บทที่ 7 ผลาญชุมโจร
สายลมกลางราตรีพัดกรูเกรียว พัดผ่านป่าทึบซึ่งมีเพียงแสงจันทร์อันเยือกเย็นสาดส่องลงมาบนเส้นทางลับของพวกโจรป่า
เหยาหนิงเหอและเหยาหนิงเจี้ยนเดินเคียงกันไปข้างหน้า ดวงตาของทั้งคู่สะท้อนประกายเ็า ขณะที่ด้านหลัง หลี่เฟยเทียนเดินตามเงียบ ๆ มือกำด้ามกระบี่แน่น ในดวงตาฉายแววครุ่นคิด
"จากร่องรอยที่พบ พวกมันต้องมีที่กบดานใหญ่กว่านี้แน่ อาจจะเป็ชุมโจรใหญ่"
เหยาหนิงเจี้ยนเอ่ยเสียงเรียบ นางเงยหน้าขึ้นมองต้นไม้ใหญ่รอบด้าน ก่อนจะเหลือบมองน้องสาว
"เราต้องไปให้ถึงก่อนที่พวกโจรที่หลบหนีจะกลับไปแจ้งข่าว"
เหยาหนิงเหอพยักหน้า นางก้าวเท้าฉับไว เส้นผมดำขลับสะบัดเบา ๆ ตามแรงลม สีหน้าของนางเคร่งขรึมขึ้นเมื่อเห็นแสงไฟริบหรี่ลึกเข้าไปในหุบเขา
"ข้าเจอแล้ว"
ปลายยอดเขามีชุมโจรตั้งอยู่กลางป่าลึก กระท่อมไม้ไผ่หลายหลังปลูกเรียงรายอย่างไม่เป็ระเบียบ รอบพื้นที่มีรั้วไม้แหลมล้อมเอาไว้บางส่วน เสียงหัวเราะหยาบช้า เสียงถังเหล้ากระทบกันดังแว่วมาเป็ระยะ กลิ่นไอของอาชญากรรมอบอวลอยู่ทั่วบริเวณ
หลี่เฟยเทียนกวาดตามองพื้นที่โดยรอบ ใบหน้าเรียบนิ่งของเขาเริ่มมีแววขบคิด
"หากปล่อยไว้ พวกมันก็จะกลับมาสร้างความเดือดร้อนอีก"
เขาพึมพำเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองเหยาหนิงเหอและเหยาหนิงเจี้ยนที่จ้องไปยังชุมโจรด้วยแววตาเ็า
"ต้องเผามันให้วอด ทำลายเสียให้สิ้น"
เหยาหนิงเหอพูดพึมพำ
“แต่ดูเหมือนชุมโจรนี้ มีทั้งชายหญิง เด็ก คนชรา เราจะเผาทั้งหมด ไม่โหดร้ายยิ่งกว่าโจรพวกนี้หรือ”
เหยาหนิงเจี้ยนทักท้วงขมวดคิ้วเล็กน้อย
“มันบีบคั้นพวกพวกเราจนต้องประสบเภทภัย คร่าขืนใจหญิงชาวบ้าน ดักปล้นทำร้ายคนจร ยังมีเหตุอันใดต้องเมตตาพวกมันอีกหรือ”
“แต่พวกเด็กๆ ย่อมไม่รู้ความ”
“ท่านพี่จะมีเมตตาต่อพวกมัน ข้าไม่ว่ากะไร แต่ข้าจะไม่เหลือชุมโจรแห่งนี้ให้เดือดร้อนผู้คนอีกแน่นอน”
หญิงสาวผู้น้องสาวคำรามในลำคอ ดวงตาเป็กระกายด้วยแววมุ่งมั่น
ผู้พี่ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย
"แต่ต้องทำอย่างเงียบเชียบ ไม่ให้พวกมันมีเวลาตั้งตัว"
เหยาหนิงเหอไม่พูดมาก นางพุ่งตัวหายไปในเงามืดอย่างเงียบกริบ ผ่านหลังคากระท่อมของพวกโจรไปโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว ก่อนที่มือเรียวของนางจะควักชุดไฟจ่อลงบนหลังคามุงหญ้า
หลี่เฟยเทียนเดินอ้อมไปอีกด้าน จุดไฟลงบนคบเพลิงที่เตรียมไว้ จ่อจุดกับหลังคาที่พักซึ่งล้วนทำจากหญ้า อันเป็เชื้อเพลิงได้เป็อย่างดี เปลวไฟลุกโชนขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อมีสายลมช่วยพัดพา ไม่นานไฟก็ลามไปยังกระท่อมโดยรอบในชั่วพริบตา
เปลวเพลิงสาดสะท้อนอยู่ในดวงตาของพวกเขา
เสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะ ๆ ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงร้องตื่นตระหนกของเหล่าโจรที่เพิ่งรู้สึกตัว กระท่อมแต่ละหลังเริ่มพังครืนลงไปทีละหลัง ไฟลุกลามราวกับัเพลิงที่ออกอาละวาด
"ไฟ! ไฟไหม้!"
เสียงโหวกเหวกดังระงม เตือนกันเองด้วยท่าทีแตกตื่น เมื่อเห็นเปลวเพลิงลุกลามไปทั่วชุมโจร เส้นทางโดยรอบเต็มไปด้วยเปลวเพลิงและควันที่ลอยปกคลุม
เหยาหนิงเหอ หลี่เฟยเทียน และเหยาหนิงเจี้ยนแอบซุ่มมองดูเปลวไฟที่ลุกลามเผาผลาญชุมโจรให้มอดไหม้ไปต่อหน้าต่อตา พวกเขาไม่ได้กล่าวสิ่งใด ทว่าภายในใจกลับรู้สึกถึงความโล่งใจที่หนึ่งในรังโจรที่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ถูกชำระล้างจนสิ้น
เปลวไฟยังคงลุกโชน เผาผลาญชุมโจรจนเสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะดังสะท้อนไปทั่วหุบเขา ควันดำลอยคลุ้งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน ขณะที่เหยาหนิงเหอ เหยาหนิงเจี้ยน และหลี่เฟยเทียน ซุ่มตัวอยู่ในเงามืดไม่ไกลจากกองเพลิงนัก
แต่ทันใดนั้นเอง
"พวกมันอยู่ตรงนั้น!"
เสียงะโดังขึ้นจากด้านหลังของพวกเขา โจรป่าคนหนึ่งที่วิ่งออกมาจากเส้นทางลับบังเอิญเห็นร่างทั้งสามซ่อนตัวอยู่ มันรีบชักดาบออกมาพร้อมตวาดเรียกพรรคพวก
"พวกมันเป็คนวางเพลิง! ล้อมพวกมันไว้!"
เพียงชั่วพริบตา เหล่าโจรป่าที่เหลือจากการหลบหนีไฟลุกท่วม กรูกันเข้ามารุมล้อมพวกเขา ท่ามกลางแสงเปลวเพลิงที่สาดกระทบใบหน้าของโจรแต่ละคน แววตาของพวกมันเต็มไปด้วยโทสะ
"เหอะ! มากันเยอะขนาดนี้…"
เหยาหนิงเหอแสยะยิ้ม มือเรียวกระชับกระบี่แน่น เตรียมทะยานเข้าโจมตี
"หนิงเหอ ถอยมาก่อน"
เสียงของหลี่เฟยเทียนดังขึ้นขัดจังหวะ นางขมวดคิ้ว แต่ยังคงฟังคำของเขา
หลี่เฟยเทียนก้าวออกมายืนเบื้องหน้าสองพี่น้อง สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง แต่แววตาฉายประกายคมกริบ เขาไม่ได้ชักอาวุธ แต่กลับยกมือขึ้นกำหมัดแน่นแทน
"ท่านคิดจะสู้มือเปล่าหรือ?"
เหยาหนิงเจี้ยนถามเสียงต่ำ
"หึ ก็แค่พวกโจรไร้ฝีมือ ดูให้ดีล่ะ"
สิ้นคำพูด ร่างของหลี่เฟยเทียนพุ่งเข้าไปหาพวกโจรด้วยความเร็วที่แตกต่างจากยอดยุทธโดยสิ้นเชิง แทนที่จะแสดงกระบวนท่าดาบหรือลมปราณ เขากลับใช้หมัดและเท้าต่อสู้แทน
"พลั่ก!"
เสียงกระแทกดังสนั่น ร่างของโจรคนแรกที่วิ่งเข้ามาถูกปลายเท้าของหลี่เฟยเทียนกระแทกถีบเข้าที่ซี่โครงอย่างรุนแรงจนกระเด็นไปชนต้นไม้
อีกคนเงื้อดาบหมายเข้าประชิดฟัน แต่ก่อนที่ดาบจะฟาดลง หลี่เฟยเทียนกลับหมุนตัว เตะเข้าที่ข้อมือของมัน ดาบในมือหลุดกระเด็น ก่อนที่เขาจะหมุนตัวซ้ำและส่งหมัดกระแทกเข้าใบหน้าของมันจนหงายหลังล้มลง
เหยาหนิงเหอและเหยาหนิงเจี้ยนมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
"กระบวนท่านี้…ไม่เหมือนวิชายุทธทั่วไปเลย"
เหยาหนิงเจี้ยนพึมพำเบา ๆ
โจรอีกสามคนพุ่งเข้ามาพร้อมกัน หลี่เฟยเทียนถอยหลังเล็กน้อยหลบคมดาบ ก่อนจะะโขึ้นและใช้ส้นเท้ากระแทกถีบเข้าที่หน้าอกของคนหนึ่งเต็มแรงจนมันกระเด็นล้มลง พลิกตัวไปหลายตลบ
จากนั้นเขาพุ่งเข้าหาคนที่เหลืออย่างรวดเร็ว จับข้อมือของอีกคนบิดจนมันร้องลั่น ทิ้งดาบหลุดมือ ก่อนจะใช้ท่าทุ่มส่งร่างมันฟาดลงกับเข่าที่ตั้งชันในท่วงท่าแอ่นหลัง
"กร๊อบ!..อ๊ากกก!"
เสียงกระดูกเคลื่อน เสียงร้องโหยหวนของโจรโชคร้ายดังก้องทั่วป่า ร่างของพวกมันนอนระเกะระกะ ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก
หลี่เฟยเทียนสะบัดมือเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามองสองสาวที่ยังคงจับจ้องเขาด้วยสายตาประหลาดใจ
"พวกเ้าตกตะลึงอะไรกัน?"
เขาถามพลางยิ้มบาง ๆ
"กระบวนท่าของท่าน…คล้ายไม่เคยเห็นมาก่อน มันคือเคล็ดวิชาสำนักใด"
เหยาหนิงเหอเอ่ยขึ้น
"มันไม่ใช่วิชาตัวเบา ไม่ใช่วิชาหมัดมวยของชาวยุทธ แต่กลับรวดเร็วร้ายกาจได้เพียงนี้…โอ..ประหลาดแท้"
เหยาหนิงเจี้ยนพูดเสริม
หลี่เฟยเทียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองพวกโจรที่หมดสภาพบนพื้น
"ก็แค่การต่อสู้ที่ข้าใช้มาตลอดชีวิตเท่านั้นเอง"
สองพี่น้องมองสบตากัน ก่อนจะมองกลับไปยังชายหนุ่มตรงหน้า รู้สึกได้ถึงความลึกลับที่เพิ่มขึ้นอีกขั้น
หลี่เฟยเทียนปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า หลังจากจัดการกับพวกโจรที่หมดสภาพลงไปกองกับพื้นเรียบร้อยแล้ว เขาเดินเข้าไปสำรวจร่างของพวกมัน โดยไม่แยแสเสียงร้องครวญครางอย่างอเน็จอนาจของพวกที่ยังไม่หมดสติ
"ท่านจะทำอะไร?"
เหยาหนิงเหอเอ่ยถาม ขณะที่นางมองเขานั่งยอง ๆ ค้นตามตัวโจรทีละคน
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบในทันที เขาเพียงใช้มือล้วงเข้าไปในเสื้อของโจรป่าคนหนึ่ง แล้วดึงถุงเงินออกมา ก่อนจะเปิดออกดู ภายในมีเหรียญเงินและทองคำไม่ใช่น้อย นอกจากนั้นยังพบแหวนหยก เครื่องรางทองคำ และเครื่องประดับมีค่าหลายชิ้น
"หึ… มากกว่าที่คิด"
เขาพึมพำ ก่อนจะเดินไปค้นตามตัวโจรคนอื่น ๆ อย่างไม่รีบร้อน
เหยาหนิงเจี้ยนที่มองอยู่ขมวดคิ้ว สีหน้าของนางฉายแววไม่พอใจเล็กน้อย
"นายท่าน ท่านค้นข้าวของของพวกมันราวกับเป็โจรเสียเอง"
คำพูดของนางทำให้หลี่เฟยเทียนชะงักไปเล็กน้อย แต่แทนที่เขาจะรู้สึกผิดหรือหยุดมือ กลับหัวเราะในลำคอเบา ๆ แล้วกล่าวเสียงเรียบ
"ข้าว่ามันคือสิ่งที่พวกมันปล้นมาจากชาวบ้านเสียมากกว่า เ้าเห็นไหม? แหวนหยกนี่มีตราประจำตระกูล แสดงว่าเคยเป็ของชนชั้นสูง… แต่ดูจากสภาพแล้ว เ้าของเดิมคงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว"
เขาหยิบเหรียญทองขึ้นมาโยนเล่นในมือ ดวงตาคมกริบฉายแววเฉียบขาด
"พวกมันสร้างความเดือดร้อนปล้นเขามา แล้วจะให้ข้าปล่อยของเหล่านี้ให้ไร้ค่าหรือ?"
เหยาหนิงเหอที่เงียบอยู่นานมองดูชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความฉงน นางไม่เคยเห็นผู้ใดทำเช่นนี้มาก่อน
โจรยุทธภพมักปล้นเพื่อกอบโกยเพื่อตัวเอง แต่หลี่เฟยเทียน ท่าทางของเขาไม่ได้เหมือนโจรที่้าลาภสักการะ ทว่ากลับเป็การกระทำที่มีเหตุผลในตัวเอง
เหยาหนิงเจี้ยนยังคงลังเล
"แต่พวกเรามิใช่โจร"
"ข้าไม่ได้ขโมยปล้นชิงของจากผู้บริสุทธิ์…"
หลี่เฟยเทียนตอบโดยไม่เสียเวลาเถียงต่อ
"...ข้ากำลังเอาคืนจากโจรพวกนี้ ของพวกนี้ควรถูกนำไปใช้เพื่อสิ่งที่ดีกว่า ไม่ใช่ปล่อยทิ้งไว้ให้เสียของ หรือเอาไปสร้างชุมโจรให้ใหญ่ขึ้น ยิ่งได้มาก ยิ่งเหิมเกริม ส้องสุมคนโฉด"
กล่าวจบ เขาก็รวบรวมของมีค่าทั้งหมดห่อไว้ด้วยผ้าผืนหนึ่ง ก่อนจะยื่นมันให้เหยาหนิงเจี้ยน
"ถือไว้ นี่เป็ของพวกเราแล้ว"
เหยาหนิงเจี้ยนมองห่อผ้านั้นอย่างลังเล นางเหลือบตามองน้องสาวที่ยืนกอดอกเงียบ ก่อนจะถอนหายใจและรับของมาโดยไม่พูดอะไร
"พวกเรายังต้องเดินทางอีกไกล ทรัพย์สินเหล่านี้อาจมีประโยชน์ในภายหน้า…"
หลี่เฟยเทียนกล่าวพลางสะพายกระบี่ของตัวเองขึ้น
"...อย่าได้คิดมากไปนัก"
เหยาหนิงเหอยิ้มน้อย ๆ อย่างพอใจ ขณะที่เหยาหนิงเจี้ยนแม้จะยังไม่เห็นด้วยทั้งหมด แต่ก็เลือกที่จะไม่กล่าวอะไรอีก
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามก็หันหลังให้กับซากโจรที่นอนเกลื่อนพื้น และก้าวเดินจากไป ท่ามกลางแสงเพลิงที่ยังลุกโชนควันคุกรุ่นอยู่เื้ั
โปรดติดตามตอนต่อไป