ความกำหนัดในตัวชายแก่ถูกทำลายไปจนสิ้น พร้อมกันนั้นความรู้สึกกรุ่นโกรธปะทุขึ้นมาเต็มอก เถ้าแก่หนิวรู้สึกอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี เขากล่าวด้วยความโมโห
“ไปเอาน้ำมาสาดให้เขาตื่น แล้วถามว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น?”
ถังหย่งหมิงตื่นขึ้นเพราะถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด เขาเห็นชายร่างใหญ่หลายคนกำลังถามและตะคอกเขาเสียงดัง ชายหนุ่มสะลึมสะลือไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง เพราะครั้งสุดท้ายจำได้เพียงว่าตัวเองกำลังทานอาหารอยู่ที่โรงเหล้าเพื่อฉลองที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ จากนั้นก็รู้สึกเวียนหัวอย่างหนักก่อนจะหมดสติไปและไม่รู้ตัวอีกเลย กว่าจะลืมตาขึ้นอีกครั้งก็มาโผล่อยู่ที่นี่แล้ว
“เถ้าแก่หนิวอย่าโกรธข้าเลย ข้าจะไปจับตัวหลานสาวของข้ามาให้ท่านที่นี่ให้ได้!”
“ไม่จำเป็น” ชายชราเยาะเย้ย “ฮูหยินกับอนุภรรยาของข้ามีมากมาย เจ้าคิดว่าข้าจะเสียดายแค่หญิงสาวบ้านนอกธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นรึ แต่เป็นเจ้า…” เถ้าแก่หนิวมองถังหย่งหมิงตั้งแต่หัวจดปลายเท้า “คิดจะมาเล่นกลโกงตุกติกข้า เจ้าเล่นได้ดีนี่ กล้าหลอกเอาเงินของข้า เห็นที่ว่าเจ้าจะไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว!”
“ท่านเป็นคนฉลาด ข้าจะกล้าหลอกท่านได้อย่างไร” คุณชายสี่ตระกูลถังกลัวจนหน้าซีดเผือดเขาพูดปากคอสั่นพร้อมกับหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมาอย่างไม่ลังเล
“เงินของท่านอยู่ที่นี่ ข้าจะกล้าใช้เล่ห์กลหลอกลวงท่านได้อย่างไร ข้าเองก็ถูกเด็กคนนั้นหลอกเหมือนกัน”
ชายชรายิ้มอย่างเลือดเย็น คนอย่างเขาผ่านโลกมามากมีประสบการณ์รอบรู้พบเจอเรื่องราวมามากมาย แน่นอนย่อมมองออกว่าถังหย่งหมิงไม่ได้โกหก แต่ในเมื่อชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้โป้ปด แล้วเขาก็มั่นใจว่าลูกน้องทั้งสี่คนที่สั่งให้ทำงานนี้ก็เป็นคนมีฝีมือเพราะทำงานแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว เช่นนั้นเพราะเหตุใดสาวน้อยคนนั้นจึงได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเยี่ยงนี้
ส่วนชายร่างใหญ่ทั้งสี่ก็ตั้งใจที่จะปกปิดเรื่องราวการทะเลาะวิวาทที่พบระหว่างทางไว้ เพราะมั่นใจว่าหญิงสาวผู้นั้นน่าจะหายตัวไปในช่วงนั้น แล้วมันก็เป็นความผิดของพวกเขาโดยตรง เช่นนั้นหากพูดออกไปอาจจะทำให้เขาต้องตกงานก็เป็นได้!
เถ้าแก่หนิวจึงได้แต่คิดด้วยความสงสัยระคนประหลาดใจ เขามีเงินเพราะฉะนั้นการจะหาซื้อหญิงสาวตัวเล็ก ๆ สักคนหนึ่งมาก็ไม่ต่างอะไรกับการซื้อของเล่นหรือซื้อแมวสักตัว แต่หากจะซื้อแมวมาเลี้ยงมันก็ควรเป็นแมวที่เชื่องและไม่แว้งกัดเจ้าของภายหลังมิใช่หรือ
ชายชราผ่านวัยแห่งความต้องการแย่งชิงมานานแล้ว หญิงสาวที่จับทิศทางไม่ได้อย่างนางนั้นไม่ว่าจะพูดอย่างไร เถ้าแก่หนิวก็ไม่คิดจะอยากได้อีกแล้ว
คิดดังนั้นเถ้าแก่หนิวจึงสะบัดชายเสื้อแล้วเดินจากไป ถังหย่งหมิงรีบร้อนเข้าไปเกาะเขาเอาไว้ ปากก็พร่ำพรรณนาขอร้อง “เถ้าแก่ท่านอย่าได้โกรธเคืองข้าเลย ข้าจะต้องจับนางมาให้ท่านให้ได้”
“ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ต้องการแล้ว! เจ้าฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องใช่ไหม คิดจะนำสาวใช้ที่ไม่มีใครต้องการมาให้ข้า คิดจะหลอกใช้ข้าใช่หรือไม่?” เถ้าแก่หนิวตะคอกเสียงดัง พลางเตะเขาออก
ได้ฟังถังหย่งหมิงก็หายใจติดขัดขึ้นทันที ชายชราผู้ร่ำรวยจากไปแล้ว พ่อบ้านก็กำลังจะจากไป ชายหนุ่มจึงเข้าไปดึงเสื้อคลุมของเขาพลางพูดขอร้อง
“พ่อบ้าน เรื่องวันนี้ข้าไม่รู้เรื่องจริง ๆ ท่านช่วยชี้แนะข้าด้วย ข้าขอร้องล่ะ!”
พ่อบ้านหนุ่มสกุลหนิวพยายามดิ้นแต่ก็ดิ้นไม่หลุด ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงพูดว่า “เจ้าเป็นคนฉลาด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าทำเรื่องเช่นนี้ ต้องทำอย่างไรเจ้านายข้าจึงพอใจ…นี่เจ้าไม่รู้จริง ๆ หรือ?”
ถังหย่งหมิงผงะ จากนั้นพ่อบ้านก็หันหลังแล้วเดินจากไป
หลังจากที่ฉีจิงและถังฉือเย่ดูละครฉากนี้จบ พวกเขาก็กระโดดลงจากกำแพง ก่อนจะพากันเดินไปข้างนอก ชายหนุ่มเหลียวไปมองนางที่กำลังทำสีหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลาหลายครั้ง เขาถามอย่างอดไม่ได้
“เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”
“ข้ากำลังนึกถึงประโยคสุดท้ายของคนผู้นั้น เขาบอกว่า ‘เจ้าเองก็ไม่ได้ทำเรื่องเช่นนี้เป็นครั้งแรก’ มันหมายความว่าอย่างไร เช่นนั้นก่อนที่เขาจะขายข้า หรือว่าเขาเคยขายคนอื่นมาก่อน?”
ฉีจิงขมวดคิ้ว “เจ้าคิดยังไง?”
“ข้าเพิ่งนึกขึ้นมาได้ ดูเหมือนว่าตอนปีใหม่ที่แล้ว ชิวเอ๋อร์ของท่านลุงสองตระกูลถังก็หายตัวไป” ถังฉือเย่ไม่ได้หมายถึงท่านลุงสองที่เป็นเจ้าของโรงตีเหล็กคนนั้น แต่เป็นท่านลุงสองของท่านปู่รอง ท่านลุงญาติสนิทของนาง เพียงแต่ตอนนั้นนางยังเป็นเพียงคนโง่เขลา ดังนั้นความทรงจำจึงสับสนเล็กน้อย จำได้ว่าตอนนั้นก็ออกตามหากันอยู่หลายวัน ชาวบ้านก็พากันซุบซิบนินทาอยู่ตลอด หญิงสาวจำได้ราง ๆ ว่าเป็นเด็กสาวที่บอบบางเวลายิ้มจะมีลักยิ้มที่ข้างแก้ม ดูเหมือนว่าจะแก่กว่านางสองปี
ยิ่งคิดนางก็ยิ่งรู้สึกเสียวสันหลังวาบ “เรื่องทั้งหมดคงไม่บังเอิญขนาดนั้นหรอก?”
ฉีจิงกล่าวอย่างแผ่วเบา “หากเขาจะลงมือก็ต้องลงมือกับคนใกล้ชิดเป็นแน่ หากไม่ใช่คนที่คุ้นเคยก็ไม่อาจจะหลอกมาได้ง่ายดายถึงเพียงนี้...อีกอย่างเขาก็น่าลงมือซ้ำอีก”
“ขอข้าคิดก่อน” สีหน้าของถังฉือเย่เคร่งขรึมเล็กน้อย
“หารถม้ากลับหมู่บ้านไหม?”
หญิงสาวพยักหน้าลงส่งเสียง “อืม” ในลำคอ ก่อนที่ทั้งสองคนจะเดินมาถึงประตูเมือง เพียงแค่พริบตาเดียวก็เห็นเกวียนที่จะเดินทางกลับเข้าหมู่บ้านยังคงจอดรออยู่อย่างนั้น...หรือว่าวังซื่อและหลี่ซื่อยังไม่ได้กลับบ้านไป ถังฉือเย่หรี่ตาลงนิดหนึ่งก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาพร้อมกับถามชายหนุ่มว่า
“มีรถให้พร้อม เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่?”
“ไม่ล่ะ” ฉีจิงปฏิเสธ “เจ้าไปเถอะ แต่ยังไงก็ระวังตัวด้วย”
“วางใจได้…ต้องเป็นคนพวกนั้นต่างหากที่ต้องระวังตัว”
ชายหนุ่มพยักหน้า เหลียวมองเสี้ยวหน้างดงามของนางอีกครั้ง อดไม่ได้ที่จะถามย้ำว่า “ตกลง เจ้าไม่ได้โกรธข้าใช่ไหม?”
“เหตุใดข้าต้องโกรธเจ้าด้วย?” ถังฉือเย่พูดเสียงเรียบ ไม่ได้แสดงความรู้สึกใด ก่อนจะเอื้อมมาตบแขนอีกฝ่ายเบา ๆ “สบายใจได้ ข้าไม่ได้คิดโกรธเคืองอะไรเจ้าหรอก”
หลังจากนั้นฉีจิงจึงผละจากไป หญิงสาวกลับขึ้นมานั่งบนเกวียนอีกครั้ง รอไม่นานนักวังซื่อกับหลี่ซื่อที่กลับมาจากการซื้อข้าวของมากมาย ทันทีที่เปิดม่านฟางออก แล้วพบว่าถังฉือเย่นั่งอยู่ในนั้น แถมกำลังงีบหลับก่อนจะบิดขี้เกียจเล็กน้อย วังซื่อก็กรีดร้องด้วยความตกใจ กระเป๋าเล็ก ๆ ที่ถืออยู่ในมือล่วงลงกับพื้น ก่อนจะหล่นลงไปด้านข้างของตัวเกวียน
หลี่ซื่อที่ยังไม่เห็นอะไรจึงมองวังซื่อด้วยความสงสัยในคราวแรก แต่พอหันตามสายตาของนางไป สีหน้าของสะใภ้รองตระกูลถังก็เปลี่ยนไปทันที
“ท่านแม่” ถังฉือเย่เอียงศีรษะอย่างไร้เดียงสา พลางยิ้มจนตาหยี “ท่านป้ารอง ท่านแม่ พวกท่านเป็นอะไรหรือ เหตุใดยังไม่ขึ้นรถมาอีก?”
หลี่ซื่อตัวสั่นเทา ในขณะที่ใบหน้าของวังซื่อกลับซีดเผือดไร้สีเลือด ผ่านไปครู่หนึ่งนางจึงกล่าวออกมาอย่างยากเย็น “เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
“หากข้าไม่ได้มาอยู่ที่นี่ แล้วข้าควรอยู่ที่ไหนหรือ?” หญิงสาวถามยิ้ม ๆ “ท่านแม่คิดว่าข้าควรจะไปอยู่ที่ใดกันเล่า?”
เมื่อเห็นผู้เป็นมารดาปากสั่นไปหมดทำอะไรไม่ถูก ถังฉือเย่จึงขยับที่ให้พลางตบที่ข้าง ๆ พร้อมกล่าวบอกว่า “เร็วเข้า! ท่านแม่รีบเข้ามานั่งเถอะ”
ไม่ต้องถามถังฉือเย่ก็รู้ว่าวังซื่อจะตอบว่าอะไรซึ่งมันก็คงจะเป็นคำตอบที่น่าขยะแขยงอย่างเช่น ‘ข้าทำก็เพราะความหวังดีกับเจ้า’ หรือไม่ก็ ‘พวกเขาบังคับข้า ข้าไม่มีทางเลือก’ แล้วหลังจากนั้นก็คงร้องไห้ เพราะฉะนั้นหญิงสาวจึงทำเป็นนิ่งเฉย เพื่อให้วังซื่อนั้นอึดอัดใจตายไปด้วยตัวเอง!
แม้ว่านางจะข้ามเวลามาอยู่ในร่างของถังฉือเย่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะต้องยอมรับญาติ ๆ ของถังฉือเย่ เพราะแม้แต่ถังฉือหรงเองในใจนางก็ยังอยู่ในช่วงดูความประพฤติอยู่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวังซื่อที่ยากจะหาคำพูดมาอธิบาย!
หลังจากถังฉือเย่รู้ว่าวังซื่อและคนเหล่านั้นร่วมมือกันขายตัวนาง ความรักและความอดทนสุดท้ายที่มีก็หมดลงเช่นกัน นับแต่นี้เป็นต้นไป วังซื่อจะเป็นศัตรูของถังฉือเย่ สิ่งที่นางจะทำจะอยู่ในขอบเขตที่สามารถทำได้ และคงต้องหาวิธีที่แยบยลที่สุดจัดการ!
หญิงสาวหลับตาลงอย่างสบาย ๆ ผิดกับวังซื่อและหลี่ซื่อที่ต่างนั่งกันไม่เป็นสุข พวกนางคอยส่งสายตาหากันเป็นระยะ ๆ ตลอดทางจนถึงหมู่บ้านจวี้เป่าโดยไม่ได้พูดอะไรกันเลยแม้แต่คำเดียว
เกวียนพาหนะมาหยุดที่หน้าประตูบ้านตระกูลถัง หลี่ซื่อรีบลงจากรถ วังซื่อเองก็รีบร้อนยืนขึ้น เมื่อม่านฟางปิดลง ถังฉือเย่ก็เอนตัวเองพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ขอบคุณนะท่านแม่ เมื่อครู่ข้ากลัวแทบตาย โชคดีที่มีท่านแม่!”
หลี่ซื่อที่กำลังจะลงรถก็ตัวแข็งทื่อขึ้นมาทันที นางรีบกระโดดลงไปอย่างไม่กล้าลังเล ในขณะที่วังซื่อรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเห็นถังฉือเย่ถือของที่นางซื้อมา แล้วยังประคองลงจากเกวียนด้วยความรักใคร่
ท่านย่าซุนที่ยืนอยู่ที่ประตูทางเข้าด้วยท่าทางที่ต้องการจะพูดอะไรบางอย่างกับหลี่ซื่อ เมื่อถังฉือเย่เห็นก็ตกใจ รอยยิ้มของนางหุบฉับพร้อมกับปล่อยมือทันทีจนวังซื่อล้มลงไปกองด้านข้างอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่ถังฉือเย่ก็รวดเร็วรีบเข้ามาประคองวังซื่อไว้ได้ทันก่อนจะรีบกลับเข้าไปในบ้าน
ท่านย่าซุนก็ตกใจมาก นางกรีดร้องพลางกล่าว “นี่มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดนางสารเลวนั่นจึงกลับมาได้?”
.
.
.