ตุ้บ !
“ลุกขึ้น! อย่ามาสำออยตอนนี้ ไม่งั้นฉันจะทิ้งให้เธอตาย”
“ฮืออ ฉะ ฉันวิ่งไม่ไหวแล้วค่ะนาย”
ฉันครวญครางร้องไห้ ยกมือที่สั่นและเหม็นกลิ่นตรมโคลนเช็ดน้ำตา น้ำมูกบนใบหน้าตัวเอง
“ชิบ!” เขาสบถด่า และเล็งปืนในทิศทางที่มา
ปั้ง!
“กรี้ดดดดด”
แกร้กๆ
“เหี้xเอ้ย หลบไป!” เขาสั่ง แล้วขว้างปืนที่ไร้ลูกะุฟาดหัวคนที่วิ่งตาม
พลั้ก !
ตุ้บ !
เงาตลุมบอลของคนร่างโต ชลมุนจนมองไม่ออกว่าร่างใครเป็ร่างใคร เสียงไม้หนาฟาดบนตัวหนักๆ ทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายมีอาวุธเป็ท่อนไม้แน่นอน
ฉันพยายามรวบรวมสติ เพ่งมองในความมืดผ่านม่านน้ำตา นายร่างสูงผมสีทองท่ามกลางเงาดำ หาไม่ยาก ..ถ้าเขาตาย ฉันก็ต้องถูกฆ่าตายด้วย
‘วินาทีนี้ฉันทำอะไรได้บ้าง!’
เงาดำเริ่มถูกสอยล่วงอย่างรวดเร็วไปทีละคน ฉันมองร่างชายคนนึงที่นอนสลบบนกองโคลน ในมือเขามีไม้กระบองอยู่ ฉันวิ่งล้มลุกไปคว้าอาวุธนั้นมาถือด้วยใจเต้นรัว
กลิ่นคาวโคลน ผสมกลิ่นเืคละคลุ้ง ฉันหลับตาปี๋ สูดหายใจลึกเข้าสุดปอด วิ่งไปฟาดหนึ่งในคนหัวดำที่ตลุมบอลกันอยู่
ตุ้บ!
“โอ้ย! ชิบ อีนี่!”
เหมือนแรงฉันจะน้อยเกินไป มันไม่มีท่าทีจะล้มเลยสักนิด คว้าไม้กระบองในมือฉัน กระชากคืนและเงื้อมยกสูงทำท่าจะฟาดกลับ
“ฮึก กรี้ดดดดดด”
ตุ้บ !
“แอ้ก…”
ชายผมสีทองสะท้อนแสงดวงจันทร์ เขาวิ่งมารับไม้นั้นแทนฉัน จนร่างเขาฟุบลงกับโคลนนิ่งไปพักใหญ่
“นะ นาย…”
“มาเฟียฝรั่งเศสงั้นหรอ หึ! แดกตีxนักเลงไทยเป็ไง”
ตุ้บ !
พลั้ก !
“กรี้ดดด พี่!! พอแล้ว ฮืออออ ”
ฉันร้องลั่น วิ่งเอาตัวเข้าขวาง รับฝ่าเท้าของชายร่างบึกที่กำลังกระทืบคนที่นอนคลุกกับโคลนไว้เต็มแรง
ตุ้บ !
“แอ้ก อึก!....”
ปั้ง!
“หยุด นี่ตำรวจ! ทิ้งอาวุธเดี๋ยวนี้!”
“สัxเอ้ย! ใครแจ้งพ่อมาวะ” มันสลบเสียงดังแล้วรีบกระจายตัววิ่งหนีหายไปในความมืด
ฉันลุกด้วยอาการจุกหน่วงที่กลางหลัง ปวดร้าวไปทั้งตัว เืกำเดาไหลย้อยเต็มจมูก พยายามพยุงคนที่จมกองโคลนให้หงายหน้าขึ้น
“ฮึก นาย … นายคะ ฮือออ คุณเซดริส”
ฉันร้องไห้เสียงสั่น ใช้วิธีตบหน้าเบาๆ เพื่อปลุกเขา ดวงตาสีแดงปรือขึ้น พยายามลุกตามแรงดึงของฉัน
“เราต้องหนีค่ะ ตำรวจมา”
ฉันพูดทั้งน้ำตา เสียงสั่นเครือ ยกแขนแกร่งของเขาขึ้นพาดไหล่ สองร่างที่บอบช้ำ พากันกึ่งเดิน กึ่งวิ่ง หนีทั้งตำรวจและศัตรูที่ไม่รู้ว่าใคร โชคดีที่ตำรวจแตกทีมตามไอ้ร่างบึกที่วิ่งหนี ทำให้เรารอดออกมาจากสถานการณ์นั้นได้
วิ่งมาถึงกำแพงปูนสูงเกือบ 3 เมตร มีไฟลิบหลี่อยู่ ฉันะโขอความช่วยเหลือ ทุบประตูหลังเรียกคนด้านใน ไม่นานป้าร่างท้วมเปิดประตูออกมาดู ยกมือป้องปากกับสภาพของฉันกับคนที่นอนเอนหลังพิงกำแพง
“ตายแล้ว! เป็อะไรกันมาเนี้ย!”
“คะ คือ พวกหนูถูกปล้นค่ะ” ฉันโกหกป้าแบบไม่ทันคิดออกไป
“รอก่อนนะ ป้าไปโทรหาตำรวจให้...”
“ป้าคะ! เดี๋ยว ..คะ คือ หนูขอพักแค่คืนเดียวค่ะ พรุ่งนี้จะไปแจ้งตำรวจเอง”
“หา?! ดูสภาพหนูสิ ยิ่งแฟนหนู เืเลอะหัวขนาดนั้น…”
“นะคะป้า! หนูขอ พรุ่งนี้หนูจะเคลียร์กับทูตเองค่ะ แค่ขอพักก่อน วันนี้ไม่ไหวจริงๆ”
“...เอ่อ” ป้ามองฉันและร่างคนบนพื้นเหมือนกำลังหวาดหวั่น
ฉันวิ่งไปค้นตัวผู้เป็นายอย่างวิสาสะ เอากระเป๋าสตางค์เขาออกมาควักแบงค์ปึกหนาของฝรั่งเศสให้
“ไปแลกเป็เงินไทย น่าจะได้หลายหมื่น… นะคะป้า แค่คืนเดียว หนูจะไม่ทำให้ป้าเดือดร้อน” ป้ามองเงินตาลุกวาว รีบรับไป แล้วมองอย่างชั่งใจ
“มาๆๆ เร็ว แขกคนอื่นเห็นจะใกัน” ป้าบอก แล้วรีบช่วยพยุงเขาเข้าทางหลังโรงแรม
เราได้ห้องมุมสุดที่ไม่ติดกับใคร ป้ารีบแผ่นแน้บพร้อมเงินฟ่อนใหญ่ในมือ ฉันหันมองคนร่างช้ำบนเตียง แล้วเช็ดน้ำตาตัวเอง
‘ชีวิตหนึ่งของฉัน ทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยนะ.. ทุบตี ย่ำยี ไล่ฆ่า ..แต่ก็หนีไปไหนไม่ได้‘
ร้องไปก็เท่านั้น ตอนนี้ไม่ใช่เวลามากลัว คนกำลังจะตายอยู่ตรงหน้า ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง
“นาย… นายคะ พอลุกไหวรึเปล่า”
“อืม” เขาตอบเบาๆ แล้วพยายามพยุงตัวลุกขึ้น
“ฉันจะอาบน้ำให้นะคะ ตัวคุณมีแต่คราบโคลน คราบเื”
“ที่ไหน…”
“ตอนนี้เราอยู่ในโฮเตลค่ะ”
“...” เขาเงียบเป็คำตอบ สอดส่องสายตาดูรอบๆ อย่างระแวดระวัง
ฉันเข้าพยุงแขนเขา พาไปในห้องน้ำ ถอดเสื้อผ้าที่เปลื้อนโคลนทีละชิ้นจนเปลือยกลาย โชว์รอยสัก รอยแผลเก่าและใหม่ แถมที่หัวก็มีแผลแตกจากการถูกฟาดแทนฉันอีกด้วย
ฉันค่อยๆ ล้างตัวให้เขาซับผ้าอย่างเบามือ สติเขากลับมาแล้ว เขานั่งนิ่ง แววตาไม่สั่นไหว ไร้คำพูดหรือแสดงอาการเจ็บออกมา เพียงยอมเดินตามแรงพยุงเท่านั้น
“เราไม่มีชุดเปลี่ยน ใส่ชุดคลุมอาบน้ำก่อนนะคะ”
ฉันใส่ชุดคลุมของโรงแรมให้เขา และจัดการตัวเองให้เรียบร้อยบ้าง ร่างกายฉันมีแต่แผลขีดข่วน รอยถลอกที่หัวเข่าและฝ่ามือจากการล้ม หลังเขียวช้ำจากการถูกกระทืบแทนผู้เป็นาย ฉันหลับตาลงทั้งน้ำตา พยายามสยบความกลัวในใจตัวเอง