ตอนที่ 18: ปล้นคนทรยศ
ความมืดมิดยามราตรีแผ่สยายปีกครอบคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้วของผืนป่าทึบ แสงจันทร์ที่เคยสาดส่องลงมาอาบโลมผืนปฐพี บัดนี้กลับถูกมวลเมฆหมอกสีเทาเข้มหนาทึบบดบังจนสิ้น ไร้ซึ่งแสงสว่างใดเล็ดลอดลงมาถึงพื้นดินราวกับสวรรค์จงใจปิดตาไม่รับรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น บรรยากาศรอบกายในป่าลึกเงียบสงัดจนน่าขนลุกขนพอง มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรและแมลงกลางคืนที่กรีดร้องระงมประสานเสียงราวกับจะขับขานบทเพลงส่งวิญญาณ สายลมหนาวพัดโชยมาเป็นระลอก หอบเอาความชื้นแฉะของน้ำค้างและกลิ่นดินโคลนเน่าเปื่อย ผสมปนเปกับกลิ่นคาวเลือดเจือจางที่ยังคงหลงเหลือจากการปะทะในสมรภูมิครั้งก่อนมาแตะจมูก ย้ำเตือนให้รู้ว่าแผ่นดินนี้ยังคงลุกเป็นไฟ
ณ ชายป่าทึบที่รกชัฏและเต็มไปด้วยอันตราย ร่างเงาตะคุ่มๆ นับสิบชีวิตกำลังเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบและเชื่องช้าประดุจฝูงอสรพิษที่กำลังเลื้อยหมอบคลานผ่านพงหญ้าคา พวกเขาไม่ใช่ทหารรับจ้างเดนตายที่ไหน แต่คือ "เป้า" ขุนศึกหนุ่มร่างหนาผู้มีสรีระช่วงล่างอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และพรรคพวกชาวบ้านค่ายป่าอีกสิบชีวิตที่อาสาสมัครมาร่วมภารกิจเสี่ยงตาย ลอบเร้นในค่ำคืนนี้
เป้าอยู่ในชุดทะมัดทะแมงพร้อมรบ เขานุ่งโจงกระเบนสีเข้มถกสั้นเหนือเข่า รัดด้วยผ้าขาวม้าสีแดงหม่นที่เอวอย่างแน่นหนา เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่อัดแน่นราวกับสลักจากหินผา และแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจางๆ จากการกรำศึกและเป็นกระสอบทรายมนุษย์มานับครั้งไม่ถ้วน ใบหน้าคมเข้มแบบชายไทยโบราณที่มักจะประดับด้วยรอยยิ้มกะล่อน บัดนี้กลับเคร่งขรึมและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินหม้อสีดำสนิทเพื่อพรางตัวในความมืด ดวงตาดุดันและวาวโรจน์ของเขากวาดมองฝ่าม่านราตรีไปเบื้องหน้าอย่างระแวดระวังทุกฝีก้าว
“ชู่ว… ระวังหนามให้ดี ระวังเสียงขยับของใบไม้แห้งด้วย” เป้าส่งเสียงกระซิบแผ่วเบาลอดไรฟัน พร้อมกับยกมือขวาขึ้นกำหมัดแน่น เป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดการเคลื่อนไหวโดยพลัน
เบื้องหน้าของพวกเขาคือดงเถาวัลย์และพุ่มขวากหนามมหาโหดที่พันเกี่ยวกันอย่างหนาแน่นราวกับกำแพงปราการธรรมชาติ ที่คอยกีดกันผู้บุกรุกไม่ให้ล่วงล้ำเข้าไป หนามแหลมคมยาวเท่านิ้วก้อยซ่อนตัวอย่างเงียบงันอยู่ใต้ใบไม้สีเขียวคล้ำ พร้อมจะทิ่มแทงและฉีกทึ้งผิวเนื้อของใครก็ตามที่เผลอไผลเดินทะเร่อทะร่าเข้าไป เป้าค่อยๆ ย่อตัวลงต่ำจนอกแทบติดพื้น หมอบคลานไปตามพื้นดินที่ชื้นแฉะและเต็มไปด้วยแมลง ใช้มีดหมอลงอาคมเล่มสั้นที่พกติดตัวมา ค่อยๆ แหวกและตัดเถาวัลย์หนามเหล่านั้นออกทีละเส้นอย่างใจเย็นและประณีตที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังแม้แต่นิดเดียว
ชาวบ้านอาสาทั้งสิบคนที่หมอบคลานตามหลังมาต่างกลั้นหายใจจนหน้าดำหน้าแดง เหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลย้อยลงมาตามกรอบหน้าและแผ่นหลัง แม้อากาศยามดึกจะเย็นเยียบจนบาดผิว แต่ความตื่นเต้นและลุ้นระทึกกับภารกิจลอบเร้นกลับทำให้ร่างกายของพวกเขาร้อนผ่าว พวกเขาทุกคนต่างรู้ดีแก่ใจว่าภารกิจนี้คือการลอบเร้นเข้าไปในเขตหมู่บ้านข้างเคียง ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นหมู่บ้านคนทรยศที่สวามิภักดิ์ต่อกองทัพแคว้นพยัคฆ์ทมิฬไปแล้ว หากพลาดพลั้งทำเสียงดังจนถูกจับได้ นั่นหมายถึงความตายด้วยการถูกสับเป็นชิ้นๆ สถานเดียว
เป้าในยามนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่รอบคอบและเยือกเย็น ผิดแผกไปจากนิสัยกะล่อนปลิ้นปล้อนตามปกติอย่างสิ้นเชิง เขารู้จักสังเกตทิศทางลมเพื่อไม่ให้กลิ่นกายลอยไปเตะจมูกสุนัขเฝ้ายาม เงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าของเวรยามที่เดินตรวจตราอยู่ไกลๆ และกะจังหวะการเคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำราวกับผู้ชำนาญศึก เมื่อเห็นว่าเส้นทางปลอดภัยไร้คนสอดส่อง เขาก็จะหันมาพยักหน้าและกวักมือเรียกให้พรรคพวกค่อยๆ คลานตามมาทีละคน การคลานลอดผ่านดงขวากหนามกินเวลาเนิ่นนานและยากลำบากแสนเข็ญ เสื้อผ้าของหลายคนถูกหนามเกี่ยวจนขาดวิ่น ผิวหนังมีรอยขีดข่วนเลือดซิบๆ หยดลงดิน แต่กลับไม่มีใครปริปากบ่นหรือส่งเสียงร้องโอดครวญออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ทุกคนต่างกัดฟันข่มความเจ็บปวด มุ่งหน้าสู่เป้าหมายด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะกอบกู้ของๆ พวกตนคืนมา
หลังจากใช้เวลาคลานฝ่าดงขวากหนามมาได้พักใหญ่ ในที่สุดเป้าและพรรคพวกก็หลุดพ้นจากแนวกั้นธรรมชาติ พวกเขาคลานขึ้นมาซุ่มดูสถานการณ์อยู่หลังเนินดินและกอหญ้าสูงชัน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถมองลงไปเห็นทัศนียภาพของหมู่บ้านข้างเคียงได้อย่างชัดเจนเต็มสองตา ทว่า ภาพที่ปรากฏแก่สายตาเบื้องล่างนั้น กลับทำเอาเลือดในกายของเป้าและเหล่าชา;บ้านเดือดพล่านด้วยความโกรธแค้นจนแทบจะระเบิดออกมา
บริเวณลานกว้างใจกลางหมู่บ้านทรยศ มีกองไฟขนาดมหึมาถูกจุดสว่างไสว เปลวไฟสีส้มแดงเต้นเร่าสะท้อนให้เห็นใบหน้าของผู้คนที่ล้อมวงกันอยู่อย่างชัดเจน พวกมันคือไอ้พวกหัวโจกคนทรยศจากหมู่บ้านนี้ ที่ยอมก้มหัวแปรพักตร์ไปเลียแข้งเลียขาเป็นขี้ข้าศัตรู พวกมันกำลังนั่งล้อมวงดื่มสุราเมรัยกันอย่างเมามัน ส่งเสียงหัวร่อต่อกระซิกดังลั่นอย่างไม่เกรงใจฟ้าดินหรือใยดีต่อความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมชาติ
สิ่งที่ทำให้ชาวค่ายป่าเจ็บปวดใจและแค้นเคืองที่สุดหาใช่การทรยศหักหลัง แต่เป็นเสบียงอาหาร ข้าวสารกระสอบใหญ่ กระสอบเกลือบริสุทธิ์ และเนื้อสัตว์ตากแห้งชั้นดี ที่พวกคนทรยศนำมาประกอบอาหารและจัดเลี้ยงฉลองกันอย่างฟุ่มเฟือยนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นของที่พวกมันบุกไปปล้นชิงมาจากคลังเสบียงของค่ายป่าทั้งสิ้น! หยาดเหงื่อแรงงาน หยาดน้ำตา และความหวังของพี่น้องชาวค่ายป่า ลูกเล็กเด็กแดงที่ต้องทนหิวโหยไส้กิ่ว กลับกลายมาเป็นอาหารโอชะให้พวกเศษสวะเหล่านี้สวาปามอย่างสำราญใจ
ยิ่งไปกว่านั้น ในวงเหล้าอัปรีย์นั้นยังมีนายทหารแคว้นพยัคฆ์ทมิฬสองนาย สวมเกราะหนังสัตว์หนาเตอะเหน็บดาบโค้งคู่ นั่งชันเข่าดื่มกินอยู่อย่างโอ่อ่าวางก้าม พวกมันคือตัวแทนของความโหดร้ายทารุณที่เข้ามาย่ำยีแผ่นดินเกิด แต่ไอ้พวกคนทรยศกลับพากันประจบประแจงสอพลอ รินเหล้าใส่จอกและคอยปรนนิบัติพัดวีทหารศัตรูราวกับเป็นบิดาบังเกิดเกล้าที่เคารพรัก
“ไอ้พวกชาติหมา… สาระเลวเอ๊ย พวกมันเอาเสบียงข้าวปลาอาหารของพวกเรามากินกันอย่างสำราญใจ ในขณะที่ลูกเมียพวกเราต้องทนอดอยาก ปะทังชีวิตด้วยเผือกมัน” ชาวบ้านหนุ่มคนหนึ่งกำหมัดแน่นจนข้อต่อขาวซีด เส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นที่ขมับ เขากัดฟันกรอดด้วยความแค้นจนแทบจะคุมสติไม่อยู่ ร่างกายสั่นเทิ้มเตรียมจะลุกพรวดพุ่งเข้าไปสับพวกมันให้แหลกคามือ
เป้าที่ตาไวรีบเอื้อมมือไปตะปบไหล่ทหารหนุ่มคนนั้นไว้แน่น พร้อมกับกดร่างให้นั่งลงเบาๆ เพื่อเรียกสติ “ใจเย็นไว้ไอ้ทิด มึงอย่าเพิ่งวู่วามด่วนได้ไป หากมึงโผล่หัวออกไปให้พวกมันเห็นตอนนี้ ก็เตรียมตัวตายโหงตายห่ากันหมดทั้งสิบเอ็ดคนนี่แหละ”
ดวงตาของเป้าหรี่แคบลง จ้องมองลงไปที่วงเหล้านั้นด้วยสายตาที่เย็นชาเยือกเย็นและวาวโรจน์ราวกับมัจจุราช “ข้าเข้าใจความแค้นของพวกเอ็งดี ข้าเองก็อยากจะกระโจนเข้าไปเด็ดหัวพวกมันเรียงตัว ควักไส้เอามาให้หมากิน แต่พวกเราลอบเข้ามาที่นี่เพื่อเอาของๆ เราคืน ไม่ใช่มาตายโง่ๆ ให้พวกมันหัวเราะเยาะ”
เป้ากวาดสายตามองชาวบ้านทุกคนผ่านความมืด ด้วยแววตาที่หนักแน่นและจริงจังดุดัน “คืนนี้ พวกเราจะกู้ศักดิ์ศรีของค่ายป่ากลับคืนมา เราจะปล้นเอาอาวุธและเสบียงของพวกมันให้เหี้ยนเตียน ไม่ให้เหลือแม้แต่เม็ดข้าวสารเดียวตกถึงท้องพวกมัน ให้พวกมันรู้สำนึกว่าคนค่ายป่าไม่ใช่หมูในอวยที่จะให้ใครมาย่ำยีเหยียบย่ำได้ง่ายๆ! เข้าใจที่กูพูดไหมวะ?”
คำพูดของเป้าแม้จะถูกเค้นออกมาเป็นเพียงเสียงกระซิบที่แผ่วเบา แต่มันกลับดังก้องกังวานเข้าไปในก้นบึ้งหัวใจของชาวบ้านทุกคน ปลุกปั่นไฟแค้นและแรงใจให้ลุกโชนโชติช่วงขึ้นมาอีกครั้ง ทุกคนพยักหน้าตอบรับด้วยแววตาที่มุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว พร้อมที่จะฝากชีวิตและทำตามแผนการของผู้นำร่างหนาคนนี้อย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ
เมื่อปลุกใจและดึงสติพรรคพวกเสร็จสิ้น เป้าก็เริ่มสำรวจลาดเลาและประเมินสถานการณ์เบื้องหน้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาสอดส่ายสายตาสังเกตเห็นว่า ที่หน้ากระท่อมหลังใหญ่สุดซึ่งดัดแปลงเป็นคลังเก็บอาวุธและเสบียงชั่วคราวนั้น มีเวรยามข้าศึกเดินตรวจตราอยู่สองคน พวกมันถือหอกยาวด้ามไม้แดง ท่าทางทะมัดทะแมงและระแวดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา สายตาสอดส่ายไปมาไม่ยอมอยู่นิ่ง
“ไอ้สองตัวหน้าคลังนั่นแหละปัญหาใหญ่ ถ้าเราขืนบุ่มบ่ามลอบเข้าไปตอนที่มันยังเดินเพ่นพ่านไปมาอยู่ มีหวังโดนหอกเสียบไส้ไหลทะลักแน่” เป้าพึมพำกับตัวเองเบาๆ สมองอันเจ้าเล่ห์และกะล่อนหาตัวจับยากของเขาเริ่มหมุนติ้ว ประมวลผลหาทางหนีทีไล่และกลอุบายล่อเสือออกจากถ้ำ
ทันใดนั้น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดุจจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเป้า “หึ... ข้ามีวิธีล่อไอ้พวกหน้าโง่นั่นออกไปล่ะ พวกเอ็งทุกคนซุ่มรออยู่ที่นี่ คอยดูสัญญาณจากข้าให้ดี พอพวกมันเผลอทิ้งยามปุ๊บ พวกเอ็งก็ลุยเข้าไปงัดคลังขนของได้เลย”
พูดจบ เป้าก็ล้วงมือลงไปคลำตามพื้นดิน หยิบก้อนหินขนาดเหมาะมือขึ้นมาสองสามก้อน เขาค่อยๆ คลานแยกตัวออกจากกลุ่มอย่างแนบเนียน อ้อมไปทางด้านหลังกระท่อมร้างอีกหลังหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปทางปีกซ้าย เป้าหมายของเขาไม่ใช่เวรยามโดยตรง แต่เป็นสุนัขเฝ้ายามพันธุ์ทางตัวหนึ่งที่นอนหมอบหลับตาพริ้มอยู่ใกล้ๆ กับเวรยามทั้งสอง
เป้าเล็งเป้าหมายผ่านความสลัวอย่างแม่นยำ กะน้ำหนักมือให้พอดี ก่อนจะสะบัดข้อมือปาหินก้อนแรกออกไปสุดแรง
*ปั้ก! เอ๋งงงง!*
ก้อนหินกระแทกเข้าที่หัวของสุนัขเคราะห์ร้ายอย่างจัง เสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดและตกใจดังทะลุความเงียบ มันกระโดดเหยงๆ สะบัดหัวไปมา ก่อนจะวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปอีกทาง เสียงร้องและอาการตื่นตระหนกของสุนัข ดึงดูดความสนใจของเวรยามทั้งสองให้หันขวับไปมองทันที
“เฮ้ย! เสียงอะไรวะ ไอ้ด่างมันร้องทำไมของมัน?” ยามคนแรกตะโกนขึ้นอย่างหัวเสีย พร้อมกับกระชับหอกในมือแน่น สายตาจ้องเขม็งไปในความมืด
“สงสัยมีคนแปลกหน้าลอบเข้ามา หรือไม่ก็พวกสัตว์ป่าหลงฝูง มึงลองเดินไปดูลาดเลาสิวะ” ยามคนที่สองออกความเห็น พลางพยักหน้าให้อีกฝ่ายไปตรวจสอบ
จังหวะนั้นเอง เป้าก็งัดเอาความกะล่อนขั้นสุดยอดวิชาหน้าด้านออกมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ เขาจงใจก้าวเท้าย่ำลงบนกองใบไม้แห้งกรอบให้เกิดเสียงดัง *กรอบแกรบ* ชัดเจน พร้อมกับทำท่ายืนพิงต้นไม้ใหญ่ในมุมมืดที่แสงไฟจากคบเพลิงส่องไปถึงเพียงรำไร สิ่งที่เด่นชัดที่สุดไม่ใช่ใบหน้า แต่เป้าจงใจขยับสะโพกและแอ่นสรีระช่วงล่างที่ ‘ใหญ่ตุง’ จนดันเนื้อผ้าโจงกระเบนออกมาอย่างโจ่งแจ้ง นูนเด่นเป็นสง่าราวกับท่อนซุงขนาดมหึมาที่ท้าทายสายตาทุกคู่ให้หันมามอง
“เฮ้ย! ใครอยู่ตรงนั้นวะ! มึงเป็นใครวะ ทำไมตรงนั้นมัน... เอ๊ะ! ยืนแอบทำลับๆ ล่อๆ ออกมาเดี๋ยวนี้นะโว้ย!” ยามคนแรกตะโกนถามเสียงหลง เมื่อสังเกตเห็นเงาตะคุ่มๆ ที่มีลักษณะพิลึกพิลั่นผิดมนุษย์มนา โดยเฉพาะส่วนล่างที่เตะตาจนน่าตกใจ
เป้าแกล้งทำเป็นสะดุ้งตกใจสุดขีด รีบหันหลังทำท่าลุกลี้ลุกลนวิ่งหนีเข้าไปในพุ่มไม้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่วายจงใจวิ่งกระแทกส้นเท้าหนักๆ ให้เกิดเสียงดังตึงตัง เพื่อล่อให้พวกมันคิดว่าเป็นคนร้ายที่กำลังหนีเอาตัวรอดและวิ่งตามมา
ในขณะที่เป้ากำลังวิ่งสับทัพหลอกล่ออยู่นั้น เสียงของระบบเทพแมงดาโบราณก็ดังขึ้นในหัวของเขาด้วยน้ำเสียงยียวนกวนประสาทตามสไตล์
[ “ติ๊ง! ภารกิจย่องเบาล่อตีนเริ่มขึ้นแล้วจ้า! แหม... ลีลาแอ่นเป้าล่อเป้าเนี่ย ช่างแพรวพราวเสียจริงนะโฮสต์! กรุณาระมัดระวังตัวด้วยนะจ๊ะ รักษาก้นงามๆ และกระดูกอย่าให้โดนรุมทุบปางตายกลางดงศัตรูเสียล่ะ ไม่งั้นคืนนี้จะไม่มีแม่หญิงคนสวยคนไหนมาคอยช่วยทายาถูนวดให้นะจ๊ะ!” ]
“ไอ้ระบบเวรตะไล! มึงเงียบปากไปเลย นี่ไม่ใช่เวลามาหน้าสิ่วหน้าขวานมาแซวโว้ย!” เป้าสบถด่าในใจอย่างหัวเสีย พลางสับตีนแตกวิ่งหลอกล่อเวรยามให้ห่างออกไปจากคลังอาวุธเรื่อยๆ ลัดเลาะเข้าป่าทึบไปทีละก้าว
เวรยามทั้งสองหลงกลกุศโลบายล่อเหยื่ออย่างจัง พวกมันเห็นความผิดปกติและปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นหัวขโมยหรือสายลับที่ลอบเข้ามาสอดแนม จึงรีบตะบึงฝีเท้าวิ่งตามเงาของเป้าเข้าไปในความมืดมิด ทิ้งกระท่อมคลังอาวุธและเสบียงให้ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังโดยไร้คนเฝ้ายาม
“ตอนนี้แหละ! ลุยเลยพวกเรา!”
เมื่อชาวบ้านที่ซุ่มรอเห็นว่าเวรยามทั้งสองถูกล่อออกไปไกลจนลับสายตาแล้ว พวกเขาก็ไม่รอช้า กรูกันพุ่งทะยานออกจากที่ซ่อนประดุจเงาแค้น พุ่งตรงไปยังคลังอาวุธอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบที่สุดตามแผนการ พวกเขาใช้ชะแลงเหล็กที่เตรียมมาสอดเข้าใต้แม่กุญแจและสลักประตู งัดแงะอย่างชำนาญและระมัดระวังที่สุด เพียงไม่กี่อึดใจ เสียงคลิกเบาๆ ก็ดังขึ้น ประตูคลังถูกเปิดออกอย่างง่ายดาย
ภายในกระท่อมคลังแสงที่อับทึบ เต็มไปด้วยหีบไม้บรรจุอาวุธ ดาบเหล็กกล้าชั้นดี หอกยาวหลายสิบเล่ม และที่สำคัญที่สุดคือกระสอบข้าวสารเสบียงกรังที่เรียงซ้อนกันเป็นพะเนิน ซึ่งล้วนแต่เป็นของที่ถูกปล้นมา ชาวบ้านไม่รอช้ารีบแบ่งหน้าที่กันอย่างรู้ใจ ช่วยกันแบกหามขนย้ายดาบและกระสอบข้าวสารออกมาอย่างเร่งรีบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกคนรู้ดีว่าเวลาของพวกเขามีจำกัดดั่งทองคำ ต้องแข่งกับเวลาก่อนที่เวรยามจะรู้ตัวว่าโดนหลอกและวกกลับมา
เป้าที่วิ่งหลอกล่อจนเวรยามหลงป่าคลาดสายตาไปได้สำเร็จ อาศัยความชำนาญพื้นที่รีบวิ่งวกกลับมาสมทบกับพรรคพวกที่หน้าคลังอย่างรวดเร็ว เขาไม่รอช้า พุ่งเข้าไปช่วยแบกกระสอบข้าวสารน้ำหนักอึ้งขึ้นบ่าถึงสองกระสอบรวดด้วยพละกำลังมหาศาลที่เพิ่มขึ้นจากการฝึกฝนกายเหล็กไหลจนบรรลุกายาขั้น 8 กล้ามเนื้อแขนและแผ่นหลังปูดโปนขึ้นเป็นมัดๆ ทนทานต่อแรงกดทับได้อย่างสบายๆ ราวกับแบกปุยนุ่น
การขนย้ายเป็นไปอย่างราบรื่นรวดเร็วจนเกือบจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ อาวุธและเสบียงจำนวนมากถูกลำเลียงออกไปส่งต่อเป็นทอดๆ ซ่อนไว้ที่ชายป่าด้านนอก รอการขนกลับค่ายป่าในรุ่งสาง
แต่ทว่า… สวรรค์มักชอบเล่นตลกร้ายกับชะตากรรมของมนุษย์เสมอ
ในจังหวะสุดท้ายที่เป้าแบกกระสอบข้าวสารใบสุดท้ายไว้บนบ่า และกำลังจะก้าวเท้าเดินพ้นกรอบประตูคลังออกมานั้นเอง นายทหารแคว้นพยัคฆ์ทมิฬคนหนึ่งที่วงเหล้า ซึ่งดื่มสุราจนเมามายพับหลับไปก่อนหน้านี้ เกิดปวดปัสสาวะกะทันหันกลางดึก มันงัวเงียเดินโงนเงนลุกขึ้นมา ปลดผ้าเตี่ยวเตรียมจะฉี่รดโคนต้นไม้ที่ข้างกระท่อมติดกับคลังอาวุธพอดี!
แสงไฟจากคบเพลิงที่ปักอยู่หน้ากระท่อม สาดส่องไปกระทบกับใบดาบเหล็กกล้าที่เสียบอยู่ข้างเอวของชาวบ้านคนหนึ่งที่กำลังเดินตามหลังเป้า ประก่ายไฟสะท้อนแวบวาววับเข้าตานายทหารข้าศึกที่กำลังยืนปลดทุกข์อยู่อย่างพอดิบพอดี!
ความง่วงงุนและอาการเมามายหายเป็นปลิดทิ้งประดุจถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด นายทหารข้าศึกเบิกตากว้างจนแทบถลนด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อสายตาเพ่งมองฝ่าความมืดและเห็นเงาคนนับสิบกำลังขนเสบียงออกจากคลัง มันรีบคว้าแตรศึกทำจากเขาสัตว์ที่ห้อยคออยู่ ขึ้นมาจรดริมฝีปากและเป่าลมเข้าไปสุดแรงเกิด!
*หวูดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!*
เสียงแตรศึกดังกังวานแหลมบาดลึกทะลวงแก้วหู แหวกทำลายความเงียบสงัดของยามราตรีไปจนสิ้นซาก เสียงเตือนภัยมรณะดังลั่นไปทั่วทั้งลานกว้างและทุกหลังคาเรือนในหมู่บ้าน ปลุกให้ทุกคนสะดุ้งตื่นจากภวังค์หลับใหลและอาการเมามายในชั่วพริบตา
“เฮ้ย! ข้าศึกบุก! ไอ้พวกขโมย! มันลอบมาปล้นคลังอาวุธ!” นายทหารข้าศึกตะโกนแหกปากสุดเสียง พลางชักดาบโค้งคู่ประจำกายออกมาแกว่งไกวเตรียมพร้อมรบ
สิ้นเสียงตะโกนแจ้งเหตุและเสียงแตรศึก ทหารแคว้นพยัคฆ์ทมิฬและชาวบ้านทรยศนับร้อยคนที่กำลังเมามายและหลับใหล ต่างตกใจตื่นคว้าอาวุธใกล้มือ วิ่งกรูออกมาจากกระท่อมทุกทิศทุกทางราวกับฝูงแตนแตกรัง พวกมันพุ่งตรงมาล้อมกรอบบริเวณคลังอาวุธไว้อย่างรวดเร็ว แสงคบเพลิงนับร้อยดวงถูกจุดสว่างพรึบขึ้นราวกับทะเลเพลิง สาดส่องให้เห็นใบหน้าที่ถมึงทึง ดุดัน และกระหายเลือดของศัตรูที่กำลังมุ่งร้ายเข้ามาบีบวงล้อมแคบลงทุกที
เป้าและชาวบ้านทั้งสิบคนหยุดชะงักงัน ถูกล้อมกรอบปิดทางหนีถอยอย่างสมบูรณ์แบบ! บรรยากาศที่เคยเงียบสงัดบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสมรภูมิที่กำลังจะเดือดพล่าน เสียงโห่ร้องตะโกนด่าทอ และเสียงฝีเท้าของศัตรูดังกระหึ่มเข้าใกล้มาทุกขณะ ความระทึกใจพุ่งทะยานถึงขีดสุด บีบหัวใจของทุกคนให้เต้นระรัวราวกับจังหวะกลองศึกที่ถูกรัวตีอย่างบ้าคลั่ง!
ณ วินาทีวิกฤตที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย หน้าต่างระบบโปร่งแสงสีทองเรืองรองก็เด้งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเป้า พร้อมกับตัวอักษรที่สว่างวาบราวกับจะเย้ยหยันชะตากรรม