ณห้องรับรองชั้นสาม ของร้านค้าสมาคมเทียนหลิง
บรรยากาศภายในห้องเงียบสงบมีเพียงกลิ่นหอมของชาชั้นดีลอยอบอวล
มู่เหอผู้ดูแลจากเมืองหลวงวางเม็ดโอสถลงบนถาดรองอย่างเบามือแววตาของชายชราฉายแววพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด
“ข้าจะไม่อ้อมค้อมโอสถระดับหนึ่งที่มีความบริสุทธิ์เก้าส่วนเช่นนี้แม้แต่ในเมืองหลวงก็นับว่าหาได้ยากยิ่งสมาคมเทียนหลิงของเรายินดีรับซื้อทั้งหมดที่เ้าผลิตได้” มูเหอพูดด้วยน้ำเสียงสงบระหว่างพูดก็แอบดูปฏิกิริยาของเจียงเฉินไปด้วย
เจียงเฉินนั่งจิบชาด้วยท่าทีสงบนิ่งไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นดีใจจนออกนอกหน้า ตอนนี้เป็ขั้นตอนสำคัญในการเจรจาหากเขาอ่อนน้อมเกินไปอาจจะโดนเอาเปรียบได้ถึงแม้จากภายนอกผู้าุโตรงหน้าดูจะไม่เหมือนคนเช่นนั้น
“ท่านผู้ดูแลมู่กล่าวเกินไปข้าเป็เพียงผู้ฝึกตนตัวเล็ก ๆ ในเมืองหยุนเทียนเท่านั้นโอสถนี้แม้จะบริสุทธิ์กว่าโอสถทั่วไปเล็กน้อยแต่อัตราความสำเร็จนั้นไม่สูงเลย"
มู่เหอหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
“เด็กหนุ่มที่สามารถหลอมโอสถระดับนี้ได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา เอาล่ะ บอกเงื่อนไขของเ้ามาได้เลย”
เจียงเฉินวางถ้วยชาลงยิ้มบาง“ข้า้าราคารับซื้อที่สูงกว่าท้องตลาดสามส่วนและสิทธิ์ในการเข้าถึงคลังสมุนไพรหายากของสมาคม ในราคาต่ำ”
มู่เหอเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า“เป็ข้อเสนอที่สมเหตุสมผล โอสถคุณภาพระดับนี้ ราคาเพิ่มขึ้นสามส่วนถือว่าคุ้มค่าส่วนเื่สมุนไพร ข้ายินดีสนับสนุนคนหนุ่มที่มีฝีมือเช่นเ้า นี่คือป้ายหยกของสมาคมการค้าเ้าสามารถใช้ป้ายนี้ยื่นรับสิทธิ์ส่วนลดราคาสมุนไพรได้จากราคาเต็มจะเหลือเพียงแปดส่วน” มู่เหอยื่นป้ายหยกให้แก่เขา
อึ้งไปชั่วขณะเจียงเฉินคาดไม่ถึงว่าข้อเสนอที่เขาคิดว่ามากเกินไปเล็กน้อยผู้ดูแลมู่กลับตกปากรับคำโดยที่ไม่แม้แต่จะคิด
“ขอบคุณผู้าุโ”เขาคำนับผู้ดูแลมู่เล็กน้อย ก่อนรับป้ายหยกที่แกะสลักอย่างวิจิตรมาและกล่าวขอตัวลา
การเจรจาจบลงอย่างรวดเร็วและราบรื่นเจียงเฉินได้รับเงินก้อนโตจากการขายโอสถที่สะสมมาตลอดสามวันพร้อมกับป้ายคำสั่งที่ผู้ดูแลมู่เหอมอบให้
ตอนที่เจียงเฉินออกไปก็มีหญิงสาวผู้หนึ่งเดินเข้ามาในร้านค้าสมาคม
“ท่านปู่ท่านให้ป้ายหยกเขียวแก่เขาเลยหรือเ้าคะข้าจำได้ว่ามีเพียงผู้ที่มีความสำคัญกับสมาคมอย่างมากเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ได้รับป้ายนี้ชนิดนี้”
“เสวี่ยเอ๋อร์หนุ่มน้อยเจียงเฉินนั่น อายุยังน้อยนัก แต่กลับมีความสามารถถึงขนาดนี้ปู่คิดว่าหากเขาโตขึ้นกว่านี้ คงจะมีขุมอำนาจต่าง ๆ ยื่นข้อเสนอและผลประโยชน์มากมายมหาศาลกับเขาเป็แน่อาศัยจังหวะที่เขายังไม่ทันเติบโตผูกมิตรกับเขาก่อนไม่ใช่ดีกว่าหรอกหรือ”มู่เหอลูกหัวหลานสาวอย่างทะนุถนอม
“เสียดายที่หนุ่มน้อยคนนั้นดูเหมือนจะแต่งงานแล้วไม่อย่างนั้น...” เขาพูดพร้อมมองไปที่มู่เสวี่ยยิ้ม ๆ
“ข้าไม่สนท่านแล้ว” มู่เสวี่ยหน้าแดง นางพูดพูดพร้อมวิ่งออกไป
...
ระหว่างทางเดินกลับจวนตระกูลหลิงทุกครั้งเจียงเฉินมักจะเลือกใช้เส้นทางผ่านย่านการค้าตลาดของเก่าเขาเดินผ่านแผงลอยที่วางขายวัตถุโบราณมากมาย บางทีก็จะแวะดูของที่ถูกใจเล็กน้อยแต่กลับไม่เคยได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไป
ขณะที่เขากำลังจะเดินผ่านร้านแผงลอยข้างถนนร้านร้านหนึ่ง
ทันใดนั้นหน้าหนังสือสีทองในทะเลจิตสำนึกที่เงียบสงบมาตลอดพลันสั่นไหวเบา ๆ
ฝีเท้าของเจียงเฉินชะงักกึกสายตากวาดมองไปยังของบนแผงลอยนั้น
ท่ามกลางกองเศษเหล็กและเครื่องปั้นดินเผาแตกหักมีวัตถุชิ้นหนึ่งวางปะปนอยู่ มันคือกล่องสี่เหลี่ยมสีดำสนิทขนาดเท่าฝ่ามือสภาพภายนอกดูเก่าคร่ำคร่า ไร้ลวดลายสลักเสลา ดูเหมือนกล่องโลหะหรือกล่องไม้ธรรมดาทั่ว ๆ ไป
แต่ปฏิกิริยาของหน้าหนังสือสีทองยืนยันชัดเจนความรู้สึกราวกับว่ามัน... พบเจอกับเพื่อนเก่า!
เจียงเฉินกำลังจะก้าวเข้าไปดูแต่จังหวะนั้นเอง กลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาหยุดที่หน้าแผงเดียวกัน
คนเ่าั้สวมชุดหรูหราประจำตระกูลเฉินนำมาโดยชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงความเย่อหยิ่ง มองจากที่ไกล ๆก็ระบุตัวได้ไม่ยากว่าคือ 'เฉินซวน'นายน้อยแห่งตระกูลเฉิน
เฉินซวนผู้นี้เป็นายน้อยที่มีชื่อเสียงในเมืองหยุนเทียนเช่นกันเขาก็คือผู้มีพร์ด้านพลังจิตโดยกำเนิด
ว่ากันว่าคนทั่วไปจะสามารถใช้ประโยชน์จากจิติญญาได้ก็ต่อเมื่อฝึกตนถึงขั้นััจิตแล้วเท่านั้นแต่ก็มีคนบางจำพวกที่สามารถใช้พลังจิตได้ก่อน อาจเกิดจากพร์หรือสภาพร่างกายก็เป็ได้
และเฉินซวนผู้นี้คือหนึ่งในบุคคลบางจำพวกที่ว่าเขาเกิดมาพร้อมรากิญญาพิเศษที่เกี่ยวข้องกับพลังจิต
ดวงตาของเฉินซวนจับจ้องไปที่กล่องไม้สีดำนั้นทันทีเขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเหมือนััได้ถึงคลื่นพลังงานบางเบาที่เล็ดลอดออกมาก่อนจะส่ายหน้าเหมือนตัวเองจะดูผิดไป 'นี่มันก็แค่กล่องไม้เก่า ๆ ไม่ใช่หรือ? แต่ทำไมข้าถึงมีลางสังหรณ์แปลกๆ'
“เถ้าแก่กล่องไม้นี้ราคาเท่าไหร่” เฉินซวนเอ่ยถาม
เถ้าแก่ร้านรีบกุลีกุจอออกมาต้อนรับ
“โอ้วคุณชายเฉิน สายตาเฉียบแหลมยิ่งนักกล่องนี้ข้าได้มาจากซากปรักหักพังโบราณโดยบังเอิญ แม้จะดูธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษแต่มีความแข็งแกร่งทนทาน น้ำไฟมิอาจทำอะไรได้ ข้าเคยพยามเปิดมันแต่ไม่สามารถเปิดได้ ขายให้ท่านเพียงห้าร้อยเหรียญทองคำเท่านั้น”
‘ห้าร้อยเหรียญทองคำ’ เฉินซวนพึมพำแม้เขาจะััได้ถึงความพิเศษบางอย่าง แต่สภาพของมันดูธรรมดาเกินไปแต่ก่อนที่เฉินซวนจะตัดสินใจ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากข้างหลังเขา
“ห้าร้อยเหรียญหากเ้าไม่เอา ข้าเอาเอง”
เสียงเรียบเฉยดังแทรกขึ้นเรียกความสนใจของทุกคน
“ใครมันกล้าแย่งของของข้าวะ!?”เฉินซวนหันขวับไปมองไม่เคยมีใครในเมืองหยุนเทียนกล้าทำแบบนี้กับเขามาก่อน...
แต่เมื่อเห็นว่าคนที่พูดเมื่อครู่เป็ใครมุมปากของเขาก็กระตุกอย่างห้ามไม่ได้...
“โอ้โห น้องชายเดี๋ยวนี้เ้าปีกกล้าขาแข็งขึ้นเยอะเลยนะ” เจียงเฉินพูดพร้อมยิ้มบาง ๆ
‘บัดซบ ทำไมเป็ไอ้หมอนี่ไปได้’ เฉินซวนคิด
เร็วเท่าความความคิดเฉินซวนยกมือขึ้นทันที... จากนั้นประสานกันคารวะ ยิ้มประจบ
“พี่ใหญ่เจียง... วันนี้ออกมาซื้อของเหรอขอรับ”
“อืมของชิ้นนั้นน่าสนใจดี ถ้าเ้าอยากได้... ข้ายกให้เป็ไง”เจียงเฉินพูดพร้อมชำเลืองมองเฉินซวน
“มะ...ไม่สนใจ! ข้าแค่ถามราคาดูเล่นๆ เท่านั้น!เชิญพี่ใหญ่เจียงตามสบายเลยขอรับ! ...เอ่อ เถ้าแก่ ห่อชิ้นนี้ให้พี่ใหญ่ข้า” เฉินซวนละล่ำละลักพร้อมยื่นตั๋วเงินห้าร้อยเหรียญให้เถ้าแก่
“ไม่เป็ไร ข้าซื้อเองได้” เจียงเฉินล้วงถุงเงินออกมายื่นส่งให้พ่อค้าจากนั้นก็รับของไป
“อืม... ข้าไปละนะ ไว้ว่าง ๆ ข้าจะแวะไปหาเ้า” เจียงเฉินตบไหล่เฉินซวนแรง ๆทีนึงก่อนจะหันหลังเดินไป
“ขอรับพี่ใหญ่เดินดี ๆ นะขอรับ” เฉินซวนผายมือส่ง
...
“คุณชายนั่นมันขยะของตระกูลเจียงที่แต่งเข้าบ้านตระกูลหลิงนี่ขอรับตอนนี้เขาก็แค่คนธรรมดา ท่านยังต้องกลัวเขาอีกเหรอขอรับ”หลังจากเจียงเฉินเดินออกไปไกลแล้ว ลูกน้องของเฉินซวนก็กล่าวออกมา
เฉินซวนที่กำลังคิดไปถึงความหลังอันเลวร้ายตอนเด็กๆ ที่เขาไปมีเื่กับคนผู้นั้นแล้วโดนยำซะเละ ถูกขัดจังหวะด้วยประโยคคำถามนั้น
เฉินซวนมองลูกน้องผู้ซื่อบื้อของตัวเองตาขวาง“เ้าอยากซวยอย่าลากข้าเข้าไปเอี่ยวด้วยเข้าใจไหม?”
“คุณชาย หมายความว่าอย่างไรขอรับ?”
เฉินซวนมองลูกน้องอย่างขัดใจแต่ก็ยังอดทนอธิบาย “ถึงแม้ว่าข้าจะกลัวเขา แต่ถ้าหากเขากลายเป็ขยะไปแล้วจริง ๆข้าคงไม่ต้องนอบน้อมขนาดนั้น.. เพียงแต่เมื่อครู่ข้าััได้ถึงอันตรายจากตัวเขาหากข้าต่อต้านคงจะจบไม่สวย... อย่างงี้ยังจะเรียกว่าขยะได้อยู่ไหมเล่า” ประโยคสุดท้ายเขาพูดลอดไรฟันพร้อมตบท้ายทอยลูกน้องจอมซื่อบื้อของตนไปหนึ่งฉาดด้วยความโมโห
“แหะ ๆ...คุณชายแล้วเราจะไปไหนกันต่อเหรอขอรับ” ลูกน้องลูบท้ายทอยที่โดนตบพลางพูดออกมาเบา ๆ
“กลับบ้าน! ข้าหมดอารมณ์เที่ยวแล้วโว้ย”เขาพูดพร้อมเดินออกจากร้านไปอย่างหัวเสีย
...
เจียงเฉินเดินกลับบ้านพร้อมกล่องประหลาดในมือวันนี้เขารู้สึกมีความสุขเล็กน้อย ต่อไปเื่เงินและทรัพยากรก็ไม่ต้องเป็ห่วงอีกแถมขากลับยังได้ของดีติดไม้ติดมือกลับมาด้วย
ระหว่างทางเจียงเฉินแวะซื้อปิ่นปักผมเป็ของขวัญให้หลิงเยว่ ‘นางจะชอบไหมนะ’ มองดูปิ่นที่ห่อไว้ด้วยผ้าแพรอย่างดีอดไม่ได้ที่จะนึกถึงมารดาของเขา
อารมณ์ของเจียงเฉินเปลี่ยนไปทันควันเขากำหมัดแน่น ‘ซักวันข้าจะทำให้ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้งให้ได้’
...
กลับมาถึงบ้านอารมณ์เจียงเฉินก็ดีขึ้นเล็กน้อย เขาเดินเข้าเรือนไปหลิงเยว่ที่กำลังฝึกตนก็ลืมตาขึ้น เจียงเฉินเดินเข้าไปนั่งลงข้าง ๆเขาหยิบของขวัญที่เตรียมไว้ออกมาให้นาง
หลิงเยว่ดูดีใจและตื่นเต้นเล็กน้อยเมื่อก่อนมักจะมีบุรุษที่หมายปองนางคอยซื้อของขวัญให้ ตอนนั้นนางไม่เคยรับไว้แต่วันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน คนที่ซื้อให้นางก็ไม่ใช่คนเดิมเพราะคนคนนี้ได้เข้ามาอยู่ในใจนางแล้วนิดหนึ่ง...
หลิงเยว่รับมันมาเปิดดูพบว่าข้างในคือปิ่นปักผมที่แกะสลักจากหยกสีเขียวอ่อนเป็รูปผีเสื้ออันหนึ่ง ประดับด้วยไข่มุกสีขาวนวลดูสวยงามและบริสุทธิ์มาก เพียงแค่เห็นก็ชอบหมดทั้งใจ
“ขอบคุณ” หลิงเยว่เอ่ยอย่างอาย ๆ
เจียงเฉินหยิบปิ่นปักผมมาจากมือของนาง“ข้าจะปักให้เ้า”
“อื้ม”หลิงเยว่หน้าแดง เจียงเฉินก็บรรจงปักปิ่นชิ้นนั้นลงบนมวยผมของหลิงเยว่
“งดงามจริง ๆ นี่มันนางฟ้าชัดๆ” เจียงเฉินอดไม่ได้ที่จะแซว
หลิงเยว่เขินจนต้องเบนหน้าหนี“คนบ้า”
“นี่...หลิงเยว่”
“อื้ม”
“หลังจากข้ารักษาเ้าครบกำหนดแล้ว รู้สึกเป็อย่างไรบ้าง” เจียงเฉินถาม
“ข้ารู้สึกว่าพลังในกายไหลเวียนดีขึ้นมาก ความเร็วในการฝึกก็เพิ่มขึ้นมากด้วยเื่นี้ต้องขอบคุณเ้า..” หลิงเยว่เอ่ย
เจียงเฉินยิ้มเ้าเล่ห์ ขยับหน้าเข้าไปใกล้
"เ้าจะขอบคุณข้าอย่างไรดีล่ะ? เ้าก็รู้นะว่าหลังจากรักษาเ้าเสร็จร่างกายของเ้าก็สามารถปรับสมดุลหยินหยางได้สมบูรณ์แล้ว เื่ 'การเข้าหอ' ที่ค้างคาไว้...ก็คงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป" เจียงเฉินยิ้มกริ่ม
“เ้า.. คนบ้า”หลิงเยว่วิ่งกลับเข้าไปในบ้าน
"ฮ่า ๆๆ" เจียงเฉินหัวเราะเสียงดัง
...
บรรยากาศอบอุ่นพอให้กระชุ่มกระชวยหลังความชุลมุนเมื่อครู่ ทั่งคู่ก็เข้าสู่การฝึกฝน
เจียงเฉินหยิบกล่องสีดำขึ้นมาพิจารณา...แต่ไม่ว่าเขาจะมองยังไงก็มองมันไม่ออกอยู่ดีเจียงเฉินลองเปิดมันอยู่หลายครั้งแต่ไม่สามารถเปิดได้ ไม่ว่ามีดธรรมดาหรือกระบี่ก็ไม่สามารถฝากรอยขีดข่วนเอาไว้ได้เลย
หลังจากพยายามมากว่าหนึ่งชั่วยามเจียงเฉินก็จำใจต้องยอมแพ้ ได้แต่เก็บมันเอาไว้ก่อน 'สิ่งที่ทำให้หน้าหนังสือสีทองเกิดการสั่นพ้องได้คงไม่ธรรมดาหรอกใช่ไหม?' เขาได้แต่ปลอบใจตัวเอง
หลังจากยอมแพ้กับการเปิดกล่องปริศนา เจียงเฉินก็ออกมาฝึกยุทธ์ที่ลานบ้านต่อเขาฝึกหมัดยุทธ์แท้ใน่เช้า และจะฝึกกระบี่ทลายทัพในตอนบ่ายด้วยพลังกระบี่ที่เขาฝึกได้ ทำให้กระบวนท่ากระบี่ของเขายิ่งนานยิ่งลื่นไหลเป็ธรรมชาติไร้ช่องโหว่มากยิ่งขึ้น
เย็นวันนั้นเองข้ารับใช้ในจวนมารายงานว่าหัวหน้าตระกูลหลิง้าพบเจียงเฉินและหลิงเยว่ทั้งคู่จึงออกไปยังเรือนของหลิงเทียนพร้อมกัน
...
ในเรือนหลักของตระกูลหลิงซึ่งเป็ที่พักของหลิงเทียน คนทั้งสี่คนกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะอาหารนั่นคือหลิงเทียนกับซูหว่าน และเจียงเฉินกับหลิงเยว่นั่นเอง
หลิงเทียนกับซูหว่านไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบของทั้งคู่เล็กน้อยก่อนเอ่ยปากชวนให้ทานอาหารด้วยกัน
...
“เฉินเอ๋อร์ได้ยินมาว่าเ้ากลับมาฝึกฝนแล้ว เป็อย่างไรบ้าง” หลิงเทียนถาม
เจียงเฉินไม่รู้สึกแปลกใจในตระกูลหลิงไม่มีเื่อะไรที่ปกปิดหลิงเทียนได้อยู่แล้ว จึงตอบไปตามจริง
“ขอรับท่านพ่อตาข้าเริ่มฝึกฝนใหม่แล้วจริง ๆ ตอนนี้ยังไม่มีปัญหาอะไรขอรับ”
“ท่านก็อย่าไปกดดันเฉินเอ๋อร์เลย...เฉินเอ๋อร์ มา เ้าลองทานนี่ดู” ซูหว่านเอ่ยปรามหลิงเฉินแล้วหันไปตักอาหารให้เจียงเฉิน
"ขอบคุณขอรับท่านแม่ยาย”เจียงเฉินตอบพร้อมยิ้มเก้อ ๆ จากนั้นก็หันไปคีบอาหารให้หลิงเยว่ด้วย
“เ้าก็ลองทานด้วยกันสิ”
หลิงเยว่มองหน้าเจียงเฉินอย่างงงๆเจียงเฉินก็ยิ้มตอบ แต่หลิงเยว่รู้สึกว่ารอยยิ้มของหมอนี่มันแปลกๆ ชอบกล
หลิงเทียนและซูหว่านมองหน้ากันแล้วยิ้มกริ่ม“แหม เฉินเอ๋อร์ของเราเป็เด็กดีจริง ๆ”
หลิงเยว่กระจ่างในทันใดนี่เขาแกล้งข้าอยู่รึ ‘คนบ้า’ นางกระแอมเล็กน้อยแล้วพูด
“ท่านพ่อท่านแม่เรียกพวกข้ามา มีเื่อะไรหรือเปล่าเ้าคะ”
รอยยิ้มของหลิงเทียนหุบลงเล็กน้อย“แน่นอนพ่อเรียกพวกเ้ามาเพราะมีเื่จะแจ้ง พรุ่งนี้เป็วันเกิดของท่านเ้าเมืองพวกเราสี่ตระกูลใหญ่ล้วนได้รับคำเชิญให้ไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนอีกอย่างปีนี้บุตรชายของท่านเ้าเมืองก็ได้ส่งเทียบเชิญให้เหล่าหนุ่มสาวอัจฉริยะในเมืองหยุนเทียนอีกด้วยข้าจึงอยากให้พวกเ้าไปด้วยกัน” หลิงเทียนกล่าว
“เฉินเออร์พรุ่งนี้เ้าอาจจะต้องลำบากเล็กน้อย” หลิงเทียนถอนหายใจ
“ขอรับท่านพ่อตาพรุ่งนี้ข้าจะไปกับท่าน” เจียงเฉินแววตาเป็ประกายเล็กน้อยเขาเข้าใจดีว่าหลิงเทียนหมายถึงอะไร เขาที่เมื่อก่อนเคยเป็อัจฉริยะหลังจากตกต่ำเป็ขยะแล้วยังได้แต่งเข้าตระกูลหลิงแถมคนที่เขาแต่งงานด้วยยังเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองหยุนเทียนในปัจจุบันซ้ำยังเป็เทพธิดาที่บรรดาคุณชายน้อยทั้งหลายหมายปองด้วยจึงอาจมีหลายคนให้ความสนใจเขาเป็พิเศษ
นอกจากนี้เขาก็อยากจะไปพบท่านปู่ด้วย...
หลังทานอาหารเสร็จเจียงเฉินและหลิงเยว่ก็ขอตัวกลับ...
...
ในเรือนของหลิงเยว่พวกเขานั่งลงข้างกัน ผ่านไปพักใหญ่หลิงเยว่จึงเอ่ยปากถาม“พรุ่งนี้เ้าจะจัดการอย่างไร”
“ไม่ต้องกังวลพรุ่งนี้หากพวกเขาอยากเล่นงานข้า ข้าก็จะเล่นกับพวกเขาเอง”เจียงเฉินพูดพลางยิ้มมุมปาก
หลิงเยว่มองใบหน้าด้านข้างด้านของเจียงเฉินคิดว่า ‘ถ้าหมอนี่ไม่ติดเล่นไปซักหน่อยก็ดูมีเสน่ห์เหมือนกันนะเนี่ย’
เจียงเฉินััได้ถึงสายตาที่จับจ้องจึงแสร้งทำเป็เก๊กท่า เชิดหน้าขึ้นรับแสงจันทร์พยายามทำให้ตัวเองดูองอาจผ่าเผยดุจเซียนหนุ่ม หวังจะได้รับคำชมสักเล็กน้อยทว่าผ่านไปครู่ใหญ่กลับไร้เสียงตอบรับ เจียงเฉินหันขวับไปมองก็พบว่าหลิงเยว่หลับตาเข้าสู่สมาธิไปเสียแล้ว! เด็กหนุ่มได้แต่เกาหัวแก้เขินเดินคอตกคว้ากระบี่ออกไปฝึกที่ลานบ้าน...
เจียงเฉินหารู้ไม่...ทันทีที่เขาหันหลังให้หลิงเยว่ ริมฝีปากบางของหญิงสาวที่นั่งหลับตาอยู่ก็โค้งขึ้นเป็รอยยิ้มที่งดงามจับใจ...