บทที่22
หนานกงจิ่นอวี่าเ็
หนานกงจิ่นอวี่ส่ายหน้าเล็กน้อย ดวงตาคมกริบยังคงสงบนิ่งราวกับาแที่แขนไม่ใช่เื่ใหญ่สำหรับเขา
“ไม่มีอะไรทั้งนั้นก็แค่ต่อสู้กับสัตว์อสูร แล้วเผลอเข้าไปช่วยชีวิตพวกทหารใต้บัญชา...รับาเ็เล็กน้อยเท่านั้น”
คำพูดเรียบง่ายราวกับเื่ที่เกิดขึ้นเป็เพียงเหตุการณ์ธรรมดาในแต่ละวันแต่เซี่ยอันอวี่ที่ได้ฟังกลับรู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุด นางกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ดวงตาเบิกกว้าง
“ส...สัตว์อสูรหรือ?”น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย
ในหัวของเซี่ยอันอวี่พลันนึกภาพพวกสัตว์ประหลาดในหนังแฟนตาซีที่เคยดูในโลกเดิมขึ้นมา—พวกสัตว์ร้ายขนาดใหญ่เขี้ยวแหลมคมเต็มปากนางไม่เคยพบเจอของจริงมาก่อน แต่แค่คิดตามก็ทำให้ขนลุกไปทั้งตัวแล้ว
“ไม่มีอะไรน่ากังวลหรอกสำหรับข้า... พรุ่งนี้แผลก็หายแล้ว” หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบใบหน้ายังคงเรียบนิ่งไร้ความรู้สึก
เซี่ยอันอวี่ถึงกับชะงักเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยความตกตะลึงสุดขีด
“พรุ่งนี้หาย...?”นางอุทานออกมาเสียงสูง ราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
หนานกงจิ่นอวี่พยักหน้าตอบอย่างจริงจังราวกับคำพูดนั้นคือความจริงอันแน่นอน “ใช่แล้วพรุ่งนี้ก็หาย”
แววตาซื่อ ๆและท่าทีสงบนิ่งของเขายิ่งทำให้เซี่ยอันอวี่พูดไม่ออก นางหันกลับไปมองาแที่แขนของอีกฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองแผลลึกขนาดนั้น เืยังซึมออกมาไม่หยุด หากเป็โลกเดิมของนางาแแบบนี้ต้องเข้าโรงพยาบาล ฉีดยากันบาดทะยัก เย็บไม่ต่ำกว่าร้อยเข็มแล้วนอนพักรักษาตัวเป็สัปดาห์ถึงจะขยับแขนได้ตามปกติ
แต่คนตรงหน้า...กลับพูดออกมาอย่างง่ายดายว่า ‘พรุ่งนี้หาย’
เซี่ยอันอวี่ได้แต่ยืนอ้าปากพะงาบ ๆราวกับคนหมดคำจะพูด นางถอนหายใจยาว ยกมือกุมขมับอย่างอ่อนใจ “พรุ่งนี้หาย... ก็พรุ่งนี้หายก็แล้วกัน ข้าจะรอดู...” นางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
สุดท้ายก็ได้แต่ยอมรับว่าต่อให้เถียงไปก็คงไม่เปลี่ยนความคิดของแม่ทัพสตรีผู้นี้ได้ เซี่ยอันอวี่ส่ายหน้าเบา ๆแล้วรีบเดินไปหาผ้าสะอาดกับยามาล้างแผล ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะพูดเช่นไรนางก็ยังอดห่วงไม่ได้อยู่ดี
หลังจากนั้นทั้งสองก็ใช้เวลา่เย็นเช่นทุกวัน กินข้าว พักผ่อนและเข้านอนร่วมเตียงกันตามปกติ จนถึงตอนนี้การนอนเคียงข้างกันของเซี่ยอันอวี่และหนานกงจิ่นอวี่กลายเป็เื่ธรรมดาที่ทั้งสองคนคุ้นชินเสียแล้วไม่มีความรู้สึกเขินอายหรือขัดเขินใด ๆ เหมือนในวันแรก ๆ อีกต่อไป
เพราะเหตุนี้ ค่ำคืนนี้ทั้งสองจึงหลับใหลไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางความเงียบสงบของเรือนไม้เก่า ๆ ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลทราย
เมื่อยามเช้าเดินทางมาถึง แสงแดดอ่อนๆ ทอดผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้องเซี่ยอันอวี่ขยับตัวลืมตาตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกสดชื่น นางคิดว่าตนเองตื่นเช้าพอสมควรแล้วแต่เมื่อหันไปมองข้างกายกลับไม่พบเงาร่างของหนานกงจิ่นอวี่
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยนางรีบลุกขึ้นจัดการล้างหน้าล้างตาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินออกมาด้านนอกห้อง
เมื่อมาถึงห้องโถงก็ยังคงไร้เงาของหนานกงจิ่นอวี่เช่นเดิม เซี่ยอันอวี่เอียงคอเล็กน้อยพลางขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม ‘ปกติ่เวลานี้เขายังไม่ออกไปสำรวจนี่นา...แล้วไปที่ไหนกัน?’
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวนางพลันนึกถึงแปลงผักด้านหลังเรือนไม้
“หรือว่า...” เซี่ยอันอวี่พึมพำ ก่อนจะรีบเดินอ้อมเส้นทางไปยังด้านหลังเรือน
เมื่อเดินมาถึงสายตาของนางก็พบเข้ากับภาพที่คาดไว้ไม่มีผิดหนานกงจิ่นอวี่ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าสวนผักร่างสูงในชุดเรียบง่ายของยามเช้ากำลังจ้องมองแปลงผักที่เพิ่งหว่านไปเมื่อวานนี้ทว่าตอนนี้กลับเต็มไปด้วยพืชผักสดเขียวขจีทั้งหมดเจริญเติบโตจนพร้อมเก็บเกี่ยวกว่า 300 ต้น
หนานกงจิ่นอวี่กอดอกดวงตาเรียวคมจับจ้องแปลงผักตรงหน้าไม่วางตาสีหน้าเรียบเฉยดังเดิมแต่แฝงแววครุ่นคิดเหมือนกำลังพยายามค้นหาความลับบางอย่างจากพืชผักธรรมดาเ่าั้
เซี่ยอันอวี่ยืนมองภาพตรงหน้าก่อนจะแสยะยิ้มออกมาเบาๆ นางรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่
‘ต่อให้เ้าจ้องจนผักพวกนั้นไหม้ก็เถอะ...ไม่มีทางหาเบาะแสจากเ้านั่นได้หรอก’ เซี่ยอันอวี่คิดอย่างขบขันในใจ
แต่แล้วหนานกงจิ่นอวี่ก็เหมือนจะััถึงการมาของนางได้โดยไม่ต้องหันไปมองก่อนล่วงหน้าเขาค่อย ๆ หันใบหน้าคมดุจหยกกลับมามองเซี่ยอันอวี่ ดวงตาคมกริบคู่นั้นสบเข้ากับดวงตาของนางราวกับกำลังสำรวจความลับในจิตใจของอีกฝ่าย
เซี่ยอันอวี่ชะงักไปเล็กน้อยแต่ไม่นานนักก็ปรับสีหน้าเป็รอยยิ้มสดใส พลางเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย
หนานกงจิ่นอวี่เพียงเลื่อนสายตากลับไปยังแปลงผักตรงหน้าโดยไม่พูดอะไรราวกับยังคงจมอยู่กับความคิดของตนเอง
เซี่ยอันอวี่ได้แต่มองแผ่นหลังของเขาพร้อมถอนหายใจเบาๆ... หวังว่าหนานกงจิ่นอวี่จะไม่ขุดลึกความลับนี้มากไปกว่านี้นัก
“ไม่คิดว่าเ้าจะทำได้จริงตามที่พูด”เสียงทุ้มนุ่มของหนานกงจิ่นอวี่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบสายตาคมดุจคมดาบยังคงจับจ้องแปลงผักตรงหน้าโดยไม่ได้หันมามองนางด้วยซ้ำ
เซี่ยอันอวี่ยกยิ้มกว้างทันทีเมื่อได้ยินคำพูดนั้นนางยืดอกตบอกของตนเองเบา ๆ อย่างภาคภูมิใจราวกับว่าความสำเร็จนี้เป็ฝีมือของนางทั้งหมด ทั้งที่ความจริงแล้ว...เ้าตัวจิ๋วในกำไลหยกต่างหากที่ควรได้รับคำชื่นชม
“แน่นอนสิ!” นางเชิดหน้าตอบกลับอย่างมั่นใจ “ข้าในเมื่อพูดว่าทำได้ก็ย่อมต้องทำได้อยู่แล้ว!”
น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจนั้นทำให้มุมปากของหนานกงจิ่นอวี่กระตุกเล็กน้อยแต่เขาไม่ได้กล่าวอะไรต่อ ยังคงยืนสงบนิ่งดังเดิม
เซี่ยอันอวี่เดินเข้าไปใกล้เขาพลางจะเอ่ยหยอกล้อ ทว่าในจังหวะที่สายตาของนางเหลือบไปเห็นบางอย่าง...รอยยิ้มบนใบหน้ากลับค้างเติ่งไปในทันที
สายตาของนางจ้องไปที่แขนเสื้อของหนานกงจิ่นอวี่ตรงจุดที่เมื่อวานยังมีาแลึกจนเืไหลโชก ทว่าเวลานี้...แขนขาวผ่องไร้ร่องรอยาแใด ๆ ราวกับไม่เคยมีาแเกิดขึ้นมาก่อน
“นี่... นี่มัน...”เซี่ยอันอวี่ถึงกับอุทานออกมาเสียงของนางแฝงไปด้วยความตกตะลึงอย่างสุดขีด ดวงตาเบิกกว้างราวกับว่ากำลังมองเห็นปาฏิหาริย์ตรงหน้า
นางรีบก้าวเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อยดวงตาจับจ้องไปยังแขนของเขาอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตนเองก่อนจะหลุดคำถามออกมาเสียงหลง “แผลของท่าน...หายแล้วหรือ?”
หนานกงจิ่นอวี่เหลือบตามองนางเล็กน้อยใบหน้าเรียบเฉยนั้นยังคงเย็นสงบเช่นเคย ไม่มีแม้แต่แววตายโสหรือภูมิใจเขาเพียงแค่กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ข้าบอกแล้วว่าเพียงคืนเดียว... แผลก็หาย”
คำพูดสั้น ๆ แต่หนักแน่นนั้นทำเอาเซี่ยอันอวี่ถึงกับยืนนิ่งงันมุมปากของนางกระตุกเล็กน้อยราวกับไม่รู้จะตอบกลับเช่นไรดีความคิดในหัวพลันตีกันยุ่งเหยิง
‘นี่มัน...คนจริงหรือเปล่าเนี่ย?’
นางกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ดวงตายังคงจ้องมองแขนที่ไร้าแของหนานกงจิ่นอวี่อยู่ไม่วางตาในหัวของนางตอนนี้มีแต่ภาพเมื่อวานที่าแลึกเกือบถึงกระดูกลอยวนเวียนอยู่ไม่หาย
‘ไม่ใช่สิ...แบบนี้มันเกินมนุษย์แล้ว!’ เซี่ยอันอวี่ถึงกับต้องหันหน้าหนีสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามตั้งสติ
แม้ว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางจะเจอเื่ประหลาดเกินความเข้าใจมานับไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็การทะลุมิติมาโลกนี้ หรือเ้ามนุษย์จิ๋วที่ช่วยเพาะปลูกผักในวันเดียวแต่นี่... าแระดับต้องเย็บนับร้อยเข็มกลับหายในชั่วข้ามคืน!?
เซี่ยอันอวี่รู้สึกเหมือนโลกใบนี้กำลังท้าทายสามัญสำนึกของนางอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดพัก