บทที่ 5 ปราณเกล็ดน้ำแข็งค้าง
สายตาของเฟิงเสวียมองออกไปยังท้องฟ้ากว้างใหญ่จากนั้นก็หันกลับมามองยังลูกชายตัวเอง ใบหน้าขึงขังจริงจังทำให้หวังเฟิงตั้งใจฟังมากกว่าเดิม
“วิชาปราณเกล็ดน้ำแข็งค้างแบ่งออกเป็ทั้งหมด ห้าขั้น ขั้นแรกสำนึกรู้ ขั้นสองรวบรวมปราณ ขั้นสามหลอมปราณขั้นสี่กายปราณเป็หนึ่ง และขั้นห้าเกล็ดน้ำแข็งใจเดียว”ถึงตรงนี้เฟิงเสวียก็หยุดพักแล้วพูดต่อว่า “ดูแม่ให้ดี”
พริบตานั้นกึ่งกลางมือของเฟิงเสวียมีเข็มน้ำแข็งเล่มเล็กปรากฏขึ้นบนใจกล่างฝ่ามือพอเฟิงเสวียสบัดมือวูบไปด้านหน้า เข็มน้ำแข็งพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วปักลงบนแผ่นเหล็กหนาสามนิ้วที่วางไว้ถึงเกือบครึ่งเล่มหวังเฟิงที่เห็นภาพนี้ถึงกับอ้าปากค้าง ภาพที่เห็นตรงหน้าเหนือจินตนาการจนเกินไปไม่ใช่มายากล ไม่ใช่เอฟเฟกต์แบบในหนังที่เคยดู แต่เป็สิ่งที่เกิดขึ้นจริง
“การจะทำแบบนี้ได้ลูกจะต้องมีความสำเร็จถึงขั้นสี่”
ประกายตาของหวังเฟิงแวววาวมีความมุ่งมั่นยิ่งกว่าตอนสอบเลื่อนข้ามระดับเสียอีกและนี่คือสิ่งที่เฟิงเสวีย้า
พอเห็นใบหน้าของลูกชายมีความมุ่งมั่นแล้วเฟิงเสวียก็พูดต่อว่า “การฝึกวิชาต้องค่อยเป็ค่อยไป ขั้นอื่นลูกไม่ต้องไปคิดถึงเพียงฝึกขั้นแรกให้ดีก็พอ... หลับตาลง”
หวังเฟิงหลับตาลงอย่างว่าง่ายจากนั้นก็ััได้ว่าบนหัวของตัวเองมีฝ่ามือทาบลงมาอย่างอ่อนโยน พร้อมกันนั้นก็ได้ยินเสียงลอยเข้าหูมาว่า“ขั้นสำนึกรู้ ปล่อยจิต ปล่อยกายให้สบาย รับรู้ถึงการไหลของปราณธรรมชาติปรับเปลี่ยนสภาวะของร่างกายให้เหมาะกับการรองรับลมปราณ ลูกต้องทำจิตให้ว่างทำใจให้ว่าง ถึงจะสามารถรับรู้ถึงกระแสลมปราณที่มีอยู่รอบๆ ตัวได้เมื่อร่างการสร้างการสำนึกรู้ได้ถึงจุดสูงสุดแล้ว ลูกจะรู้ด้วยตัวเอง และนั่นหมายความว่าลูกฝึกขั้นแรกสำเร็จแล้ว”
เฟิงเสวียใช้วิชาลมปราณถ่ายทอดเสียงพร้อมกับใช้พลังชักนำให้หวังเฟิงััถึงกระแสลมปราณธรรมชาติได้ง่ายขึ้น วิธีนี้สามารถทำได้ครั้งแรกและครั้งเดียว ต่อจากนี้ผู้ฝึกจะต้องัักระแสลมปราณธรรมชาติให้ได้ด้วยตัวเอง
ไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบัน หวังเฟิงก็ถือว่าเป็เด็กอัจฉริยะอย่างแท้จริง เพียงแค่หนึ่งสัปดาห์หวังเฟิงก็เริ่มััได้ถึงกระแสลมปราณธรรมชาติแล้ว เด็กน้อยหวังเฟิงวัยห้าปีนอกจากความประหลาดใจ ระคนดีใจแล้วก็ยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางการฝึกฝนจากวันเป็เดือนจากเดือนเป็ปี สภาพร่างกายของหวังเฟิงเองก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกันการฝึกในขั้นสำนึกรู้ ไม่ใช่เพียงแค่ให้ผู้ฝึกรับรู้ถึงกระแสลมปราณธรรมชาติแต่จะต้องทำให้ิั กล้ามเนื้อ เส้นเื และกระดูกสำนึกได้ถึงกระแสลมปราณธรรมชาติได้ด้วยซึ่งกว่าหวังเฟิงจะสำเร็จในขั้นแรกนี้ได้ก็ใช้ระยะเวลาไปทั้งหมดสองปีครึ่งถือว่าเร็วกว่าเวลาที่เฟิงเสวียหวังไว้ครึ่งปี ในเวลาที่เหลือครึ่งปีนี้เป็การพักให้หวังเฟิงได้ใช้ชีวิตอย่างที่เด็กทั่วไปควรจะเป็
“พรุ่งนี้ไปเรียนวันแรกพ่อจะให้เฉียวเว่ยไปส่งลูกนะ”
“ครับแม่ไปไหนเหรอครับ”
“แม่พาน้องไปนอน”หวังมู่วางช้อนส้อมลง จ้องหน้าลูกชายพลางครุ่นคิดแล้วพูดว่า“ถ้าลูกกินเสร็จแล้วก็ตามพ่อมาที่ห้องหนังสือ”
ตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปากแล้วหวังเฟิงรีบกินน้ำแล้วเดินตามหวังมู่เข้าไปในห้องหนังสือทันทีถึงจะบอกว่านี่เป็ห้องหนังสือแต่ด้านในก็ไม่ได้มีหนังสือเยอะแยะอะไรมากมายขนาดนั้นสมควรจะบอกว่ามันเป็ห้องทำงานของหวังมู่จะเหมาะสมกว่า
“ลูกรู้ใช่ไหมว่าวิชาที่ลูกฝึกมันไม่ใช่วิชาป้องกันตัวธรรมดาๆทั่วไป”
หวังเฟิงพยักหน้า“รู้ครับ”
“แม่บอกพ่อไว้แล้วถ้าฝึกขั้นแรกสำเร็จพลังของลูกจะเหนือกว่าคนทั่วไปฉะนั้นเวลาจะทำอะไรออมแรงของตัวเองไว้ให้ดี ถ้าไม่ถึงคราวจำเป็จริงๆ ห้ามใช้พลังอย่างเต็มที่ยิ่งถ้าลูกฝึกสำเร็จขั้นที่สูงขึ้น ยิ่งต้องระวังมากกว่าเดิม ลูกเป็เด็กฉลาดคงรู้นะว่าพ่อกำลังเป็ห่วงเื่อะไร”
หวังเฟิงสบสายตาตอบพ่อของตัวเองอย่างจริงจัง“ผมเข้าใจแล้วครับ”
หวังมู่ยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับยื่นมือไปลูบศรีษะลูกชาย “ไปนอนเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”
โรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งเป็โรงเรียนมัธยมปลายที่ดีที่สุดของเมืองหลวงโดยอาศัยผลชี้วัดจากอัตราการสอบติดมหาวิทยาลัยของนักเรียนแถมมหาวิทยาลัยเ่าั้ต่างเป็มหาวิทยาลัยมีชื่ออันดับต้นๆ ของประเทศ ทำให้การแข่งขันระหว่างนักเรียนจึงสูงตามไปด้วยการสอบวัดผลแต่ละครั้งจะมีประกาศผลคะแนนของนักเรียนสามสิบอันดับแรกของชั้นปีติดไว้
“นี่รู้หรือเปล่าห้องเราจะมีเด็กนักเรียนอายุ 8 ปีมาเรียนด้วยนะ”
“หานี่เธอล้อฉันเล่นเหรอ?”
“ล้อเล่นที่ไหนล่ะเมื่อกี้หัวหน้าห้องเพิ่งจะแวะไปดูที่ห้องพักครูมาเอง”
“เด็กคนนี้สอบข้ามชั้นมาม.ปลายั้แ่อายุเท่านี้เนี่ยนะ สมองทำด้วยอะไรเนี่ย”
นักเรียนหญิงคนแรกได้ยินเพื่อนใหม่พูดแบบนั้นรีบเชิดหน้าขึ้น“เธอดูนี่”
นักเรียนหญิงคนที่สองรีบยื่นหน้ามาดูบนสมาร์ทโฟนที่เพื่อนเปิดให้ดูภาพบนหน้าจอคือข้อมูลเด็กอัจฉริยะของโลก หนึ่งในนั้นมีเด็กคนหนึ่งที่อายุเพียงแค่13ปี ก็เรียนจบปริญญาเอกแล้ว พระเ้า ! นี่คือโลกของอัจฉริยะ !
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังซุบซิบนินทาอยู่นี่เองเสียงเปิดประตูห้องเรียนก็ดังขึ้น เหล่านักเรียนในห้องต่างรีบนั่งประจำที่ความเงียบเข้าปกคลุมในห้องเรียนอย่างรวดเร็ว สมกับเป็นักเรียนที่มุ่งเน้นการเรียนเป็สำคัญ
“สวัสดีทุกคนผมกู้เซียว เป็ครูประจำชั้นของทุกคน วันนี้เปิดเทอมเป็วันแรกชีวิตเด็กนักเรียนมัธยมปลายของพวกเธอจะเริ่มต้นั้แ่วันนี้เป็ต้นไป”ครูประจำชั้นกู้เซียว กวาดตามองไปรอบทั้งห้อง จากนั้นก็ลดระดับสายตาลงบนเด็กที่ยืนอยู่ตรงหน้าของตัวเอง
“นี่คือหวังเฟิงอย่างที่เห็น เขาเป็เด็กที่สอบข้ามระดับชั้นมา ครูขอให้ทุกคนช่วยดูแลเขาด้วย” ครูประจำชั้นกู้เซียววางมือลงบนไหล่แล้วพูดต่อว่า “หวังเฟิง ตรงนั้นที่ยังว่างอยู่ เป็ที่นั่งของเธอนะ”
“ครับ”
่จังหวะที่หวังเฟิงเดินไปยังที่นั่งของตัวเองทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่เขาอย่างอดไม่ได้ ไม่ใช่แค่เรียนเก่ง ไม่ใช่แค่ฉลาดแต่หวังเฟิงคนนี้ ยังเป็เด็กที่ดูแล้วมีโครงหน้าดีอย่างมาก นี่อายุแค่แปดปีเองนะ ไม่อยากจะคิดเลยว่าโตขึ้นมาแล้วจะหล่อขนาดไหน
เห็นหวังเฟิงนั่งเรียบร้อยแล้วครูประจำชั้นกู้เซียวก็พูดขึ้นทันที “เจอกันวันแรก เราก็มาแนะนำตัวกันหน่อยหลังจากแนะนำตัวกันเสร็จครูจะให้พวกเราเลือกหัวหน้าห้องหนึ่งคนและก็รองหัวหน้าห้องอีกสองคน ฉะนั้นใครอยากทำหน้าที่นี้ก็บอกมาก่อนได้เลย เริ่มจากเธอก่อนแล้วกัน...”
การแนะนำตัวการเลือกหัวหน้าห้อง รองหัวหน้าห้อง เป็ไปอย่างรวดเร็วเพราะมีนักเรียนบางคนที่อยากจะเป็หัวหน้าห้องอยู่แล้วหลังจากคัดเลือกหัวหน้าห้องเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเริ่มเรียนอย่างเป็ทางการ
สิ่งสำคัญสำหรับนักเรียนมัธยมปลายนอกจากจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ก็คือการเลือกสาย ว่าจะเรียนสายวิทย์หรือสายศิลป์ ตัวหวังเฟิงนั้นมีตัวเลือกในใจอยู่แล้วถึงแม้ตัวหวังเฟิงจะเป็คนไม่ค่อยพูด แต่เขาเป็คนที่ชื่นชอบการเรียนด้านภาษาลองคิดดูไม่ว่าใครพูดอะไรมา ก็สามารถที่จะฟังรู้เื่ได้ สิ่งนี้มันวิเศษขนาดไหน? ดังนั้นแนวทางการเรียนของหวังเฟิงจึงเน้นทางด้านสายศิลป์เป็หลัก
[กิ๊งก่อง]
เสียงกริ่งเลิกเรียนของวันดังขึ้นเด็กนักเรียนในห้องต่างแยกย้ายกันไปตามจุดหมายของตัวเอง บ้างไปเล่นบาสเก็ตบอลบ้างไปร้านเกม บ้างไปเดินเล่น หวังเฟิงที่เด็กที่สุด บวกกับมีใบหน้าที่น่าดูจึงถูกเพื่อนชั้นเรียนที่โตกว่าชวนไปเล่นอย่างอดไม่ได้
“น้องหวังไปเล่นแถวสนามบอลกับพี่ไหม”
“อย่าไปกับสาวๆพวกนั้นเลย ไปร้านเกมกับพวกพี่ดีกว่า”
“ไปร้านโมเดลตรงหน้าโรงเรียนดีกว่า”
หวังเฟิงที่ถูกรุมล้อมได้ยินเสียงคนนั้นคนนี้ชวนตัวเองก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอบกลับไปว่า “ขอบคุณพี่ๆนักเรียนทุกคนที่ชวนนะครับ แต่ตารางของผมค่อนข้างแน่นเลยต้องกลับก่อน”
[ตาราง?]
ทุกคนทวนคำนี้ขึ้นพร้อมกันยังไม่ทันที่จะถามไถ่รายละเอียดอะไรก็เห็นว่าที่ด้านนอกเหมือนกับมีบอดี้การ์ดคนนึงเดินมารับหวังเฟิงไปแล้ว พอเพื่อนนักเรียนในห้องเห็นภาพนี้เข้าก็รู้ได้ทันทีเลยว่า ดูเหมือนเพื่อนใหม่คนนี้จะไม่ใช่คนธรรมดาเสียแล้ว
พอขึ้นมานั่งบนรถหวังเฟิงก็เอ่ยปากถามขึ้นทันที “คุณอาเฉียว พ่อกับแม่ มาถึงหรือยังครับ”
เดิมทีเฉียวอี้ทำหน้าที่เป็บอดี้การ์ดของหวังมู่แต่่นี้เขาต้องทำหน้าที่เป็บอดี้การ์ดของหวังเฟิงชั่วคราวได้ยินคำถามของนายน้อย ก็ยิ้มรับตอบกลับไป “นายท่าน กับนายหญิงมาถึงแล้วครับพอเราไปถึงบ้านเมื่อไหร่ ก็จะเริ่มการคัดเลือกเลย”
พอพูดถึง‘การคัดเลือก’ ก็อดทำให้เฉียวอี้นึกย้อนกลับไปในตอนนั้นไม่ได้เขาเองก็เป็คนหนึ่งที่ผ่านการคัดเลือกนี้มาเหมือนกันการคัดเลือกนี้จะเป็การเลือกผู้ติดตามที่จะมาคอยทำหน้าที่คุ้มกัน เป็บอดี้การ์ดเป็คนอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับทายาทสายตรงของตระกูลหวัง
การเลือกผู้ติดตามนี้มีความพิเศษอย่างมากมีความคล้ายคลึงกับการเลือกเพื่อนร่วมเรียนขององค์ชายในสมัยก่อนรวมไปถึงบ่าวรับใช้ของคุณหนู คุณชายทั้งหลายในสมัยก่อนด้วย ดังนั้นคนที่เข้าร่วมการคัดเลือกจึงต้องมีอายุพอๆกันกับหวังเฟิง ไม่เกิน 8-10 ปี ต้องเป็เด็กกำพร้า มีความอดทน และมีความซื่อสัตย์ด้วยเงื่อนไขที่ค่อนข้างเยอะเป็พิเศษแบบนี้ ทำให้ต้องมีการคัดเลือกด้วยกันหลายรอบทดสอบกันหลายครั้งจนสุดท้ายจะเหลือเด็กเพียงแค่เด็กไม่กี่คนเท่านั้นที่ผ่านการทดสอบในจำนวนเด็กเหล่านี้ หากโชคดีก็จะได้รับคัดเลือกให้มาติดตามรับใช้หวังเฟิงหากโชคไม่ดีก็จะต้องเก็บของกลับไปตามทางเดิมพร้อมกับค่าตอบแทนเล็กน้อย
‘ไม่รู้ว่าคราวนี้จะมีเด็กที่โชคดีกี่คน’ เฉียวอี้คิดในใจ