จากนั้นสายตาก็เริ่มกวาดมองไปรอบๆ บ้านหรูสองชั้นหลังใหญ่ค่อนข้างที่จะกว้างขวางมากๆการตกแต่งแบบมินิมอลดูสะอาดตาสุดๆ ใกล้ๆ เคาน์เตอร์ครัวที่ฉันเพิ่งวางของไปเมื่อกี้นี้มีทีมตากล้องอยู่ประมาณสามคนส่วนทีมอำนวยความสะดวกทั้งสองคนกำลังเก็บของบนโต๊ะอาหาร ส่วนทีมเมเนเจอร์ทั้งสามคนก็กำลังจัดเก็บและแยกเสบียงอาหารบนเคาน์เตอร์ครัว
“รายการที่ฝากสั่งไปได้ครบมั้ยครับ?”ทีมเมเนเจอร์คนหนึ่งเอ่ยถาม
“ครบตามที่สั่งค่ะ จะมีส่วนหนึ่งของที่ฝากสั่งที่เหลือเป็ของสำหรับทีมงานส่วนอื่นๆนะคะ” พี่ทีมงานผู้หญิงเอ่ยตอบทีมเมเนเจอร์
“ว่าแต่ … น้องเขาไม่เหมือนทีมงานเลยเนอะ” ทีมอำนวยความสะดวกที่กำลังเก็บของบนโต๊ะอาหารเอ่ยขึ้นมาพร้อมสายตาแอบชำเลืองมองฉันั้แ่หัวจรดเท้า ‘ฉันแอบประหม่านิดๆ ที่เห็นสายตาแบบนั้นจากเขาแต่ว่าก็เป็ความผิดของฉันเองแหละที่ใส่ชุดนี้มาฉันคิดไม่ถึงว่าจะต้องออกกองเลยไง แหะๆ แต่ฉันว่า … ชุดมันก็ยังทำงานได้สะดวกอยู่นะ’
“อืม พี่ก็คิดว่าอย่างนั้นเหมือนกัน” ทีมอำนวยความสะดวกอีกคนหนึ่งเอ่ยต่อ
“คือ … ลิลลี่ทำงานทั้งในและนอกวงการน่ะค่ะ ว่าแต่ … มีอะไรให้ลิลลี่ช่วยก่อนมั้ยคะ?”ฉันเอ่ยตอบพร้อมส่งยิ้มให้พี่ๆ ทีมอำนวยความสะดวก
“ไม่มีจ้ะ พวกพี่ใกล้เสร็จแล้วๆ” ทีมอำนวยความสะดวกเอ่ยตอบ
“อ่อ โอเคค่ะ” ฉันเอ่ยตอบพี่ๆ ทีมอำนวยความสะดวก
“ว่าแต่พี่ๆ ให้ลิลลี่ทำอะไรดีคะ?”ฉันหันหน้ากลับไปทางเหล่าพี่ๆ ทีมหลัก
“อืม ตอนนี้ยังไม่มีอะไรนะลิลลี่ รอ่เริ่มกองแล้วกันนะ นี่ก็คงใกล้แล้วล่ะ”พี่ทีมงานผู้หญิงเอ่ยตอบฉัน
“ค่ะ” ฉันตอบกลับด้วยเสียงใส
จากนั้นฉันก็เดินไปนั่งใกล้ๆ พี่ทีมตากล้องที่กำลังเช็กอุปกรณ์กันอย่างขะมักเขม้นเมื่อฉันเข้าไปหย่อนตัวนั่งพร้อมเอ่ยพูดคุยสร้างมนุษยสัมพันธ์กับพี่ๆ เขาและช่วยเขาจัดเรียงอุปกรณ์
“ลิลลี่รับสายบอสหน่อยสิ! บอสถามหาเราอยู่น่ะ” เสียงะโจากพี่ทีมงานผู้ชายเอ่ยบอกฉันเสียงะโนั้นที่อยู่ๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบเล่นทำเอาฉันถึงกับสะดุ้งใไม่น้อยเลย
“เอ่อออ … ค คือ … ค่ะ!” ฉันใจนพูดออกไม่เป็คำพลางตอบตอบกลับพี่ทีมงานพะวักพะวงว่าจะต้องรับสายก่อนแต่ก็ไม่มีสายเข้ามานี่นาหรือฉันต้องหยุดมือจากการช่วยงานทีมตากล้องก่อน
“เดี๋ยวลิลลี่มาช่วยใหม่นะคะ” ฉันหันไปเอ่ยกับพี่ทีมตากล้อง พร้อมลุกขึ้นยืนและก้าวเดินไปมองหากระเป๋าครอสบอดี้สีดำของตัวเองแต่เอ๊ะ!! ไหนกระเป๋าของฉันล่ะ!?!?
เมื่อสายตากวาดทั่วแล้วว่าไม่มีกระเป๋าของตนเอง คือฉันต้องลืมไว้ที่ไหนสักที่แหละแต่ต้องเป็บนรถตู้แน่ๆ เลย เมื่อคิดได้ฉันก็ก้าวเท้าเดินไปหาพี่ทีมงานผู้ชายคนที่ะโมาเมื่อกี้นี้
“คือพี่คะ ลิลลี่น่าจะลืมกระเป๋าไว้บนรถน่ะค่ะ ช่วยบอกพี่จุนยองให้ก่อนได้มั้ยคะว่าลิลลี่ยังรับสายตอนนี้ไม่ได้เดี๋ยวจะติดต่อกลับไปลิลลี่ขอไปเอาของที่รถก่อนได้มั้ยคะ?”ฉันเอ่ยกับพี่ทีมงานผู้ชายอย่างร้องขอ ‘ยิ่งพี่จุนยองฝากตามหาตัวฉันกับคนอื่นแล้วนี่ป่านนี้โทรศัพท์ฉันต้องสายเข้าไม่หยุดแน่นอนเลย’
“เดี๋ยวพี่ไปขอกุญแจรถมาให้” พี่ทีมงานผู้ชายคนนั้นเอ่ยตอบกลับเสียงรีบร้อน
“ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันเอ่ยตอบพร้อมก้มหัวเล็กน้อยเป็การขอบคุณ
ผ่านไปไม่นานพี่ทีมงานผู้ชายเดินกลับมาพร้อมยื่นกุญแจรถมาให้ฉัน
“ขอบคุณค่ะ” ฉันยื่นมือรับกุญแจรถที่พี่ทีมงานผู้ชายส่งมาให้พร้อมเอ่ยตอบแล้วก้มหัวเล็กน้อยเป็การขอบคุณอีกครั้ง
“ครับ รีบไปรีบมานะ อาจจะใกล้เวลาเริ่มถ่ายแล้วด้วย” พี่ทีมงานผู้ชายคนนั้นเอ่ย
“ได้ค่ะพี่ๆ เดี๋ยวลิลลี่รีบมานะคะ” ฉันเอ่ยพร้อมรีบวิ่งออกไปทันที
@ที่จอดรถ
ฉันรีบวิ่งออกมาจากบ้านหรูสองชั้นหลังใหญ่อย่างเหนื่อยหอบ เมื่อมาถึงรถตู้ก็มือเป็ระวิงรีบไขกุญแจเปิดรถเพื่อมองหากระเป๋าของตัวเองเมื่อเปิดประตูรถได้ สายตาก็กวาดมองไปยังบริเวณที่นั่งของตัวเองที่นั่งตอนขามาและใช่! กระเป๋าครอสบอดี้สีดำของฉันวางนอนอยู่บนที่นั่งที่ตำแหน่งตรงนั้นเลย!!!
“อยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย ดีนะไม่ลืมไว้ที่ร้านอาหารอะ” ฉันเอ่ยพูดกับตัวเอง มือก็คว้าเ้ากระเป๋าที่ตัวเองดันลืมออกมาจากนั้นก็รีบปิดกระตูรถ
เมื่อได้กระเป๋าเป็ที่เรียบร้อยแล้วฉันก็ยังยืนอยู่บริเวณใกล้ๆ รถตู้นั่นแหละฉันรีบเปิดกระเป๋าเพื่อที่จะหยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดดู ปรากฏว่ามีข้อความเด้งเข้ามามากมายพร้อมสายเรียกเข้าจากทั้งพี่เมเนเจอร์ของพี่จุนยองและสายเรียกเข้าจากพี่จุนยองเองเมื่อเห็นดังนั้นฉันถึงต่อสายกลับหาพี่จุนยองทันที
พี่จุนยอง กำลังโทรออก …
ตื้ดดดดด ตื้ดดด
ถือสายไม่นานพี่จุนยองก็รับสาย
“ฮัลโหลค่าาพี่จุน” ฉันรีบชิงเอ่ยขึ้นก่อนอย่างเสียงใส พลางเดินกลับเข้าไปใกล้บริเวณบ้านหรูสองชั้นหลังใหญ่มากขึ้นและเดินไปหยุดคุยโทรศัพท์กับพี่จุนยองบริเวณสวนหย่อมเล็กๆ ข้างบ้าน
[ทำงานวันแรกก็ติดต่อยากนะครับ] พี่จุนยองเอ่ยเสียงเรียบ
“โธ่ พี่จุนขาาา หนูลืมโทรศัพท์ไว้ในรถนี่คะ ไม่ได้ตั้งใจไม่รับสายซะหน่อยน้าา”ฉันเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“ว่าแต่โทรหาหนูมีอะไรหรือเปล่าคะ?”ฉันเอ่ยถามพี่จุนยองต่อพลางหย่อนตัวนั่งลงบนก้อนหินขนาดใหญ่ภายในสวนหย่อม
[เดี๋ยวนี้ต้องมีเื่อะไรด้วยเหรอครับ ถึงจะโทรหาได้] พี่จุนยองเอ่ยเสียงเรียบ
“ไม่ใช่แบบนั้นนะคะพี่จุน โธ่ … เลิกแกล้งประชดกันได้แล้วค่ะ เรามาคุยกันดีๆ ได้แล้วค่ะหนูมีเวลาคุยด้วยไม่มากนะคะ พี่ทีมงานบอกว่าใกล้จะเริ่มถ่ายแล้ว” ฉันเอ่ยอย่างร่ายยาวบอกพี่จุนยอง
[โอเคครับ มาคุยกันดีๆ แล้วก็ได้] พี่จุนยองเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดีขึ้น ไม่เอ่ยเสียงเรียบเช่นเดิมแล้ว
“ดีเลยค่ะ ว่าแต่ … มีอะไรคะ?”ฉันเอ่ยถามอย่างสงสัย
[ไม่มีอะไรมากหรอก พี่แค่จะมาถามดูว่าเป็ยังไงบ้างเห็นหายเงียบ ไม่มีอัพเดทอะไรมาเลยน่ะ]พี่จุนยองเอ่ยต่อ
“อ่อออ ไม่มีอะไรเลยค่ะพี่จุน ทุกอย่างราบรื่นดีแถมพี่ๆ ทุกคนดีกับหนูมากค่ะไม่มีปัญหาเลยนะๆ” ฉันเอ่ยตอบ
[ไม่มีอะไรก็ดีแล้วครับ แต่ถ้ามีอะไรต้องบอกพี่นะๆ อย่าเก็บไว้] พี่จุนยองเอ่ยต่อพลางแอบกังวลกลัวว่าจะมีใครพูดอะไรหรือกระทำไม่ดีใส่น้องสาวของเขาหรือเปล่าเพราะต่อให้เป็ทีมงานของบริษัทเขาเองแต่การทำงานด้านนี้มันก็มีความท็อกซิกอยู่มากพอสมควร
“ค่ะพี่จุน ขอบคุณนะคะที่เป็ห่วงหนูเสมอ … แต่พี่จุนไม่ต้องกังวลนะๆ มันไม่มีอะไรค่ะแล้วก็ตั้งใจทำงานด้วยนะคะพี่จุน” ฉันเอ่ยตอบพี่จุนยองพลางรู้สึกตงิดๆ รอบตัวเหมือนกำลังถูกจ้องมองอยู่จึงหันมองไปยังรอบๆ บริเวณนั้นอย่างระแวดระวัง สายตาเงยพลันไปสบตากับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ผมสีดำ แต่งชุดสบายๆ ด้วยเสื้อแขนยาวสีขาวสวมกางเกงสีขาวยืนอยู่ที่ริมระเบียงชั้นสองพลางสงสัยว่า‘เขาคือใคร? แถมว่ายืนมองั้แ่เมื่อไหร่กัน!?!?!’
“พี่จุนคะ หนูต้องวางสายแล้วนะคะ ต้องรีบกลับเข้าไปเตรียมตัวแล้วค่ะ” ฉันเอ่ยบอกพี่จุนยองอีกครั้งพลางลุกขึ้นยืนและหันหน้ากลับไปอีกทางยังประตูทางเข้าบ้านหรูสองชั้นหลังใหญ่
[ครับ ถ้ามีอะไรก็รีบบอกพี่นะ] พี่จุนยองเอ่ยย้ำอีกครั้ง
“ได้ค่ะ มีอะไรหนูจะรีบบอกนะคะ หนูวางแล้วนะ บ๊ายบายค่ะ” ฉันเอ่ยพลางลดโทรศัพท์ลงมาเพื่อกดวางสายพร้อมหันกลับไปมองที่ริมระเบียงชั้นสองอีกครั้งเพื่อดูว่าเขาคือใครแต่เมื่อฉันหันไปดูอีกครั้งก็ไม่มีใครยืนอยู่ที่ริมระเบียงชั้นสองแล้ว
หลังจากการวางสายพี่จุนยองฉันก็ก้าวเท้าเดินกลับไปที่ประตูบานใหญ่ของบ้านหรูสองชั้นหลังใหญ่ทันทีพร้อมความแปลกใจ‘คนเราจะหายไปเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ?’ จากนั้นก็กำลังจะกดรหัสผ่านเหมือนกับที่พี่ทีมงานเคยกดรหัสเข้าตอนขนเสบียงต่างๆเข้าบ้านกันครั้งแรก
แต่ ‘เอ๊ะ!!! ฉันไม่ได้รู้รหัสนี่นาพี่ทีมงานก็ไม่ได้บอกไว้ ทำไงล่ะที่นี้!?! แล้วกดกริ่งได้มั้ยนะ?แต่ถ้าเขาเริ่มถ่ายกันอยู่ล่ะ ต้องโดนดุแน่ๆ เลยอะ’ คำถามและความกังวลมากมายผุดขึ้นมาภายในหัวเล็กๆ ของฉัน ‘เอาล่ะยัยลิลลี่ !! ตั้งสติก่อนตอนนี้’
ฉันยืนส่ายไปมาอย่างพะวักพะวงอยู่ที่หน้าประตูบ้านใหญ่สักพักจนในมีอะไรผุดขึ้นมาในความคิด‘การโทรนั้นจริงๆ เป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดเลยแต่ถ้าเกิดถ่ายทำกันอยู่ล่ะก็ … ขิตแน่ค่ะ แชทกลุ่มๆ ส่งข้อความถามพี่เขา ขอให้เขาตอบและยังไม่เริ่มถ่ายด้วยเถอะนะ’
ทำได้เพียงภาวนาในใจแล้วกดเปิดโทรศัพท์เข้าแชทกลุ่มในแอปพลิเคชันสีเหลืองสำหรับการแชท
Lalitaa_Lilly: พี่ๆ คะ ลิลลี่ขอรหัสเปิดประตูได้มั้ยคะ ลิลลี่เข้าไม่ได้ค่ะ
ฉันพิมพ์ข้อความส่งเข้าไปในกลุ่มเป็ที่เรียบร้อยแล้วแล้วก็นั่งรอบริเวณขอบบันไดหน้าบ้านหรูสองชั้นหลังใหญ่
ฉันใช้มือจับโทรศัพท์อย่างแแ่ และสายตาก็จ้องมอง หน้าจออย่างตั้งใจเฝ้ารอการตอบกลับของพี่ทีมงานทุกคน นั่งรอผ่านไปสักพักก็ยังไม่มีการตอบกลับและยังไม่มีใครอ่านข้อความของฉันเลย
‘เอาว่ะ! นั่งรออีกสัก 10 นาทีแล้วกันถ้าไม่มีคนตอบกลับค่อยกดกริ่งละกัน แต่อย่าเพิ่งถ่ายทำกันแล้วกันนะคะฮรืออออ’ ในหัวใจพลางคิดต่างๆนาๆ เฝ้ารอการตอบกลับสุดๆ
โดยระหว่างการนั่งรอพี่ๆ ทีมงานตอบข้อความนั้น ฉันก็แอบลุกขึ้นไปชะโงกหน้าดูบุคคลที่ฉันเพิ่งสบตากับเขาไปเมื่อกี้นี้ที่เขายืนอยู่ที่ระเบียงชั้นสองว่าเขายังอยู่ตรงนั้นหรือไม่หรือเมื่อกี้ที่หันไปไม่เห็นเขาแล้วเป็เพราะฉันตาฝาด แต่ปรากฏว่าตอนนี้ก็ไม่มีใครยืนอยู่ที่ริมระเบียงชั้นสองนั้นจริงๆ… ‘อันนี้คือเขาเข้าไปแล้ว หรือสิ่งที่ฉันเห็นตอนคุยโทรศัพท์กับพี่จุนยองนั่นใช่คนหรือเปล่านะ!?!ละใส่ชุดขาวซะด้วยสิ!!’ เมื่อความคิดนี้ผุดเข้ามาในหัวฉันก็ชะเง้อชะแง้มองหาพี่ๆ ทีมงานคนอื่นๆ เผื่อว่าจะมีใครออกมาข้างนอกบ้าง ‘อย่าเป็แบบที่คิดเลยนะคะ ถึงหนูจะไม่ได้ไหว้ก่อนเข้าบ้านแต่หนูมาดีนะ’
ฉันนั่งทำจิตใจให้สงบและแล้วก็ครบ 10 นาทีที่นั่งเฝ้ารอ แต่ยังคง … ไร้การตอบกลับ
‘กดกริ่งเลยละกัน!?!?! อาจจะรบกวนบ้างแต่ก็ดีกว่าการนั่งอยู่แบบนี้คนเดียวล่ะ’ ฉันยังคงตบตีกับตัวเองอยู่ ค่อนข้างที่จะกลัวการกดกริ่งครั้งนี้กลัวว่าทุกคนกำลังถ่ายทำแล้วถ้าหากฉันไปสร้างเสียงรบกวนเข้าเนี่ย เกมส์โอเวอร์แน่นอนแต่ก็ค่อนข้างเริ่มกลัวการอยู่คนเดียวที่สถานที่แปลกถิ่นแบบนี้แล้วเหมือนกัน
ฉันยังคงยืนพะวักพะวงทำในใจการกดกริ่งครั้งนี้เล็กน้อย อยากจะบอกว่าการกดกริ่งครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่ทำให้ฉันลำบากใจสุดๆไปเลย ‘ถ้ากดกริ่งแล้วรบกวนแต่ยังได้เข้าไปข้างในและไม่ต้องอยู่คนเดียวแบบนี้แถมได้ทำงานมันก็คงไม่เป็ไรมากหรอกมั้ง ดีกว่าไม่ได้เข้าไปเลยแล้วต้องอยู่ข้างนอกคนเดียวแบบนี้ไหนจะเหมือนการโดดงานอีกนะลิลลี่’ ฉันพยายามสู้รบกับจิตใจของตัวเองมือก็เอื้อมไปกดกริ่งที่บนเครื่องอัตโนมัติที่หน้าประตู
ติง ติ่ง ติ้ง ติง !!
เสียงกริ่งดังขึ้นมา
ในใจฉันภาวนาให้ให้ประตูบานใหญ่ตรงหน้ารีบเปิดออกมาซะทีและไม่นานสิ่งที่ฉันภาวนาก็เป็จริง …
แกร๊ก!!!
เสียงประตูบานใหญ่ถูกเปิดออก
ภาพที่ฉันเห็นตรงหน้าทำให้ฉันตกตะลึงพร้อมยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงหน้าประตูนั้นสิ่งที่ฉันเห็นตอนนี้คือชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ที่ริมระเบียงชั้นสองเมื่อกี้นี้!!!!!
“ผะ ผี!!!!!!” ฉันะโเป็ภาษาไทยออกมาอย่างสุดเสียงด้วยความใ
[ลิลลี่ END]