บทที่ 9
ขณะนี้เธอเฝ้ารอเวลาอยู่แล้ว...เลดี้จูดิธได้รับการเตือนล่วงหน้ามาแล้ว เมื่อสองวันก่อน ลูคัสญาติหนุ่มได้เห็นนักรบชาวสก๊อตต์สี่คนปรากฏตัวขึ้นตรงพรมแดนใกล้ฮอร์ตัน ริดจ์ ลูคัสมิได้ไปที่นั่นโดยบังเอิญ แต่เขาปฏิบัติตามคำสั่งของป้ามิลลิเซนท์ และหลังจากที่เขาเฝ้าฝันกลางวันอยู่นานเกือบเดือน เขาก็เห็นนักรบสก๊อตต์ทั้งสี่คนนั้นในตอนบ่ายใกล้ค่ำของวันในฤดูร้อนเขารู้สึกแปลกใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นนักรบสก๊อตต์ตัวจริงในครั้งนี้ ความแปลกใจนั้นทำให้เขาเกือบจะลืมว่าจะต้องทำอะไรต่อไป อย่างไรก็ตามเมื่อนึกขึ้นมาได้ เขาก็รีบควบม้าฝุ่นตลบกลับไปรายงานให้เลดี้จูดิธรับรู้ เพื่อที่เธอจะได้เตรียมตัวไว้ให้พร้อมที่จริงจูดิธไม่จำเป็นจะต้องเตรียมตัวอะไรมากนัก นับแต่วันที่มีข่าวรั่วมาถึงหูว่าฟรานเซส แคทเธอรีน ใกล้จะถึงกำหนดคลอด เธอก็จัดเตรียมเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางรวมทั้งของขวัญต่าง ๆ ที่จะไปมอบให้เพื่อนรักเรียบร้อยแล้วกำหนอดคลอดของฟรานเซส แคทเธอรีน เหมาะทีเดียว ทั้งนี้เพราะจูดิธเพิ่งจะเดินทางมาถึงปราสาทของลุงเทเคลเพื่อจะพำนักอยู่ที่นี่เป็นเวลาหกเดือนเช่นที่ปฏิบัติมาแต่ครั้งยังเด็ก เธอไม่จำเป็นต้องเก็บเสื้อผ้าแล้วเดินทางกลับไปยังบ้านของป้ามิลลิเซนท์กับลุงเฮอร์เบิร์ทอีก เพราะถ้าทำเช่นนั้นย่อมจะเป็นที่สงสัย และเธอก็อาจจะต้องตอบคำถามที่ไม่อยากตอบก็ได้อย่างไรก็ตาม เธอได้เอากระเป๋าเดินทางกับของขวัญต่าง ๆ เหล่านั้นไปซ่อนไว้ที่โรงม้า ขณะที่รอแม่ซึ่งมักจะแวะเข้ามาเยี่ยมเยียนถึงในห้อง แต่พอคุยไปได้สักพัก แม่ก็จะแสดงความเบื่อหน่ายแล้วก็รีบกลับออกไปอีกลุงเทเคลพี่ชายของแม่นั้น โดยธรรมชาติเป็นคนสุภาพอ่อนโยน พูดจาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ซึ่งตรงข้ามกับเลดี้คอร์เนเลียผู้น้องสาวราวขาวกับดำ ทั้งนี้เพราะมารดาของจูดิธนั้นเป็นสตรีเจ้าอารมณ์แต่นิสัยของลุงจะเปลี่ยนไปถ้าดื่มจนเมา ในยามนั้นที่เขาจะร้ายเหมือนงูทีเดียว เทเคลพิการมาตั้งแต่จูดิธจำความได้และก่อนหน้านั้นอีกหลายปีทีเดียว ในระยะแรกนั้นน้อยครั้งนักที่เขาจะเสียอารมณ์ แม้ในยามค่ำที่อาการเจ็บปวดจะรุมเร้าจะสุดทนก็ตามเธอจะรู้ถึงอาการที่เกิดขึ้น เมื่อลุงเริ่มบีบนวดขาของตนเอง และสั่งให้คนรับใช้ไปเอาเหล้าไวน์มาให้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พวกคนรับใช้ต่างรู้ดีว่าทุกครั้งที่รินเหล้าจะต้องรินจนเต็มจอก บางคืนจูดิธก็ยังพอหลบออกมาก่อนที่ลุงเทเคลจะเมาได้ แต่หลายคืนที่ลุงของเธอจะแสดงอารมณ์ร้ายบังคับให้เธอนั่งอยู่กับที่ แล้วก็จับมือไว้แล้วก็จะเริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตให้ฟังมันเป็นอดีตเมื่อครั้งยังหนุ่ม เป็นนักรบเรืองนามที่ทุกคนจะต้องจดจำรำลึก แต่แล้วมันก็ถึงวันหนึ่งที่เกิดอุบัติเหตุ เมื่อรถศึกที่เขาขับเกิดพลิกคว่ำลง ทำให้ขาหักทั้งที่ตอนนั้นเขาเพิ่งอายุเพียงยี่สิบสิงเท่านั้น และยิ่งเมาเขาก็จะยิ่งพร่ำด่า พร่ำสาปแช่งกับโชคชะตาที่ทำให้เขาต้องกลายเป็นคนพิการไปเช่นนี้และเขาก็ยังดุว่าจูดิธอีกด้วย ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ดูจะไม่ถูกใจเขาไปเสียหมด ซึ่งจูดิธก็ไม่เคยบอกให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขากระทำต่อเธอนั้นมันสร้างความผิดหวังน้อยใจให้เกิดขึ้นกับเธอมากเพียงไร ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเช่นนี้ เธอจะนอนไม่หลับไปทั้งคืนเทเคลดื่มจัดมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว และยิ่งนานวันเขาก็ยิ่งเรียกหาเหล้าเร็วขึ้นบ่อยครั้งขึ้น ยิ่งดื่มมากเท่าไรนิสัยใจคอของเขาก็ยิ่งเปลี่ยนมากขึ้นเท่านั้น บางคืนเขาถึงกับร้องไห้ไป ด่าว่าไป และหลายต่อหลายครั้งที่เขาด่ากราดมาถึงจูดิธด้วยแต่พอถึงตอนเช้าเทเคลก็จะหลงลืมหมดสิ้นว่าตนได้ทำอะไรลงไปบ้าง แต่จูดิธจะจดจำคำพูดของเขาได้ทุกถ้อยคำ แต่ก็พยายามทำใจให้อภัยเสมอมา พยายามจะสร้างความเชื่อให้เกิดขึ้นกับตนเองว่าที่เขาเป็นเช่นนี้เพราะอาการเจ็บปวดในท้อนขานั้นมันเพิ่มความรุนแรงขึ้นจนเหลือจะทนได้ เธอรู้ว่าลุงเทเคลต้องการความเข้าใจและความเห็นใจจากเธออย่างมากแต่เลดี้คอร์เนเลีย มารดาของจูดิธนั้น ไม่ยอมให้อภัยในความประพฤติของพี่ชาย แต่ก็ยังดีที่เธอไม่ได้อยู่บ้านนานนัก อย่างดีก็จะอยู่เพียงแค่หนึ่งเดือน ไม่ปรารถนาจะเกี่ยวข้องกับพี่ชายและลูกสาวของตนเองเมื่อครั้งยังเด็ก จูดิธจะน้อยใจอยู่เสมอที่แม่ปฏิบัติต่อเธออย่างห่างเหินเย็นชา และเทเคลก็จะปลอบโยนหลานสาวเสมอ ว่าการที่แม่ปฏิบัติต่อเธอเช่นนี้ก็เพราะทุกครั้งที่เห็นหน้าเธอ มันเตือนใจให้คอร์เนเลียต้องนึกถึงชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นสามี และเพราะความที่แม่รักพ่อมาก จนทุกวันนี้ก็ยังไว้ทุกข์ให้กับเขาอยู่เทเคลยังเล่าต่อไปว่า ทุกครั้งที่คอร์เนเลียเห็นหน้าลูกสาว เธอจะเศร้าเสียใจกับความสูญเสียของตน จนไม่เหลือช่องว่างไว้สำหรับอารมณ์อื่นเลยเนื่องจากตอนนั้น เทเคลยังไม่ดื่มจัดเหมือนตอนนี้ จูดิธจึงไม่เคยสงสัยในคำพูดของเขาเลย แม้เธอจะไม่เข้าใจในความรักระหว่างสามีภรรยา แต่กระนั้นเธอก็ยังปรารถนาที่จะได้รับความรักและการยอมรับจากแม่บ้างจูดิธต้องอยู่กับป้ามิลลิเซนท์และลุงเฮอร์เบิร์ทตลอดสี่ปีแรกที่ลืมตาขึ้นดูโลก และแล้ววันหนึ่งเมื่อเธอไม่เยี่ยมแม่ที่อยู่กับลุงเทเคล เธอก็เผลอพลั้งเรียกลุงเฮอร์เบิร์ทว่าพ่อเข้า ซึ่งสร้างความโกรธเคืองให้เกิดกับแม่อย่างยิ่ง เทเคลเองก็ไม่ใคร่พอใขเท่าไรนัก เขาจึงตัดสินว่าเธอควรจะต้องมาพำนักอยู่กับเขาบ้าง และออกคำสั่งว่าในแต่ละปีนั้นมิลลิเซนท์จะต้องเองจูดิธมาส่งให้เขาเลี้ยงดูอย่างน้อยหกเดือนเทเคลกังวลใจอย่างยิ่งที่หลานสาวเกิดไปเรียกลุงเขยว่าพ่อเข้า ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาทุกยามเช้า เมื่อจิตใจมิได้ถูกย้อมด้วยเหล้า ใส่ความคิดเกี่ยวกับพ่อที่แท้จริงของเธอเข้าไว้ในสมองของจูดิธ เขาชี้ให้เธอดูดาบโค้งที่แขวนอยู่เหนือเตาผิง แล้วก็บอกว่านั่นคือดาบที่พ่อของเธอเคยใช้ฟันคอมังกรที่บังอาจใช้ความะยายามจะมาช่วงชิงอังกฤษไปจากพระหัตถ์ของพระเจ้าแผ่นดิน ผู้ทรงมีสิทธิ์เหนือราชบัลลังก์อย่างสมบูรณ์ ยิ่งกว่านั้นเทเคลก็ยังเล่าด้วยว่าท่านบารอนบิดาของเธอต้องเสียชีวิตลง เพราะถวายชีวิตปกป้องราชบัลลังก็ไว้เรื่องราวหลากหลายเหล่านั้นดูจะเล่าได้อย่างไม่มีวันจบสิ้น และเต็มไปด้วยความเก่งกล้าสามารถอันเหลือเชื่อของพ่อดังนั้น ลึกลงไปในใจ จูดิธมองเห็นพ่อเป็นนักบุญผู้สูงส่ง เธอได้รับการบอกเล่ามาว่า พ่อตายลงในวันที่ 1 ของเดือนพฤษภาคม ดังนั้นเมื่อถึงวันครอบรอบปี จูดิธจะออกไปเก็บดอกไม้แล้วก็จะนำไปวางลงบนหลุมฝังศพของพ่อ หลังจากนั้นก็จะนั่งลงอธิษฐานเพื่อจิตวิญญาณของเขา ทั้งที่แน่ใจอย่างที่สุดว่า เมื่อถึงเวลานี้จิตวิญญาณของพ่อก็น่าจะได้สถิตในสรวงสวรรค์แล้วเมื่อจูดิธอายุได้สิบเอ็ดขวบ ขณะเดินทางไปร่วมงานเทศกาลประจำปี เธอจึงได้รู้ความจริงเกี่ยวกับพ่อของตัวเอง ว่าแท้ที่จริงแล้วเขาไม่ได้เสียชีวิตเพราะปกป้องราชบัลลังก์อังกฤษเลย พ่อไม่ได้เป็นแม้แต่ชาวอังกฤษเสียด้วยซ้ำที่แม่แต่งตัวด้วยชุดสีดำอยู่จนทุกวันนี้ก็มิใช่เป็นเพราะไว้ทุกข์ให้กับพ่อ แต่แต่งเพื่อเตือนใจตัวเองให้รำลึกถึงความเกลียดชังอาฆาตแค้นที่มีต่อบุรุษผู้นั้น ซึ่งแม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไร มันก็ไม่มีวันจะลืมเลือนเคลื่อนคลายไปจากความรู้สึกนึกคิดของเธอได้แท้ที่จริงแล้ว เรื่องราวทั้งหมดที่เทเคลเล่าให้เธอฟังนั้นมีความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น คือความผิดพลาดในชีวิตของแม่