“ไมเคิล คนพวกนั้นล้วนเป็นชาวพื้นเมืองนี้ทั้งนั้น เกิดที่นี่ วงศ์วานว่านเครืออยู่ที่นี่ ทุกคนมีความรู้เกี่ยวกับตำนานพื้นบ้านเท่าๆ กับที่ญาติผู้ใหญ่ของพวกเขาเคยรู้มาแล้ว เพราะฉะนั้น ผมไม่อยากให้คุณเข้าใจผิดว่า ที่นี่ยังเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนอยู่อีกต่อไป เพราะถ้าพวกชาวเมืองรู้ว่าคุณคิดยังงั้นละก็ เขาจะไม่ยอมยกโทษให้คุณเลย”“แต่ตอนที่ผมเขียนตำนานของพวกเอสกิโม..”“มันไม่เหมือนกันหรอก” แพ้ตดี้ขึ้น “เพราะว่าพวกชาวเอสกิโมส่วนใหญ่ยังมีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมพื้นบ้านโบราณนั่นมาก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเขาไปแล้ว แต่ตำนานของชาวไอริชแทบจะไม่มีบทบาทอะไรสำหรับชีวิตของผู้คนในเมืองนี้เลย..!”“อ้าว แล้วอย่างเรื่องที่ผมเคยได้ยินมาล่ะครับ เช่นว่าชาวไอริชไม่ยอมไม่ยอมตัดต้นไม้เก่าแก่ เพราะเชื่อว่ามีนางไม้ปกปักรักษาอยู่หรืออะไรทำนองนั้น” ไมเคิลหันมามองหน้าบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ของตนครั้งหนึ่ง “หรืออย่างเรื่องที่ผมเคยอ่านพบว่า เหตุผลหนึ่งที่เดอ โลรีน มีปัญหาเรื่องงานสร้างรถยนต์ของเขาอย่างมากก็เพราะว่าเขาไปสร้างโรงงานทับสถานที่เก่าแก่ และยังไปตัดต้นไม้ที่เชื่อกันว่าเป็น “หนามนางฟ้า” ทิ้ง เพื่อจะให้ประตูโรงงานเปิดได้กว้างขึ้นนั่นล่ะครับ? ”“ผมว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อเรียกร้องความสนใจมากกว่านะ” แพ้ดดี้พูดยิ้มๆ “และสมมุติว่าถ้ามันจะเกิดขึ้นจริง มันก็ไม่ใช่ความผิดของเขาที่มาตั้งโรงงานขึ้นที่นี่จริงไหม..ผมว่าที่มันมีเรื่องราวพรรค์ยังงั้นเกิดขึ้นก็น่าจะเป็นเพราะพวกชาวพื้นเมืองที่นี่ไม่ชอบหน้าเขามากกว่า”ซึ่งไมเคิลไม่ได้ให้ความสนใจกับความคิดเห็นของแพ้ดดี้เท่าไรนัก“ว่าแค่คุณพอจะหาผู้ช่วยให้ผมได้หรือยังล่ะครับ? ”“มา..เราเดินกันไปเรื่อยดีกว่า” แพ้ตดี้ผุดลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นกับเศษหญ้าออกจากกางเกง ชี้ด้ามร่มไปทางขวามือ จากนั้นทั้งสองก็ออกเดินไปตามทางเท้าที่มีผู้คนเดินกันอยู่ขวักไขว่ ผ่านอ่างน้ำพุกับร่องไม้ดอกที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีและขณะนี้ก็กำลังออกดอกบานสะพรั่ง แข่งสีสันกันอยู่อย่างสวยสดงดงามด็อคเตอร์ แพทริค บีร์น เดินนำไมเคิล คูลเลน ห่างจากกลุ่มผู้คนออกมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ถึงมุมสงบแห่งหนึ่ง ซึ่งอากาศดูจะเย็นกว่าส่วนอื่นของสวนสาธารณะแห่งนี้ด้วยซ้ำตอนที่เดินผ่านอ่างน้ำพุเล็กๆ ที่มีอนุสาวรีย์ของบุคคลสำคัญตั้งตระหง่านอยู่ในบริเวณใกล้เคียงนั้น ไมเคิลสังเกตเห็น ว่ามีหญิงสาวผมดำคนหนึ่ง แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบบธรรมดาสีขาวสะอาดนั่งอยู่บนรั้วคอนกรีตเตี้ยๆ ที่ล้อมอ่างน้ำพุแห่งนั้นไว้ หล่อนกำลังสยายผมที่ยาวสลวยลงมาถึงแผ่นหลังอย่างเพลิดเพลิน ความดำขลับของสีผม ยามต้องแสงอาทิตย์เป็นประกายเลื่อมลาย ทำให้เขาถึงกับตะลึงมองอยู่ เป็นครู่จึงรู้สึกว่าแพ้ตดี้กำลังพูดอะไรบางอย่างกับเขาอยู่“เอ้อ..ผมขอโทษ..”“ผมกำลังเล่าเรื่องผู้ช่วยคนที่หาให้คุณอยู่ยังไงล่ะ ใจลอยไปถึงไหนกัน? ”“ผมกำลังมองดูผู้หญิงคนนั้น..” เขาหันกลับไปมองทางอ่างน้ำพุอีกครั้ง แต่แล้วก็ต้องชะงักไปเมื่อปรากฏว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลยแม้แต่คนเดียว “สงสัยว่าเธอคงจะเดินออกไปแล้วละครับ เมื่อกี้ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น เธอมีพวงผมที่สวยมากทีเดียว” เขาสังเกตเห็นรอยยิ้มที่ฉาบอยู่บนใบหน้าแพ้ตดี้ จึงรีบพูดต่อด้วยน้ำเสียงขัดเขินว่า “ครับ..เมื่อกี้นี้คุณกำลังพูดถึงเรื่องผู้ช่วยผมอยู่..แล้วยังไงต่อไปล่ะครับ? ”“อันที่จริงผมก็มองเห็นใครคนหนึ่งอยู่แล้วละ เพียงแต่มันเกิดความไม่แน่ใจขึ้นมาเท่านั้น”“อ้าว..ทำไมล่ะครับ? ” ไมเคิลถามอย่างแปลกใจเต็มที่“ก็เพราะเขาเป็นผู้หญิงน่ะสิ”“ผู้หญิง..แล้วยังไงหรือครับ? ”“คุณคิดดูก็แล้วกันว่าคาร์ล่าจะรู้สึกยังไง ที่จู่ๆ คุณก็อุทิศเวลาทั้งหมดให้กับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งคุณอ้างว่าเป็นผู้ช่วยน่ะ”“แต่ว่านี่มันเรื่องงานนะครับ” ไมเคิลทักท้วง“ผมน่ะรู้..ว่ามันเรื่องงาน” แพ้ตดี้ยิ้มกว้าง “แต่ก็เอาเถอะ มันก็เป็นปัญหาของคุณอีกนั่นแหละ มันไม่ใช่เรื่องหนักหัวผมสักหน่อยจริงไหม..คือยังงี้นะ การที่เราจะหาใครสักคนที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาษาและวัฒนธรรมเก่าแก่ของไอริชอย่างดีนั้นน่ะ มันไม่ใช่จะหากันได้ง่ายๆ หรอก แต่ถึงยังงั้นผมก็ยังอุตส่าห์หาใครมาให้คุณคนหนึ่งจนได้ เขามีคุณสมบัติเหมาะสมตามที่คุณต้องการทุกประการทีเดียว ตอนนี้จบปริญญาโทแล้วกำลังทำปริญญาเอกอยู่”“ในสาขาอะไรหรือครับ? ”“มานุษยวิทยา”“เยี่ยมเลย..!”“นอกจากนั้น เขายังเคยเขียนนิทานพื้นบ้านสำหรับเด็กด้วยนะ เอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่อะไรทำนองนั้นแหละ”“ฟังเข้าท่าไม่น้อยเลยนะครับ แต่ผมคิดว่าเขาคงไม่สนใจเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ละมังครับ? ”“นอกจากเขาจะมีความชำนาญในการเครื่องมือแบบที่ว่านั่นแล้ว เขาก็ยังตื่นเต้นดีใจที่จะได้ทำงานร่วมกับดอกเตอร์หนุ่มชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงด้วย ถ้าจะพูดกันตามความจริงแล้วนะ ผมก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า ถึงแม้ถ้าผมจะขอให้เขามาช่วยงานคุณแบบอาสาสมัคร เขาก็คงจะเต็มใจทำอยู่แล้วละ แล้วนี่ยิ่งได้เงินเขาก็ยิ่งเต็มใจทำใหญ่”“รู้สึกว่าเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมจริงๆ เลยนะครับ แล้วมันมีอะไรที่ผิดพลาดเกิดขึ้นกับเขาหรือครับ คือผมฟังๆ แล้วรู้สึกเหมือนเขามีอะไรบางอย่างที่มันเป็นสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้นกับตัวเองอยู่”“ก็ไม่ได้มีอะไรผิดพลาดอย่างที่คุณว่าหรอก ผมกลับคิดว่าเขาเป็นบุคคลที่ก้าวเข้ามาในจังหวะที่พอเหมาะที่สุดเลยเสียด้วยซ้ำ พอผมเห็นเขาเข้าผมก็นึกขึ้นมาได้ว่า เขาช่างเหมาะกับงานของคุณอย่างที่สุด..”“ประการสำคัญก็คือ เขาเป็นคนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมาก” ดอกเตอร์บีร์นกล่าวต่อ ภายหลังจากที่นิ่งไปเป็นครู่ “เป็นคนที่มีความรู้พื้นฐานด้านนี้อยู่แล้ว มีความรู้เกี่ยวกับตำนานพื้นบ้านดีกว่าใครหลายคนที่ผมเคยรู้จัก เชี่ยวชาญในเรื่องภาษาไอริชทั้งโบราณและสมัยใหม่ เคยทำงานค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงมาแล้ว รู้จักคณะกรรมการของหอสมุดแห่งชาติหลายคน ผมคิดว่าถ้าคุณได้ผู้ช่วยที่มีคุณสมบัติครบถ้วนอย่างนี้ละก็ รับรองว่างานก้าวหน้าแน่”“ผมก็คงต้องเชื่อคุณละครับ” ไมเคิลพูดพลางยักไหล่ “แล้วนี่ผมจะได้พบกับบุคคลผู้มีความสามารถเยี่ยมยอดคนนี้เมื่อไหร่ล่ะครับ”“5 โมงครึ่งวันนี้ที่ห้องทำงานของผม”“ผมสังเกตอยู่ว่าคุณไม่ได้บรรยายรูปร่างหน้าตาของเขาเลยนะครับ”“อ้าว..งั้นหรอกหรือ” ดอกเตอร์บีร์นตีหน้าซื่อเหมือนเดิม“จริงสิครับ” ไมเคิลยืนยัน“ผมว่าเขาสวยนะ” ผู้เป็นอาจารย์ตอบยิ้มๆ“คราวนี้ผมพูดได้เต็มปากเลยละครับว่า..ไม่เชื่อ”
“ดอกตอร์คูลเลนเขาไม่ยอมเชื่อว่า นอกเหนือจากคุณสมบัตินานัปการที่คุณมีอยู่แล้ว คุณก็ยังเป็นผู้หญิงที่สวยมากอีกด้วย” แพ้ตดี้ บีร์นลุกขึ้นยืน เดินอ้อมโต๊ะทำงานออกมา ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ไมเคิล คูลเลน ก้าวเข้ามาในห้องทำงานที่ผนังทุกด้านรายเรียงอยู่ด้วยหนังสือ“เอ..ถ้าเช่นนั้นคูลเลนคิดว่ารูปร่างหน้าตาฉันควรจะเป็นยังไงล่ะคะ? ” หญิงสาวลุกขึ้นยื่นมือไปให้ไมเคิลสัมผัส ดวงตาคูสีเขียวเป็นประกายสดใสยามที่ประสานอยู่กับเขา“ผมไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่หรอกครับ” ไมเคิลตอบอึกอัก “คือผมคิดว่าคุณน่าจะแก่กว่านี้..”“เอ..แต่ว่านั่นไม่ใช่คำชมเลยนะคะ” หญิงสาวยิ้มเยื้อน“คือ..พอผมรู้ว่าคุณมีคุณสมบัติ..”“เอายังงี้ ให้ผมพูดเองดีกว่ามันจะได้เสร็จๆ กันไปเสียที” แพ้ตดี้ บีร์นขัดขึ้นอย่างรำคาญ ซึ่งทำให้ทั้งสองต้องหันไปมองเขา และแพ้ตดี้ก็เอ่ยแนะนำขึ้นอย่างเป็นทางการว่า “เอาละ..คุณผู้หญิงคือมีฟ ควิลล์ ส่วนคุณผู้ชายก็คือ ไมเคิล คูลเลน..รู้จักกันไว้ก่อนก็แล้วกัน”ทั้งสองสัมผัสมือกันอีกครั้ง ซึ่งไมเคิลสังเกตเห็นอยู่ ว่ามือเรียวงามนั้นมีน้ำหนักที่กระชับแน่น ฝ่ามืออบอุ่น เขาคิดว่าเธอน่าจะอยู่ในวัยใกล้ 30 แล้ว มีความงามตามธรรมชาติอย่างไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยเครื่องสำอางวิทยาศาสตร์มาช่วยเลยแม้แต่น้อยมีฟ ควิลล์ มีใบหน้ารูปไข่ โหนกแก้มสูงเด่น ดวงตาสีเขียวกลมโตสดใส เรือนผมดกดำหยักศกสลวย ซึ่งเธอรวบเป็นมวยไว้ตรงท้ายทอย ทำให้ดูแก่กว่าวัยโดยไม่จำเป็น ยิ่งกว่านั้นเธอยังสวมใส่เสื้อผ้าชุดสีเขียวเข้ม รองเท้าส้นเตี้ย ไมเคิลสังเกตเห็นอยู่ว่า เธอเตี้ยกว่าเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น“ฉันยินดีที่สุดเลยค่ะ ดอกเตอร์ ที่ได้รู้จักคุณในครั้งนี้ เคยอ่านงานของคุณหลายเล่มเลยนะคะ”คำพูดของเธอทำให้ไมเคิลเพิ่งนึกขึ้นมาได้ ว่าตนเองกำลังจ้องมองหน้าเธออยู่อย่างไร้มรรยาท จึงรีบผายมือไปทางเก้าอี้“เชิญ..เชิญ..” เขารออยู่จนเมื่อมีฟทรุดตัวลงนั่งเรียบร้อยแล้วจึงได้นั่งลงตาม “แพ้ตดี้แทบจะไม่ได้เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับตัวคุณให้ผมฟังเลย หรือที่ถูก ผมมีความรู้เกี่ยวกับคุณน้อยมาก..” เขาไม่แน่ใจว่าควรจะพูดอะไรมากกว่านั้น..