จ้าวห่าวหลินมองสองสาวควบม้าห่างออกไปเขาก็เดินเข้าไปภายในเรือนหยิบตะกร้าสานจากห้องเก็บฟืนออกมา รวบเอาเสื้อผ้าที่ใส่แล้วกองสุมอยู่ในห้องของชุนเชียงหลี่เจี่ยหลิงและของตัวเองขึ้นหลัง
น้ำหนักของผ้าบนหลังทำให้เขาเบ้หน้าเล็กน้อยนี่ขนาดไม่ทันซักร่างกายนี้ก็ยังแบกน้ำหนักแทบไม่ไหวหากซักเสร็จแล้วผ้าจะต้องชุ่มน้ำน้ำหนักที่ต้องแบกย่อมมากขึ้น
จ้าวห่าวหลินลังเลเล็กน้อยว่าควรจะเอาผ้าออกสักครึ่งแล้วซักสองรอบแทนดีหรือไม่แต่ในที่สุดความี้เีก็เอาชนะเขากระชับตะกร้าผ้าบนหลังแน่วแน่เตรียมไปซักผ้าที่ลำธาร
หลินซื่อกำลังให้อาหารไก่ในลานหน้าบ้านเห็นจ้าวห่าวหลินแบกตะกร้าก็รีบออกมาทักทันที“เสี่ยวหลินเ้าจะไปที่ใด”มองไปเห็นตะกร้าเต็มไปด้วยผ้าบนหลังของชายหนุ่มก็ต้องขมวดคิ้ว
มีชายชาตรีใดบ้างที่ต้องไปซักผ้าเช่นนี้เฮ้อ... เป็เสี่ยวหลินนี่ไม่ง่ายเลยจริง ๆ
จ้าวห่าวหลินเห็นสีหน้าเห็นใจของหลินซื่อก็คิ้วกระตุกความจริงเขาเองก็ไม่ได้คิดมากนักกับสถานะตัวเองตอนนี้ คนเราอยู่ใต้ชายคาบ้านไม่ก้มหัวไม่ได้[1] อีกทั้งคนที่เขาก้มหัวให้ก็ไม่ใช่ที่ไหนทั้งเป็ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตและกำลังหาวิธีช่วยถอนพิษช่วยชีวิตของเขาทั้งยังเป็เมีย....ที่กำลังจะมีทายาทร่วมกัน
คุณตาเคยสอนเอาไว้ว่าลูกผู้ชายไม่ก้มหัวให้ใครแต่ไม่อาจแข็งข้อกับสตรีเพียงผู้เดียวไปได้ตลอดชีวิตนั่นก็คือภรรยา
ในฐานะภรรยาเขาผู้เป็สามีควรจะอ่อนน้อมเสียหน่อยเป็ดี...อืม ทั้งหมดเป็เพราะข้าเป็คนดีเชื่อฟังคำสอนของคุณตาเป็อย่างดี
แต่ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งการที่โดนผู้คนมองด้วยสายตาสงสารและเหยียดหยามมันช่างท้าทายศักดิ์ศรีของเขายิ่งนักเขาเพียง้าใช้ชีวิตอย่างสงบสุขรอการมาถึงของอี้โยวเท่านั้นไม่คิดเลยว่าจะยุ่งยากวุ่นวายเพียงนี้ไปได้
จ้าวห่าวหลินแสร้งทำเป็ไม่เห็นสีหน้าของหลินซื่อ“ข้าจะไปซักผ้าที่ลำธารนะขอรับ”
หลินซื่อมองเข้าไปในตะกร้าผ้าด้านหลังที่เต็มไปด้วยผ้าก็ถอนหายใจเ้าหนุ่มผู้นี้นี่ ซักผ้าไม่เป็ก็ไม่คิดจะมาขอความช่วยเหลือจากนาง
“เ้าไม่มีทั้งไม้ตีผ้าและจ้าวเจี่ยว[2] แล้วจะซักผ้าอย่างไรเด็กคนนี้นี่รอข้าสักครู่ เดี๋ยวข้าไปเอาจ้าวเจี่ยวกับไม้ทุบผ้าให้เ้า”
หลินซื่อมองออกว่าจ้าวห่าวหลินเป็คนรักศักดิ์ศรีตัวเองระดับหนึ่งไม่ว่าจะทำอะไรก็จะชอบทำด้วยตัวเอง หากไม่เกินกำลังจริง ๆเขาก็แทบจะไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร ไม่ว่าจะซ่อมบ้าน ซ่อมเครื่องเรือนหรือทำอาหาร ดังนั้นนางจึงไม่คิดที่จะเสนอตัวตามเขาไปซักผ้าด้วยเพราะเกรงว่าจ้าวห่าวหลินจะขัดเขินที่จะต้องซักผ้าต่อหน้านาง
ไม่นานหลินซื่อก็กลับมาพร้อมอะไรบางอย่างที่มีรูปร่างคล้ายฝักถั่วแห้งเหี่ยวเขามองสิ่งที่อยู่ในมือของหลินซื่ออย่างสงสัยว่าสิ่งนี้จะใช้ซักผ้าอย่างไรกัน
หลินซื่อยิ้มขบขำท่าทางชายหนุ่ม“นี่คือจ้าวเจี่ยว บนเขามีอยู่มากมายทีเดียว ดังนั้นพวกเราจึงนำมันมาตากแห้งเวลาจะใช้ก็ทุบลอกเปลือกออกจนเหลือเปลือกสีขาวแล้วจึงเอาไปแกว่งน้ำใช้ชำระร่างกายสระผมให้สะอาด”
หลินซื่อพูดไปด้วยทำท่าทางให้จ้าวห่าวหลินดูไปด้วยก่อนจะใส่ลงไปในตระกร้าพร้อมกับไม้ทุบผ้า "ท่านหมอคงจะใช้ถั่วจ้าวโต้ว[3]ละสินะเฮ้อ...ถั่วจ้าวโต้วก็ดีเสียอย่างเดียวแพงไปหน่อยก้อนเล็ก ๆ ตั้งห้าอีแปะใช้ได้ไม่กี่ทีก็หมดแล้ว”ในยุคนี้มีสบู่แล้วตอนที่จ้าวห่าวหลินอยู่ที่เมืองเยี่ยนเป่ยเองก็ได้อาบน้ำด้วยสบู่อยู่บ่อยครั้งสบู่ของโลกนี้ยังด้อยนัก เป็ก้อนสีขาวขุ่นและยังมีกลิ่นคาวของน้ำมันหมูติดตัวไม่เหมือนในโลกอนาคตที่มีให้เลือกหลายแบบหลายกลิ่น
สบู่นับเป็สินค้าฟุ่มเฟือยที่มีเพียงคนร่ำรวยเท่านั้นที่จะใช้ชำระร่างกายก้อนขนาดเท่าครึ่งฝ่ามือราคาก้อนละห้าสิบอีแปะ ใช้ได้คนละครึ่งเดือนก็หมด ในบ้านสกุลหลี่เองก็มีสบู่แต่เขารู้สึกว่าสบู่ของหลี่เจี่ยหลิงแตกต่างเล็กน้อยตรงที่ไม่มีกลิ่นเหม็นหืนของน้ำมันหมู
หลินซื่อใส่ของให้จ้าวห่าวหลินเสร็จแล้วก็มองหน้าชายหนุ่มก่อนจะอดกำชับอีกนิดหน่อยไม่ได้“ที่นี่กับลำธารค่อนข้างไกล เ้ารีบซักผ้าแล้วรีบกลับเล่า แล้วอย่าไปไกลนักแม้ลำธารจะเล็กแต่น้ำค่อนข้างเย็น เ้าเพิ่งหายป่วยไม่นาน”
พูดถึงตอนนี้หลินซื่อก็นิ่งเงียบลงรู้สึกว่านางเ้ากี้เ้าการเื่ของคนอื่นเกินไปจึงส่งสายตาเป็ห่วงให้ชายหนุ่มเป็ครั้งสุดท้าย และเอ่ยเสริม “รีบกลับมาเล่า”
จ้าวห่าวหลินพยักหน้าด้วยรอยยิ้มสำหรับความหวังดีอย่างจริงใจเช่นนี้เขาไม่คิดจะปฏิเสธ “ขอรับ ข้าจะรีบไปรีบกลับ”
หลินซื่อพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม“ดีแล้ว”
จ้าวห่าวหลินหันหลังเดินแบกตะกร้าลงเขาหากเป็เมื่อก่อนเขาคงไม่เห็นความหวังดีของหลินซื่อเป็แน่ในตอนนั้นเขาไม่กล้าแม้แต่จะเชื่อใจใครก็ตามไม่เว้นแม้แต่เป่ยเฉิงโหวที่คอยดูแลเลี้ยงดูเขามาก็ตาม
หัวใจของเขาเ็าปิดกั้นและผลักไสผู้คนออกห่างในตอนนั้นเขาไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำเป็สิ่งที่ผิดแต่พอเขาได้โอกาสไปเกิดใหม่อีกครั้งในโลกอนาคต มีครอบครัวที่อบอุ่นแม้จะเป็ครอบครัวใหญ่ที่มีการแข่งขันเล็กน้อยในตระกูลแต่โดยพื้นฐานคนในตระกูลก็เป็คนที่เห็นครอบครัวเป็สำคัญและคอยอยู่เคียงข้างเขาด้วยใจจริง
แม้ว่าเขาไม่อาจพูดได้ว่าตัวเองเปิดกว้างต้อนรับทุกคนแต่เขาก็เข้าใจในความหวังดีของผู้คนมากขึ้นหากใครหวังดีจริงใจเขาก็ไม่คิดที่จะผลักไสเช่นก่อนแล้ว
เขารู้ว่าความจริงใจและความห่วงใยที่เฉินเหลียงและหลินซื่อมอบให้เป็ความจริงใจที่้าช่วยเหลือจริงๆ เขาจึงตอบรับและมอบคืนอย่างเหมาะสม
เขาเคยถามชุนเชียงมาก่อนหน้านี้ลำธารของหมู่บ้านมีเพียงสายเดียวเท่านั้น ชาวบ้านทั้งใช้กินดื่มทำอาหารแล้วก็ยังใช้ซักผ้า ล้างจาน รดน้ำต้นไม้ด้วยดังนั้นชาวบ้านจะไปตักน้ำหาบน้ำในตอนเช้า และ่สายค่อยซักผ้าเมื่อเวลาผ่านไปสายน้ำจะไหลผ่านพัดผาเอาน้ำสกปรกที่ใช้ยามสายไหลไปปลายน้ำเมื่อเช้าวันใหม่มาถึง ชาวบ้านก็จะได้ใช้น้ำสะอาดอีกครั้ง
ชาวบ้านที่กำลังซักผ้าอยู่บริเวณลำธารเห็นจ้าวห่าวหลินแบกตะกร้าผ้ามายังลำธารก็พากันมองด้วยความแปลกใจ
ชายชาตรีไม่ยุ่งเกี่ยวกับงานบ้านงานเรือนเป็เช่นนี้มาั้แ่โบราณมีเพียงเด็กกำพร้าไร้เมียบางคนเท่านั้นที่ต้องซักผ้าด้วยตัวเองที่ลำธารแต่นี่เป็ครั้งแรกที่สามีมาซักผ้าให้กับภรรยาตัวเอง
การปรากฏตัวของจ้าวห่าวหลินย่อมเป็ที่สนใจและกลายเป็หัวข้อสนทนากันอย่างสนุกสนานของหญิงสาวน้อยใหญ่หลายคนต่างพากันเสียดายรูปร่างหน้าตาของชายหนุ่มที่ดูยังหนุ่มยังแน่นแท้ ๆกลับใช้วิธีการยั่วยวนท่านหมอเพื่อเกาะสตรีกินดื่ม
การทำเช่นนี้ช่างไม่อายฟ้าดินยิ่งนักเป็ความอัปยศที่น่ารังเกียจ
จ้าวห่าวหลินทำเป็ไม่สนใจสายตาที่จับจ้องมองมาอย่างเปิดเผยบ้างแอบมองบ้างของหญิงสาวทั้งน้อยใหญ่เหล่านี้เขาเพียงแค่ไปหามุมสงบเพื่อวางตะกร้าเตรียมตัวซักผ้า
สำหรับชาวบ้านชนบทยากจนเช่นชาวบ้านหมู่บ้านหนิวเจียนั้นแทบทุกคนจะมีเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุดให้สวมใส่เสื้อผ้าส่วนใหญ่พวกเขาจะใส่ซ้ำจนกว่าจะสกปรกอย่างน้อยสามสี่วันค่อยซักเพื่อประหยัดเสื้อผ้า
ส่วนเสื้อผ้าของสามีที่ออกไปทำงานหนักเหงื่อไหลโทรมกายหลังจากสวมเสร็จก็จะถอดนำออกมาตากแดดจนแห้ง แล้วค่อยใส่อีกครั้งประมาณสองครั้งค่อยนำมาซักสักครั้ง
เสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่จึงมีสีซีดจางเนื้อผ้าที่เคยหนาก็บางลงจากการซักครั้งแล้วครั้งเล่ามีรอยขาดรอยปะหลายแห่งประปรายให้เห็น
หลี่เจี่ยหลิงกับชุนเชียงทำงานด้านหมอย่อมให้ความสำคัญเื่ความสะอาดเสื้อผ้าที่พวกนางสวมใส่จึงไม่ได้สวมใส่ซ้ำจ้าวห่าวหลินเองก็เกิดมาบนกองเงินกองทองย่อมไม่เข้าใจความลำบากเขามีเสื้อผ้าแพรไหมสวมใส่ไม่ซ้ำกันในแต่ละฤดู ย่อมไม่เคยสวมชุดซ้ำกันในแต่วัน
กองผ้าของพวกเขาสามคนเพียงไม่กี่วันก็มากกว่าชาวบ้านทั้งครอบครัวนำมาซักที่ลำธารแห่งนี้เสียอีก
ชาวบ้านทั้งหลายแอบมองชายหนุ่มเป็ระยะพร้อมกับซุบซิบนินทาเป็ระยะแต่พวกนางสงสัยก็คืออยากรู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้จะซักผ้าเป็จริงหรือไม่ดูจากผิวพรรณหน้าตาช่างเหมือนคุณชายในเมืองยิ่งนักดูไม่เห็นเหมือนคนเอาการเอางานแม้แต่น้อย
จ้าวห่าวหลินเคยอยู่กับคุณตามหาโหดมาแล้วย่อมไม่ใช่คุณชายไม่เอาถ่านไม่เอาไฟเหมือนเมื่อก่อนการซักผ้าด้วยมือเช่นนี้เขาล้วนเคยทำมาแล้ว เพียงแต่ไม่เคยใช้จ้าวเจี่ยวเท่านั้นแต่พอได้ใช้ก็คล่องไม้คล่องมือ
ท่าทางชำนาญคล่องแคล่วของชายหนุ่มทำให้หวังซื่อที่แอบมองเ้าหนุ่มสามีบำเรอของท่านหมอขยับยิ้มดูเหมือนเ้าหนุ่มนี่จะไม่เหมือนที่เขาลือกัน ดูเอาการเอางานไม่น้อย
เสื้อผ้าของทั้งสามทำจากผ้าฝ้ายละเอียดจึงไม่สามารถขยี้อย่างรุนแรงได้นักไม่อย่างนั้นจะทำให้ผ้าเสียได้จ้าวห่าวหลินจึงซักอย่างระมัดระวังและตั้งใจแต่ยังคงความคล่องแคล่วรวดเร็วเสียจนชาวบ้านที่กำลังซักผ้ามองเขาอย่างตั้งใจโดยไม่ได้ตั้งใจ
ท่าทางของคนเราไม่อาจหลอกกันได้ทำให้พวกชาวบ้านปากมากที่ชอบนินทาต้องนิ่งไม่กล้าขยับปากว่าร้ายจ้าวห่าวหลินต่อและมองดูชายหนุ่มซักผ้าเงียบ ๆ จนเสร็จแล้วจากไป
“เฮ้อ...”หญิงวัยกลางคนท่าทางขี้อิจฉาคนหนึ่งมองตามแผ่นหลังจ้าวห่าวหลินอย่างเสียดาย“หากข้าได้สามีที่ทั้งหน้าตาดีทั้งทำงานบ้านเก่งเพียงนี้ ต่อให้ข้าต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูข้าก็ยอม”
เหล่าสาวชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ ได้ยินเสียงเพ้อฝันก็หัวเราะครืน
“เหอะ....อย่างเ้าเนี่ยนะ ลำพังแค่กินข้าวเองให้อิ่มยังยากเลยจะมีปัญหาที่ไหนไปเลี้ยงหนุ่มหน้าตาดีเล่า”
“ฮ่าๆ แม่เฉินเจียเ้าเลิกเพ้อฝันเถอะ หากเฉินเฉียงได้ยินที่เ้าพูดเกรงว่าเ้าจะไม่ได้นอนอย่างสุขสบายต่อไปอีกเป็แน่”
“ข้าไม่เห็นว่าเ้าหนุ่มนี่จะไม่เอาการเอางานเหมือนที่คนอื่นพูดแม้แต่น้อยดูท่าทางขยันขันแข็งยิ่งนัก” หวังซื่อเอ่ยขึ้น นางชอบหลี่เจี่ยหลิงยิ่งนักและนางไม่เชื่อว่าหญิงสาวที่ฉลาดเพียงนั้นจะโง่ขนาดคว้าคนไร้ประโยชน์มาเป็สามีเป็แน่
มีหลายคนเริ่มเห็นด้วยแต่ก็มีหลายคนที่ยังไม่เห็นด้วย แต่ไม่นานเื่นี้ก็จบลงและเปลี่ยนเื่อื่นมีเพียงสาวน้อยคนหนึ่งที่ยังคงมองไปทางที่จ้าวห่าวหลินเดินจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์
เพราะขากลับผ้าที่ซักชุ่มน้ำย่อมหนักมากตอนแรกเขาคิดว่าจะหิ้วตะกร้าแทนเพื่อไม่ให้ชุดที่สวมอยู่เปียกแต่เรี่ยวแรงของเขาน้อยเกินไปจึงทำได้แค่แบกตะกร้าผ้าเดินจนเนื้อตัวเปียกปอนไปทั้งตัวจนได้
“ตายแล้วเหตุใดเ้าเปียกไปทั้งตัวเช่นนี้เล่า นี่เ้าไปซักผ้าหรือไปเล่นน้ำกัน”น้ำเสียงของหลินซื่อติดดุเล็กน้อยก่อนจะรีบออกจากเรือนมาแย่งตะกร้าผ้าจากหลังจ้าวห่าวหลิน
ั้แ่จ้าวห่าวหลินลงเขาไปนางก็คอยชะเง้อคอมองด้วยความกังวลตลอดเลยเอาผ้าที่ต้องเย็บปะให้เฉินเหลียงมานั่งเย็บที่แคร่ไม้ลานหน้าบ้านแทนเพื่อจะได้คอยมองดูจ้าวห่าวหลินกลับมาได้ตลอด
“เ้านี่นะเฮ้อ...ไป ๆ เดี๋ยวข้าต้มน้ำให้เ้าอาบ น้ำในลำธาร่นี้ค่อนข้างเย็นหากเ้ายังอยู่แบบนี้อยู่เดี๋ยวก็ไม่สบายกันพอดี”
หลินซื่อพูดบ่นไปด้วยยกตะกร้าเข้าไปวางข้างราวตากผ้าไม้ไผ่ก่อนจะรีบเข้าไปต้มน้ำในห้องครัวพอออกมาเห็นจ้าวห่าวหลินกำลังตากผ้า นางก็ถลึงตาดุใส่เขาทันที และดันเขาไปนั่งบนแคร่ส่วนตัวเองก็มาตากผ้าให้เขาแทน
จ้าวห่าวหลินไม่ได้ดื้อรั้นที่จะตากผ้าเขาเข้าครัวไปจัดการน้ำร้อนแทน และถือโอกาสนึ่งหมั่นโถวที่ทำเผื่อไว้ตอนเช้าต้มไข่ และผัดผักไว้เป็มื้อกลางวันไปด้วยเลยทีเดียว
หลินซื่อเป็หญิงชาวบ้านมีแรงมากมายใช้เวลาไม่นานก็สามารถตากผ้าทั้งกองจนหมดอย่างรวดเร็วแล้วจึงเข้ามาภายในบ้านเห็น จ้าวห่าวหลินกำลังทำมื้อกลางวันก็ยิ้มพึงพอใจ
“เดี๋ยวข้าขนน้ำร้อนเข้าไปในห้องให้เ้าเ้าอาบน้ำเสร็จแล้วก็กินมื้อกลางวันแล้วนอนพักหน่อยเถอะ อย่าได้หักโหมงานหนักนักเลย”พูดจบหลินซื่อก็ตักน้ำร้อนส่วนหนึ่งในอ่างทยอยยกไปเทในอ่างอาบน้ำในห้องนอนของหลี่เจี่ยหลิงและขนน้ำเย็นอีกส่วนไปผสมให้พออุ่นสบาย
“ข้าไปก่อนเล่าคราวหลังหากเ้าลำบากก็บอกข้ากับพี่ใหญ่เฉินเ้าอย่าได้มองว่าพวกข้าเป็คนอื่นคนไกลอีก อย่างไรเสียเ้าก็เรียกข้าว่าพี่สะใภ้และเรียกสามีข้าว่าพี่ใหญ่” หลินซื่อกำชับนิดหน่อยก่อนจะออกจากเรือนไป
จ้าวห่าวหลินไปส่งนางที่ด้านนอกบ้านก่อนจะถูกไล่ให้กลับมาอาบน้ำก่อนที่น้ำจะเย็น
ชายหนุ่มถอดเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มออกเปลือยเปล่าอาบน้ำสระผมด้วยสบู่จนสะอาดสบายตัวแล้วจึงค่อยลงไปแช่ในอ่างน้ำร้อนน้ำร้อนโอบล้อมรอบตัวคลายความเหนื่อยล้าไปได้ไม่มากก็น้อยทำให้จิตใจของเขาผ่อนคลาย
ั้แ่กลับมาที่นี่นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้อาบน้ำเช่นนี้ทำให้รู้สึกสบายตัวยิ่งนักนึกถึงท่าทางของหลินซื่อแล้วก็อดยิ้มขำไม่ได้
ไม่ใช่คนอื่นคนไกล....อย่างนั้นหรือ?
หึแม้แต่ครอบครัวของข้ายังผลักไสรังเกียจข้า ท่าน....จะรับได้จริงหรือ?หากพวกท่านรู้อดีตของข้าจะยัง....เหมือนเดิมหรือไม่?
นี่ข้ากำลังคาดหวังสิ่งใดกัน?
จ้าวห่าวหลินหลับตาจมกับความคิดของตัวเองสักครู่ก่อนจะลุกขึ้นจากน้ำเพื่อเป็การประหยัดน้ำ เขาจึงใช้น้ำที่อาบซักผ้าที่เปียกของตัวเองแล้วนำผ้าไปตากก่อนจะตักน้ำในอ่างออกไปเทด้านนอกทีละนิดจนหมดแล้วค่อยกลับมากินมื้อกลางวันจนหมดแล้วกลับไปผล็อยหลับกลางวันในห้อง
ด้วยความเหนื่อยล้าั้แ่เช้าทำให้ชายหนุ่มหลับสนิทจนกระทั่งยามเว่ยชายหนุ่มงัวเงียตื่นขึ้นมาก็ตรงไปยังลานด้านหลังล้างหน้าล้างตาบ้วนปากตัวเองเพื่อให้สดชื่น
เขาจำได้ว่าระหว่างทางกลับจากหมู่บ้านเห็นเด็กน้อยบ้างคนมีผลพุทราอยู่ในตะกร้าคาดว่าน่าจะไปเก็บมาจากบนเขากู่จี้ด้านหลังนี่
เดิมทีเมื่อก่อนเขาไม่เคยขาดผลไม้พอได้กินบ่อยจนเคยชินเขาจึงไม่ได้ชอบกินผลไม้มากนักในโลกอนาคตเองเขาก็ไม่ค่อยกินนักแต่พอเห็นลูกพุทราที่เด็กน้อยเก็บกลับมาเขากลับรู้สึกอยากกินเหลือเกิน
ผลพุทราที่นี่จะเป็อย่างไรกัน?
จ้าวห่าวหลินทอดสายตามองไปยังเนินเขากู่จี้ที่อยู่ด้านหลังบ้านอย่างสงสัยเมื่อก่อนตอนที่เขามายังเป่ยเฉิง เขาไม่ได้เต็มใจรู้สึกราวกับโดนผลักไสโดนทอดทิ้งเขาจึงไม่เคยชื่นชอบที่แห่งนี้ ไม่เคยสนใจ
แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าเป่ยเฉิงมีเสน่ห์น่าค้นหามากกว่าที่เขาคิด
ราวกับเนินเขากำลังท้าทายให้เข้าขึ้นดู้านั้นด้วยตัวเองจ้าวห่าวหลินแย้มยิ้มรู้สึกถึงการผจญภัยเล็ก ๆ ที่ท้าทายตัวเองรีบตรงไปยังลานหน้าบ้านหยิบตะกร้าใบเดิมกลับมา เดินเข้าไปในห้องเก็บฟืนมองหาอุปกรณ์ที่จะใช้ในการเดินป่า
พบจอบขุดสมุนไพรขนาดเล็กและเคียวขนาดเล็กสองอันเขาหยิบพวกมันเก็บใส่ตะกร้าขึ้นหลัง หยิบผ้าฝ้ายหยาบผืนหนึ่งใส่ลงไปเผื่อได้ใช้แล้วก็คราวนี้ไม่ลืมที่จะพกถุงใส่น้ำที่เติมน้ำจนเต็มติดตัวไปด้วย
ชาวบ้านหนิวเจียจะขึ้นเขา่เช้าและกลับก่อนยามอู่เพราะว่าชาวบ้านทุกคนขึ้นเขาไปหาของป่าผักป่าตลอดแม้ว่าพวกเขาจะใช้เวลานานมากกว่านี้ก็ไม่อาจหาได้มากเท่าไรนัก ชาวบ้านจึงเพียงแค่หาอะไรเล็กน้อยเผื่อจะโชคดีเจอสมุนไพรล้ำค่าไปขายในตัวเมืองแล้วก็กลับบ้านไม่ได้อยู่บนเขานานนัก
แม้ว่าเนินเขากู่จี้จะไม่ได้อันตรายมากเมื่อเทียบกับเทือกเขาอื่นที่อยู่ในเมืองฉางแต่ก็มีสัตว์ป่าและสัตว์มีพิษมากมาย ชาวบ้านจึงเพียงแค่หาของป่าอยู่รอบนอกเล็กน้อยแล้วก็กลับเท่านั้น
การขึ้นเขาจำเป็จะต้องรู้สึกูเาเป็อย่างดีจ้าวห่าวหลินไม่เหมือนชาวบ้านที่นี่ที่เติบโตมากับเขากู่จี้จนสามารถหลับตาเดินได้เขาจึงต้องระมัดระวังและตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียดและคอยทำสัญลักษณ์เพื่อเป็ทางกลับ
ป่าในต้นฤดูใบไม้ผลิค่อนข้างเย็นชื้นมีใบไม้บางส่วนที่เริ่มกลายเป็สีเหลืองกรอบ เศษใบไม้เริ่มร่วงลงมาจากต้นประปรายบริเวณรอบนอกเห็นร่องรอยของการถูกชาวบ้านขุดหาของป่าผักป่าอย่างชัดเจนคาดว่าไม่สามารถหาอะไรจากที่นี่ได้มากนัก
จ้าวห่าวหลินหอบหายใจหนักทรุดตัวลงนั่งบนโขดหินหน้าแดงก่ำ รู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นรัวเร็วเดิมทีร่างกายนี้อ่อนแออย่างหนักจากการโดนพิษเล่นงานแม้ว่าเป่ยเฉิงโหวเคยให้เขาออกกำลังเพื่อความแข็งแรง แต่ก็ไม่อาจทำได้ร่างกายนี้อ่อนแอเกินกว่าจะออกแรงหนักได้ เขาจึงไม่เคยใช้ร่างกายอย่างหนักมาก่อน
แต่หลังจากมากลับมาจากโลกอนาคตในโลกนั้นเขาแข็งแรงมากและทำกิจกรรมผาดโผนมาไม่น้อยเพื่อชดเชยที่โลกนี้ตัวเขาอ่อนแอไม่สามารถทำอะไรได้มากนักพอกลับมาอีกครั้งหลายครั้งที่เขาลืมนึกถึงสภาพร่างกายของตัวเองไปจนทำอะไรหักโหมเกินตัวไปบ้าง
เช่นตอนนี้ที่เขาขึ้นมาบนเขาอย่างยากลำบาก
จ้าวห่าวหลินหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขแม้จะอ่อนล้าอย่างมากแต่เมื่อมองไปยังเบื้องล่างเนินเขาก็รู้สึกราวกับตัวเองประสบความสำเร็จเล็กๆ ที่น่าภูมิใจยิ่งนัก
ชายหนุ่มนั่งพักจนอาการดีขึ้นค่อยจิบน้ำดื่มเล็กน้อยดับกระหายแบกตะกร้าเดินต่อ
เนินเขากุ่จี้ไม่ได้สูงมากนักป่าไม้บนเขาไม่ได้รกทึบจนบดบังแสงแดดที่สาดส่องลงมาแต่ก็มีต้นไม้สูงอยู่ประปรายทำให้ไม่รู้สึกร้อนอายแดดหลังจากผ่านการหอบอย่างหนักจ้าวห่าวหลินก็ไม่กล้าห้าวเข้าไปในป่าลึกมากนักเพราะเกรงว่าหากตัวเองล้มลงจะตายเอาได้
เขาเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งและไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าตายครั้งนี้จะกลับไปโลกอนาคตหรือกลับมาที่นี่ได้อีกหรือไม่เขาในตอนนี้มีบางอย่างที่้าสะสางที่โลกใบนี้อยู่ย่อมไม่ต้องถนอมชีวิตนี้ให้ดีที่สุด
จ้าวห่าวหลินวนเวียนอยู่รอบนอกไม่ลึกมากนักอย่างที่คาดเอาไว้บริเวณรอบนอกนี้มีร่องรอยถูกชาวบ้านขุดเก็บของป่าไปไม่น้อยแล้วหรือว่าความตั้งใจครั้งนี้จะเสียเปล่าเสียแล้วหรือนี่
จ้าวห่าวหลินฝืนวนหาอีกสักพักก่อนจะพบกับต้นพุทราที่มีผลสุกเต็มต้นในที่สุดเขาหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งกับความสำเร็จเล็ก ๆ ของตัวเองในครั้งนี้แปลกมาที่เพียงแค่ตามหาต้นพุทราต้นหนึ่งพบเขากลับรู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่าตอนประสบความสำเร็จในฐานะผู้บริหารในโลกอนาคตเสียอีก
ตอนนี้เป็่ฤดูที่พุทรากำลังออกผลเมืองฉางเต็มไปด้วยป่าเขาจึงมีของป่าและผลไม้ป่ามากมายส่วนใหญ่ชาวบ้านมักนิยมปลูกต้นผลไม้ป่าอย่างพวกต้นพุทรา ต้นท้อต้นสาลี่ในเขตเรือนตัวเองอยู่แล้วนอกจากจะช่วยให้ร่มเงาไว้นั่งเล่นแล้วยังสามารถเก็บมากินใน่ฤดูออกผลได้อีกด้วย
ผลไม้ป่าเก็บได้ไม่นานนักนอกจากคนร่ำรวยในตัวเมืองที่ซื้อไปกินบ้างเล็กน้อยแล้วแทบจะไม่มีใคร้าราคาขายในตลาดไม่แพงมากนัก ชั่งละสองอีแปะและหาก่ไหนที่มีการเอามาขายพร้อมกันจำนวนมาก ราคาก็จะตกเหลือชั่งละอีแปะถูกยิ่งกว่าผักเสียอีก หลังจากนั้นก็แทบไม่มีชาวบ้านเก็บผลไม้พวกนี้ไปขายอีก
จ้าวห่าวหลินปีนต้นพุทราอย่างคล่องแคล่วเด็ดผลพุทราโยนลงมาบนหญ้าเบื้องล่างทีละลูกจนพอใจแล้วจึงค่อยลงมาเก็บผลพุทราใส่ตะกร้าใส่ได้เพียงแค่หนึ่งในสามของตะกร้าก็หนักเสียจนเขาแทบจะแบกกลับไม่ได้แล้วเขาจึงต้องจำใจยอมแพ้ลูกที่เหลือเพียงเท่านี้
นี่มันขาดทุนชัดๆ ขึ้นเขามาลำบากเพียงนี้แต่กลับโกบโกยได้เพียงแค่หนึ่งในสามของตะกร้าเท่านั้นเฮ้อ...
สายตาของชายหนุ่มพลันสะดุดเข้ากับผลเกาลัดเปลือกหนามที่เต็มพื้นก็แย้มยิ้มเขาชอบกินเกาลัดคั่วยิ่งนักจึงเก็บพวกมันใส่ตะกร้าพอเห็นอีกทีตะกร้าก็เกือบเต็มเสียแล้ว
สุดท้ายจ้าวห่าวหลินก็ทั้งแบกทั้งลากนั่งพักไปตลอดทางจนกระทั่งยามเซินเขาจึงกลับถึงเรือนด้วยสภาพเหงื่อท่วมตัวจนเปียกชื้น กลิ่นเหงื่อส่งกลิ่นเปรี้ยวจนแม้แต่เขายังขยะแขยงตัวเองจึงถอดเสื้อผ้าที่เพิ่งสวมไม่นานออก เช็ดเนื้อตัวเปลี่ยนชุดใหม่ซักชุดเดิมไปตากที่ลานหน้าบ้าน
หลังจากตากผ้าเสร็จก็แทบทรุดอาการเ็ปที่หน้าอกราวกับมีมดมากมายกัดกินที่หัวใจเช่นนี้นี่มัน....อาการพิษกำเริบ
จ้าวห่าวหลินรีบพุ่งกลับเข้าไปในห้องนอนอย่างรวดเร็วความเ็ปที่แล่นทะลักเข้ามามันนานมากแล้วจนเขาแทบจะลืมไปเลยว่าครั้งอดีตเขาต้องทนกับอาการเหล่านี้มากมายเพียงใด
ความเ็ปมันมากเสียจนเขาต้องนอนงอตัวเอามือกุมหน้าอกแน่นด้วยหวังว่าความเ็ปนี้จะหายไปความเ็ปทำให้เขาแทบสิ้นสติแต่ทุกครั้งที่เขาราวกับทนไม่ไหวความเ็ปก็ดึงเขากลับมาทรมานซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับไม่มีวันจบ
----------------------------------------
[1] คนเราอยู่ใต้ชายคาบ้านไม่ก้มหัวไม่ได้ เป็สำนวนจีนหมายถึง ในเมื่อเรามีอำนาจบารมีไม่เท่าคนอื่นทางที่ดีควรจะก้มหัวให้กับคนที่เหนือกว่าเพราะไม่เช่นนั้นอาจนำภัยมาสู่ตัว
[2] จ้าวเจี่ยวเป็สมุนไพรจีนชนิดหนึ่งรูปร่างคล้ายฝักถั่วมักใช้ฝักที่แห้งมาทุบลอกเปลือกออกมาจนเหลือเปลือกสีขาวแล้วจึงสามารถนำไปแช่น้ำใช้แทนสบู่แชมพูในสมัยก่อนได้
[3] ถั่วจ้าวโต้ว สมัยก่อนใช้แทนสบู่ชำระร่างกาย