค่ะ!” ฉันรีบหันไปมองค้อนและยกมือขึ้นหมายจะทุบอกเขาแรงๆ แต่แขนยาวๆของเขาก็ยื่นมือออกมาจับมือฉันเอาไว้ก่อนด้วยรอยยิ้มแบบคนที่เหนือกว่าฉันเลยทำได้เพียงแค่มองค้อนคนขี้โกงที่ยักไหล่อย่างไม่รู้สึกรู้สาอยู่ตรงหน้าเท่านั้นแต่ก่อนที่ฉันกับเขาจะได้ทำอะไรต่อนั้นเสียงของใครคนหนึ่งก็เรียกชื่อของฉันกับเขาไว้
“พวกเธอ...จินตภพกับไอรินหรือเปล่า?”
ฉันกับเขาหันขวับไปมองเ้าของเสียงพร้อมกันเ้าของเสียงที่เรียกชื่อของฉันกับเขาเป็หญิงสาวที่ดูจะมีอายุราว 30 กว่าๆเห็นจะได้ และปฏิกิริยาตอบสนองของฉันกับเขาก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในขณะที่ฉันทำหน้างงๆ เขากลับยิ้มและพูดคุยกับคนที่เรียกชื่อของพวกเราอย่างสนิทสนม
“ครูแก้ว! สวัสดีครับ ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี คุณครูสบายดีไหมครับ?” เขายกมือไหว้ครูแก้วด้วยท่าทีเคารพฉันก็เลยรีบยกมือไหว้ตามเขาแก้เก้อไป
“ครูสบายดีจ้ะพวกเธอนั่นแหละสบายดีหรือเปล่า? กลับมาเยี่ยมโรงเรียนด้วยกันเหรอ?”ครูแก้วพูดกับพวกเราด้วยรอยยิ้ม แสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมที่มีต่อกันมากพอสมควรถ้าไม่ติดที่ว่าฉันดันเสียความทรงจำและจำเธอไม่ได้เลย
“ครับผมสบายดีครับ เพิ่งกลับมาจากอเมริกามาได้ไม่ถึงเดือนดีเลยครับ ส่วนไอรินก็...”เขาตอบคำถามของครูแก้วอย่างตื่นเต้นมากเป็พิเศษ ก่อนที่เขาจะหันมามองทำให้ฉันต้องรีบปั้นยิ้มตอบให้เนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ฉัน...เอ้ย! หนูเองก็สบายดีค่ะ” ฉันหันไปมองเขาให้อธิบายเขาเลยก้มลงมากระซิบข้างหูฉันเพื่ออธิบายให้ฉันเข้าใจ
“นี่ครูแก้วครูประจำชั้นของฉันกับเธอตอนม.2 และครูแก้วก็รู้เื่ที่พวกเราคบกันด้วย”
“งั้นเหรอ?ทั้งสองคนสบายดีสินะ โล่งอกไปทีครูใมากเลยนะตอนที่รู้ว่าจินตภพต้องไปเรียนต่อที่อเมริกาแถมไอรินยังย้ายโรงเรียนออกไปหลังจากนั้นอีกแต่ครูดีใจนะที่ทั้งสองคนยังเป็เหมือนเดิมอยู่”ครูแก้วพูดกับพวกเราโดยไม่รู้เื่ที่ฉันความจำเสื่อม ทั้งฉันและเขาเลยได้แต่ยิ้มแห้งๆเพราะพวกเราทั้งคู่ต่างก็รู้ว่ามันไม่เหมือนเดิมอยู่แล้ว ก่อนที่ครูแก้วจะพูดต่อ
“ทั้งสองคนมาที่โรงเรียนด้วยกันแบบนี้แสดงว่าทั้งสองคนจะมางานเลี้ยงรุ่นด้วยกันสินะ?”
“งานเลี้ยงรุ่น?”ฉันทวนคำพูดของครูแก้วด้วยความสงสัย
“อ้าวไอรินยังไม่รู้เหรอ? นี่ก็ใกล้จะถึงแล้วนะ งานเลี้ยงรุ่นของห้องม.3/8 รุ่นของจินตภพที่จะจัดขึ้นในวันที่2 สิงหาคมที่หอประชุมโรงเรียนนี้ไง งานนี้เชิญคนนอกมาร่วมงานได้ด้วยครูก็คิดว่าจินจะชวนไอรินมาด้วยกันเสียอีก” ครูแก้วตอบคำถามฉันก่อนจะหันกลับไปมองเขาเหมือนจะถามว่ายังไม่ได้ชวนอีกเหรอ?
“ก็่นี้เพิ่งกลับมาจากอเมริกามีธุระอะไรเยอะแยะเลยยังไม่ได้ชวนสักทีน่ะครับ”เขาตอบครูแก้วพลางยกนิ้วขึ้นมาเกาแก้มแก้เก้อส่วนฉันก็หันไปจ้องเขาเหมือนจะได้คำตอบอะไรรางๆ ในใจ
ที่ไม่ชวนฉันสงสัยเขาคงจะอยากชวนสาวผมทองคนนั้นมางานนี้มากกว่าเสียล่ะมั้ง?หึ! มาทำเป็บอกว่าฉันเข้าใจผิด แต่ดูการกระทำของเขาสิ!อย่างนี้ยังจะมาบอกว่าเข้าในจผิดอีกเหรอ? น่าหงุดหงิดจริงๆ!( - * - )
“อย่างนี้นี่เองเอาเป็ว่าครูไม่กวนพวกเธอแล้ว งั้นครูขอตัวก่อนนะ”ครูแก้วพูดจบก็โบกมือลาฉันกับเขา แล้วก็เดินผ่านไปเขาเองก็โบกมือลาครูแก้วด้วยรอยยิ้มแล้วหันมาพูดกับฉัน
“ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอกับครูแก้วโชคดีจังเลย” เขาพูดกับฉันอย่างอารมณ์ดีก่อนเขาจะที่สังเกตเห็นถึงความผิดปกติเลยถามฉันอย่างงุนงง
“ไอริน?เป็อะไรไป?”
“...”ฉันใช้ความนิ่งสงบสยบทุกความเคลื่อนไหวยืนกอดอกไม่ยอมตอบคำถามของเขา
“นี่ไอริน เธอเป็อะไรเนี่ย? ตอนแรกยังดีๆ อยู่เลย ไหงตอนนี้มาเงียบเหมือนงอนฉันแบบนี้ถ้าไม่บอกฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าเธอเป็อะไร?” เขาถามฉันด้วยความสงสัยแต่ฉันก็ยังไม่ยอมตอบอะไรเขา ปล่อยให้เขางงอยู่อย่างนี้แหละ!สมควรแล้ว! หึ!
“...”
“ถ้าเธอไม่ตอบฉันจะลองทายดูล่ะนะอย่าบอกนะว่าเธอหึงฉันกับครูแก้วน่ะ!?”
เขาที่เห็นฉันไม่ยอมตอบสักทีเลยลองทายดูแต่เดี๋ยวนะ เขาคิดว่าฉันหึงเขากับคุณครูเนี่ยนะ? คิดได้ยังไงเนี่ย ฉันแยกแยะเป็นะยะ!จะมั่นหน้าเกินไปแล้วย่ะ! ( - _ - ; )
“ไม่ใช่ค่ะ”ฉันรีบตอบเขาก่อนที่เขาจะเข้าใจไปว่าฉันหึงกับเขาครูแก้วจริงๆซึ่งนั่นก็ทำให้ริมฝีปากของเขากระตุกเป็รอยยิ้มเหมือนพอใจกับผลลัพธ์นั้นหรือก็คือเขาหลอกให้ฉันยอมตอบเขานั่นเอง
“ในที่สุดก็ยอมเปิดปากพูดได้สักทีนะนี่บอกทีเถอะ ฉันทำอะไรผิดกันแน่เธอถึงเป็แบบนี้?”
“ก็ลองคิดเอาเองสิคะ”
“หรือว่าเธอโกรธที่ฉันไม่ยอมชวนเธอมางานเลี้ยงรุ่น?”เขาลองทายขึ้นมาอีกครั้งซึ่งแน่นอนว่าเขาทายถูก บางทีฉันก็คิดว่าเขาอาจจะอ่านใจฉันได้ก็ได้นะทั้งเื่ที่เขาชอบโผล่มาตอนที่ฉันกำลังนึกถึงเขาหรือฉันกำลัง้าความช่วยเหลือสงสัยที่อเมริกาจะมีสอนคอร์สอ่านใจ เขาถึงรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ ( - _- ;;)
“เปล่าค่ะ”
“อันที่จริงฉันก็ว่าจะชวนเธออยู่นั่นแหละแต่เพราะเธอความจำเสื่อม ฉันเลยไม่มีโอกาสชวนเธอสักที ฉันไม่คิดหรอกนะว่าถ้าชวนเธอตอนนี้เธอจะยอมมาร่วมงานง่ายๆน่ะ” เขาอธิบายให้ฉันฟังถึงเหตุผลที่ยังไม่ชวนฉัน ซึ่งเื่นั้นก็จริงถ้าเขาชวนฉันตอนนี้ยังไงฉันก็ปฏิเสธอยู่แล้วแต่มันก็น่าหงุดหงิดอยู่ดีนี่นาที่เขาไม่ชวนฉัน ( - * - )
“ทำเป็อ้างนู้นอ้างนี่แต่ที่จริงก็คงแค่อยากมากับสาวผมทองคนนั้นใช่ไหมล่ะคะ?”ฉันหันไปพูดเสียงแข็งพร้อมกับจ้องเขาตาเขม็งทำเอาเขาถึงกับอึ้งก่อนที่เขาจะรีบเถียงฉันทันที
“นี่เธอ! ยังไม่จบกับเื่นี้อีกเหรอ? ฉันบอกแล้วไงว่ามะลิเป็แค่เพื่อนน่ะ!”
“ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันจะต้องเชื่อคุณนี่คะ ถ้าอยากให้เชื่อก็แสดงหลักฐานให้เห็นสิคะ!”
“ได้!หลักฐานใช่ไหม? ถ้างั้นฉันจะพิสูจน์เดี๋ยวนี้แหละ!”
เขาว่าแล้วก็เดินเข้ามาจูงมือฉันให้เดินตามเขาไปซึ่งฉันก็ยอมเดินตามเขาไปแต่โดยดียอมแพ้ที่จะสู้แรงเขาแล้วล่ะเพราะรู้ตัวว่าสู้ไปยังไงก็ไม่มีทางชนะ ( - _ -* )
เขาจูงมือพาฉันเดินมาที่สนามบาสของโรงเรียนที่แทบจะร้างผู้คนเพราะเวลาที่เริ่มเย็นมากแล้วพอเดินมาถึงกลางสนามบาสเขาก็หยุดเดินและปล่อยมือฉันให้เป็อิสระก่อนที่เขาจะหันมาเผชิญหน้ากับฉันที่ยืนจ้องเขาอย่างไม่ยอมแพ้ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากพูดขึ้น
“เธอ...คงจะจำที่นี่ไม่ได้สินะ?” เขาถามฉันด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาฉันยืนกอดอกขมวดคิ้วพยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออกเลยส่ายหน้าไปมาแทนคำตอบ
“ที่นี่?ที่นี่มันทำไมคะ? มีอะไรพิเศษหรือไง?”
“พิเศษสิทำไมจะไม่พิเศษล่ะ? ลองนึกให้ออกสิว่าที่นี่คือที่ไหน?” เขาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นแววตาของเขาฉายแววอ้อนวอนแต่ฉันที่ความจำเสื่อมจะนึกให้ตายยังไงก็ไม่มีทางนึกออกอยู่แล้วฉันเลยถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายใจ
“จำไม่ได้ก็คือจำไม่ได้ค่ะถ้าไม่มีอะไรฉันจะกลับแล้วนะคะ” ฉันหันหลังตั้งใจจะเดินออกจากสนามและกลับไปที่รถของเขาแต่ทว่า...
“ไม่ฉันไม่ยอมให้เธอไปจนกว่าจะนึกออก”
หมับ!
ว่าแล้วเขาก็ดึงฉันที่กำลังจะเดินหนีไปเข้ามากอดเอาไว้แนบอกทำเอาฉันถึงกับสะดุ้งเฮือก รู้สึกได้เลยว่าเืมันกำลังสูบฉีดไปที่ใบหน้าอ้อมแขนแข็งแรงให้ความรู้สึกอบอุ่นบวก กลิ่นโคโลญหอมอ่อนๆและััจากร่างกายที่ัักัน ทำเอาหัวใจเต้นตึกตักแต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คืออ้อมกอดของเขามันทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆมันให้ความรู้สึกที่น่าคะนึงหา ทำให้ฉันรู้สึกคิดถึง...
ตึกตักตึกตัก...
“นี่คือที่ๆเธอสารภาพรักกับฉันไงล่ะ เวลาเย็นเหมือนกับวันนี้ เธอมาสารภาพรักกับฉันและพวกเราก็ตกลงเป็แฟนกัน จากนั้นฉันก็กอดเธอเอาไว้แบบนี้...เธอนึกไม่ออกจริงๆเหรอ...?”
เขากระซิบข้างหูฉันด้วยน้ำเสียงที่ทั้งแ่เบาและแสนเศร้าสร้อยราวกับเขากำลังจะร้องไห้ทำเอาฉันรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก แต่ไม่ว่ายังไงฉันก็ยังจำไม่ได้อยู่ดี ฉันจึงอ้าปากตั้งใจจะพูดกับเขาถ้าไม่ใช่ว่าภาพบางอย่างมันแวบกลับเข้ามาหาในหัวของฉันเสียก่อน
ภาพนั้นคือภาพที่เด็กหนุ่มและเด็กสาวยืนอยู่ข้างกันท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องแสงเป็สีแดงส้มเด็กสาวพูดอะไรบางอย่างกับเด็กหนุ่มทำให้เด็กหนุ่มใจนเผลอทำลูกบาสหลุดจากมือหลังจากที่เด็กหนุ่มตอบคำพูดของเด็กสาวเธอก็พุ่งเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของเด็กหนุ่มด้วยท่าทางดีใจทั้งสองคนกำลังพูดเื่อะไรอยู่กันแน่นะ?ทำไมเด็กสาวถึงได้มีท่าทางดีใจถึงขนาดนั้นในตอนที่พุ่งเข้าไปในอ้อมแขนของเด็กหนุ่ม?
“พี่จินคะคือว่า... หนูชอบพี่ค่ะ...!”
“พี่ตกลงพวกเรามาคบกันเถอะนะ ไอริน : )”
แล้วฉันก็นึกออก...ใช่แล้ว เด็กสาวคนนั้นก็คือฉันและเด็กหนุ่มคนนั้นก็คือเขาฉันรวบรวมความกล้ามากมายเพื่อมาสารภาพรักกับเขา แล้วเขาก็ตอบตกลงด้วยความดีใจฉันก็เลยพุ่งเข้าไปกอดเขาเสียแน่น ฉันจดจำรอยยิ้มและอ้อมแขนแข็งแรงที่แสนอ่อนโยนของเขาได้เพราะอย่างนั้นสินะ อ้อมกอดของเขาถึงได้ทำให้ฉันหวนนึกถึงมากขนาดนี้ แต่ว่าทำไมกันนะ?ทำไมถึงปวดหัวจังเลย...!
“กรี๊ดดด!” ฉันกรีดร้องออกมาอย่างห้ามไม่ได้ขณะที่ยกมือขึ้นมากุมหัวตัวเองมันปวดจนเหมือนกับจะะเิเลย! มันปวดจนจะ... ไม่ไหวแล้ว...!
สิ่งสุดท้ายที่ฉันจดจำได้ก่อนที่จะหมดสติไปก็คือน้ำเสียงอ่อนโยนของเขาที่เรียกชื่อของฉันด้วยความเป็ห่วง
“ไอริน!ไอริน! เป็อะไรไปน่ะ!?ไอริน!”
และสติของฉันก็ดับวูบลง...
Jin’spart
“ไอริน! ไอริน! เป็อะไรไปน่ะ!? ไอริน!”
ผมร้องเรียกชื่อของไอรินด้วยความเป็ห่วงเมื่อเห็นว่าจู่ๆเธอก็มีอาการที่แปลกไปไอรินส่งเสียงกรีดร้องออกมาเหมือนกับว่าเธอกำลังทรมานและยกมือขึ้นมากุมหัวตัวเองก่อนที่เธอจะสลบไปในอ้อมแขนของผมผมที่เห็นแบบนั้นก็ทำอะไรไม่ถูกได้แต่เขย่าตัวและเรียกชื่อของเธอด้วยความเป็ห่วง
“ไอริน!ไอริน! โรงพยาบาล... ต้องไปโรงพยาบาล!”
คิดได้ดังนั้นผมก็รีบช้อนตัวเธอขึ้นผมรีบอุ้มเธอวิ่งไปที่รถของตัวเองพอพาร่างของเธอเข้าไปนอนอยู่ที่เบาะหลังได้แล้วผมก็รีบสตาร์ทรถและขับรถพาเธอไปโรงพยาบาลด้วยความเป็ห่วงทันที
“ขอร้องล่ะเธออย่าเป็อะไรเลยนะ ไอริน!”
“ไม่เป็ไรเธอจะต้องไม่เป็ไร”ผมพึมพำกับตัวเองขณะที่เดินวนอยู่หน้าประตูห้องตรวจด้วยหัวใจที่เต้นตุ้มๆ ต้อมๆผมเป็ห่วงเธอมากจนนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้วหลังจากรอเวลาไม่นานในที่สุดคุณหมอก็เดินออกมาจากห้องตรวจพอเห็นแบบนั้นผมก็รีบเดินเข้าไปหาและถามคุณหมอด้วยเสียงดัง
“คุณหมอครับ! อาการของไอรินเป็ยังไงบ้างครับ!?”ผมถามเสียงดังจนคุณหมอถึงกับสะดุ้งใ เมื่อตั้งสติได้แล้วก็รีบตอบคำถามของผม
“ใจเย็นๆก่อนนะครับ คนไข้ไม่เป็อะไรมาก แค่เกิดอาการช็อกจากการที่ความทรงจำบางส่วนฟื้นคืนกลับมาก็เลยหมดสติไปน่ะครับ”คุณหมออธิบายอาการของไอรินให้ผมฟัง พอได้ยินว่าเธอไม่เป็อะไรมากผมก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะสะกิดใจกับคำพูดของคุณหมอ
“ความทรงจำฟื้นกลับมาหรือครับ?หมายความว่าไอรินจะกลับมาจำเื่ในอดีตได้แล้วหรือครับ!?”ผมถามคุณหมออย่างมีความหวัง แต่คุณหมอก็กลับส่ายหน้าแทนคำตอบ
“ก็แค่ความทรงจำบางส่วนครับไม่ใช่ทั้งหมด”
“อย่างนั้นเองหรือครับ...?”ผมบ่นพึมพำอย่างผิดหวัง และคุณหมอก็เริ่มพูดต่อ
“แล้วก็การฝืนทำให้ความทรงจำของคนไข้ฟื้นกลับคืนมามันไม่ดีต่อตัวคนไข้นะครับเพราะไม่งั้นคนไข้อาจจะมีอาการช็อกแบบนี้ขึ้นมาอีกได้ผมแนะนำว่ารอให้ความทรงจำของคนไข้ฟื้นคืนมาตามธรรมชาติจะเป็การดีกว่าการฝืนทำให้ความทรงจำกลับมานะครับ”
“แต่ว่าแบบนั้นมันต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ล่ะครับกว่าเธอจะกลับมาจำได้น่ะ...?”
“เื่นั้น...หมอเองก็ไม่ทราบครับยังไงก็หมอก็ขอแนะนำให้คนไข้นอนพักฟื้นสักคืนรอดูอาการอีกทีก็ดีครับถ้าอย่างนั้นหมอขอตัวนะครับ” คุณหมอพูดจบก็หันหลังเดินจากไปทันทีทิ้งให้ผมได้แต่ยืนมองตามหลังคุณหมอไปอย่างพูดไม่ออก
หลังจากที่ผมรอจนพยาบาลพาตัวไอรินไปยังห้องคนไข้และผมติดต่อหาผู้ปกครองของเธอเรียบร้อยแล้วผมก็เดินเข้าไปในห้องคนไข้เดี่ยว (ที่ผมเป็คนเลือกและจ่ายเงินให้ด้วย) เห็นไอรินนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงผมก็ดึงเก้าอี้มานั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงผมยื่นมือเข้าไปกุมมือเธอไว้ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ฉันไม่รู้แล้วว่าตัวเองควรจะทำยังไงต่อไปดีให้ตายสิ เธอนี่ทำฉันลำบากอยู่เรื่อยเลยนะ ไอริน” ผมบ่นพึมพำเสียงเบาขณะที่มือก็ยังกุมมือของเธอเอาไว้แน่น
“จะพระเ้าหรืออะไรก็ได้ขอร้องล่ะ ช่วยทำให้เธอกลับมาจำทุกอย่างได้ทีเถอะ...”