ตอนที่102 ฝึกฝนเจ้าหน้าที่ใหม่
ชายหนุ่มถามเธอด้วยความห่วงใยว่า“กินแค่นี้อิ่มอยู่หรือ?”
“อิ่มค่ะ”เสิ่นลี่อิงตอบกลับแล้วรีบปลีกตัวออกมาอย่างรวดเร็ว
เธอรู้สึกได้ทันทีว่าใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีทันใดประหนึ่งตนมีอาการเขินอายต่อหน้าชายหนุ่มคนรัก พลางคิดขณะเดินตรงไปหาน้องชายที่กวักมือเรียกอยู่อีกด้านของโรงอาหารในทันที
‘บ้าจริง! นี่ฉันจะอายอะไร?ฉันยังไม่ได้คิดจะเปิดเผย ว่าเป็นแฟนกับเขาเสียหน่อย แต่เห็นหน้าเขาแล้ว ทำไมฉันต้องมีอาการใจสั่นขนาดนี้ด้วยนะ?’
เสิ่นลี่อิงรับรู้ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับหัวใจได้อย่างชัดเจนเธอไม่อยากแสดงอาการให้ชายหนุ่มดีใจเกินไปจึงเลือกที่จะปิดเงียบความรู้สึกของตนเองให้มิดชิด จนกว่าจะถึงเวลาเหมาะสมในวันหนึ่ง
อนึ่งเธอมั่นใจว่าครอบครัวเขาคงไม่เข้ามายุ่งวุ่นวายกับเธออีกเป็นแน่ถึงแม้เธอเคยรับปากที่จะไปกินข้าวที่บ้านกับพ่อแม่เขาอีกก็ตาม
เสิ่นลี่อิงตั้งใจที่จะนั่งตรงข้ามกับน้องชายเพื่อปิดโอกาสไม่ให้หยางจุ้นนั่งตรงข้ามตนเองเนื่องจากเธอรับรู้บรรยากาศความคลั่งไคล้ของหญิงสาวทั้งหลายในโรงอาหารได้เป็นอย่างดีจึงไม่ต้องการเรียกความสนใจมากเกินไป
ถึงอย่างนั้นเธอกลับพบว่าเมื่อหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกับน้องชายแล้วหยางจุ้นนั่งบนเก้าอี้ข้างเธอทันที
ชายหนุ่มนั่งข้างแฟนสาวโดยไม่สนใจอาการอึกอักหรือตกใจของเธอสักนิดเขาเอ่ยทักทายเสิ่นลี่หยางพร้อมชมอย่างมี
ความหมายว่า
“ว่าไงเสี่ยวหยาง?ได้ยินว่ามีข่าวดีหรือ? ยินดีด้วยนะ”
หยางจุ้นกล่าวแสดงความยินดีกับเด็กหนุ่มโดยไม่ได้เอ่ยที่มาของข่าวดีสักคำ
เสิ่นลี่อิงจำเป็นต้องระงับอาการเก้อเขินหยางจุ้นอย่างรวดเร็วเธอเงยหน้าจ้องมองน้องชายอย่างคาดคั้นที่คนอื่นรู้เรื่องข่าวดีของน้องชายแต่เธอยังไมได้รับรู้อะไรด้วย
“ขอบคุณมากครับหัวหน้ากินข้าวก่อนเจี่ยเจีย อิ่มท้องแล้วผมถึงจะบอก”
เสิ่นลี่หยางบอกพี่สาวด้วยความรู้สึกผิดที่ปิดบังข่าวดีไว้จนทำให้พี่สาวต้องจ้องหน้าเขาเขม็งกระนั้นเขายังไม่เฉลยทันที
เพราะคิดว่ารอให้พี่สาวกินข้าวอิ่มและมีอารมณ์ดีขึ้นมาเสียก่อน
“พรุ่งนี้ค่อยมาฝึกทักษะพลังจิตด้วยกันทั้งสองคนนะ”
หยางจุ้นเอ่ยขึ้นมาเมื่อเห็นว่าบรรยากาศกินข้าวเริ่มดีขึ้นแล้วเขาอยากทดสอบและเร่งฝึกฝนแฟนสาวให้รวดเร็วเนื่องจากเขาสังหรณ์ใจว่าศัตรูตัวฉกาจที่สังหารชายชราอันเดรส อาจหวนคืนกลับมาทำร้ายเด็กสาวเข้าให้
“เข้าใจแล้วค่ะ/ครับ”สองพี่น้องเสิ่นขานรับคำสั่งจากหยางจุ้นด้วยความเข้าใจ
เสิ่นลี่อิงกินข้าวไปได้สักพักจนเกือบอิ่มเธอสอบถามภารกิจพิเศษที่จะมีขึ้นในเย็นนี้จากหยางจุ้นด้วยความอยากรู้ว่า
“หัวหน้าคะแล้วภารกิจเย็นนี้ละคะ?”
เธอรู้ดีว่าอยู่ในช่วงเวลาฝึกงานในฐานะเจ้าหน้าที่ใหม่ของกองกำลังพิเศษจึงเอ่ยเรียกชายหนุ่มอย่างให้เกียรติเพราะสังเกตได้ว่ารอบตัวล้วนมีแต่คนจับจ้องเธออยู่ด้วยความสนใจ
อนึ่งเธอและน้องชายแต่งกายคล้ายกันด้วยชุดเสื้อยืดกางเกงยีนพร้อมรองเท้าผ้าใบซึ่งแตกต่างจากเจ้าหน้าที่คนอื่นที่อยู่ในเครื่องแต่งกายถูกระเบียบทำให้เธอและน้องชายกลายเป็นจุดเด่นในโรงอาหารไปทันที
“ฝึกเสร็จก่อนตอนเย็นค่อยนัดรวมทีมกันอีกที กำลังรวบรวมข้อมูลสำคัญอยู่”
หยางจุ้นเหลือบมองแฟนสาวพลางตอบตามจริงซึ่งเขาและลูกน้องกำลังช่วยกันรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก่อนที่หานหลางจะทำหน้าที่เป็นคนนำเสนอข้อมูลให้สมาชิกในทีมรับรู้ แล้วเขาถึงจะมอบหมายงานอีกครั้ง
“ค่ะ”เสิ่นลี่อิงพยักหน้าเข้าใจ
สักพักกัปตันทีมมังกรขาวมากินอาหารในโรงอาหารมีเสียงฮือฮาจากบรรดาหญิงสาวดังขึ้นอีกครั้งเนื่องจากวันนี้
บรรยากาศของโรงอาหารมีชีวิตชีวามากกว่าปกติเพราะมีกัปตันทีมหนุ่มหล่อเหลามากินข้าวในเวลาไล่เลี่ยกัน
เสิ่นลี่หยางและติงเจี๋ยที่นั่งข้างกันทั้งสองคนลุกออกไปก่อนเพื่อฝึกฝนวาดภาพต่อปล่อยให้เสิ่นลี่อิงและหยางจุ้นนั่งกินข้าวที่เกือบหมดไปด้วยกันเองสองคน
ทั้งนี้เสิ่นลี่หยางเปลี่ยนใจที่จะบอกข่าวดีให้พี่สาวรับรู้ในตอนนี้โดยเปลี่ยนเป็นตอนเย็นดีกว่า อีกทั้งเขาเหลือบมองเห็นการส่งสัญญาณจากติงเจี๋ยจึงตัดสินใจลุกออกไปเมื่อมองเห็นหยวนหนิงหลงเดินมาทางนี้พอดี
หยวนหนิงหลงหยิบถาดอาหารมานั่งตรงข้ามกับเสิ่นลี่อิงอย่างถือวิสาสะเขาเอ่ยทักทายเธอด้วยความยินดีว่า
“สวัสดีเจ้าหน้าที่เสิ่นเป็นไงบ้างฝึกวันแรก เสี่ยวจุ้นเข้มงวดเกินไปไหม?”
เสิ่นลี่อิงเงยหน้าสบตาเขาแล้วกล่าวทักทายตอบกลับอย่างมีมารยาทเธอสนใจข้อความที่พี่ชายของหยวนมี่สื่อสารออกมาเกี่ยวกับหยางจุ้นจึงสอบถามด้วยด้วยความแปลกใจว่า
“สวัสดีค่ะกัปตันหยวนหัวหน้าฉันเข้มงวดมากหรือคะ?”
หยวนหนิงหลงพยักหน้าตอบกลับพลางบอกเธอด้วยน้ำเสียงหยอกล้อว่า
“มากกกก.....แต่เฉพาะบางคนนะกับบางคนฉันคิดว่าเสี่ยวจุ้นไม่เข้มเลย”
เขาขยิบตาให้เธอเป็นนัยอย่างมีความหมายเนื่องจากมองเห็นแววตาที่เพื่อนแอบมองเด็กสาวนั่งข้างด้วยสายตาวิบวับแตกต่างจากคนอื่นในฐานะผู้ชายเหมือนกัน เขาย่อมเข้าใจกิริยาสายตาของเพื่อนเป็นอย่างดี
“ก็จริงคะ”เสิ่นลี่อิงพยักหน้าเห็นด้วย
ทั้งนี้เธอพบว่าตนมีโอกาสเลือกการฝึกงานวันนี้ได้เองโดยไม่จำเป็นต้องไปฝึกฝนทักษะดนตรีตามคำสั่งครั้งแรกแต่สามารถไปฝึกชันสูตรศพได้โดยเป็นการเลือกของตนเอง จึงเห็นด้วยกับความคิดเห็นของหยวนหนิงหลง
จากนั้นหยวนหนิงหลงหันหน้าไปพูดคุยกับเพื่อนด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า
“เสี่ยวจุ้นทางตระกูลหลินให้คนประสานมาที่กองกำลังพิเศษ ทีมมังกรขาวเลยจะไปตรวจสอบเหตุระเบิดในโรงงานที่เมืองต้าเสิ้งเรื่องแค่นี้ก็ต้องโยนมาให้ฉันด้วย แค่ทีมพิสูจน์หลักฐานของตำรวจก็น่าจะพอแล้วน่าเบื่อจริง ๆ”
“เป็นคำสั่งจากผู้บัญชาการหรือ?”หยางจุ้นขมวดคิ้วพลางถามเพื่อนด้วยความแปลกใจเช่นกัน
“ก็พ่อนายนั่นแหละสั่งมาสงสัยทางนั้นคงใช้เล่ห์กลแน่เลย”
หยวนหนิงหลงเอ่ยตอบเพื่อนอย่างเข้าใจเพราะปกติผู้บัญชาการหยางผู้เป็นพ่อของหยางจุ้นจะไม่ยุ่งเกี่ยวในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับพลเรือนเนื่องจากภารกิจหลักของกองกำลังพิเศษทุกทีมจะเน้นการปกป้องความมั่นคงของประเทศที่จะต้องต่อสู้ระหว่างประเทศมากกว่า
ดังนั้นการที่ผู้บัญชาการใหญ่ของกองกำลังพิเศษมีคำสั่งมาถึงทีมมังกรขาวย่อมหมายถึงมีการใช้เส้นสายหรือการบีบบังคับทางอ้อมจนทำให้พ่อของเพื่อนปฏิเสธไม่ได้
“นายก็ไปทำตามหน้าที่ละกันอย่ากังวลนักเลย” หยางจุ้นพยักหน้าพร้อมเอ่ยแนะนำเพื่อนอย่างเข้าใจ
เขาไม่เป็นกังวลในผลการตรวจสอบไม่ว่าจากทีมใดเพราะมั่นใจว่าระเบิดของตนเองย่อมไม่ทิ้งร่องรอยใดให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพบแน่นอน
“โอเคกินข้าวก็ต้องเดินทางแล้ว ว่าแต่คราวนี้ให้เจ้าหน้าที่ใหม่ฝึกกี่วันละ?”
หยวนหนิงหลงตอบกลับด้วยความเข้าใจเขาวกกลับมาเรื่องการฝึกฝนของเสิ่นลี่อิงด้วยความอยากรู้
“สองวัน.....พรุ่งนี้ฝึกพิเศษแล้วก็กลับทำไมหรือ?”
หยางจุ้นตอบเพื่อนพร้อมถามกลับคืนด้วยความแปลกใจเหตุเพราะปกติเพื่อนไม่เคยสนใจการฝึกฝนของทีมมังกรดำมาก่อนแต่พอทีมมังกรดำมีสมาชิกอายุน้อยเข้าร่วมใหม่สองคนกลับกลายเป็นทีมที่ได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมากทันทีไม่ใช่เฉพาะทีมมังกรขาวเพียงทีมเดียว
“เปล๊า! ไม่มีอะไร!พอดีว่าจะไปรับตัวมี่เอ๋อร์ออกจากโรงบาล สงสัยคงไม่ได้ไปรับแล้ว”
หยวนหนิงหลงตอบกลับเสียงสูงพลางเอ่ยถึงภารกิจส่วนตัวที่ไม่ได้ทำเพราะต้องเดินทางไปต่างเมืองในตอนบ่ายวันนี้ทำให้เขาพลาดโอกาสในการไปรับน้องสาวออกจากโรงพยาบาลกลับมาพักฟื้นที่บ้านต่อ
เสิ่นลี่อิงกำตะเกียบแน่นจนหักคามือเมื่อเธอได้ยินชื่อศัตรูคู่อาฆาตจากชาติก่อน เธอไม่สามารถสะกดกลั้นความโกรธแค้น
ได้จึงระบายความรู้สึกโกรธแค้นผ่านทางตะเกียบโดยไม่รู้ตัว
เปาะ !
“อ๊ะ! เป็นอะไรเจ้าหน้าที่เสิ่นตะเกียบมันบางไปหรือ?”
หยวนหนิงหลงอุทานด้วยความแปลกใจเขาเหลือบมองหน้าตาเรียบเฉยแต่แฝงความดุร้ายและตะเกียบที่หักครึ่งในมือของเด็กสาวด้วยความอยากรู้
หยางจุ้นหรี่ตามองท่าทางของแฟนสาวด้วยความสงสัยเขามั่นใจว่าเธอมีปฏิกิริยาเมื่อเอ่ยถึงชื่อหยวนมี่ยิ่งทำให้เขาอยากรู้ว่าเธอรู้จักหยวนมี่หรือไม่ทว่าเขาไม่ได้สอบถามออกมาโดยตรงในทันที
เสิ่นลี่อิงสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามจากหยวนหนิงหลงเธอกลบเกลื่อนด้วยการตอบไปตามสถานการณ์ที่เขาชี้นำก่อนนหน้าว่า
“เอ่อ.....ใช่ค่ะตะเกียบมันบางไป พอจะทดสอบหักดู มันก็ดันหักจริง ๆ แต่โชคดีที่ฉันกินอิ่มพอดี”
หยวนหนิงหลงพยักหน้าเข้าใจเขาไม่ได้คิดอะไรมากในท่าทางผิดปกติของเด็กสาว แต่ก้มหน้ารีบกินข้าวต่อเพราะเหลือ
เวลาอีกไม่นานในการเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ไปยังเมืองต้าเสิ้งเพื่อทำภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
หยางจุ้นไม่ได้เอ่ยทักท้วงแฟนสาวอีกแต่เขาเก็บข้อมูลเรื่องที่น่าสงสัยทุกอย่างพลางคิดในใจด้วยความสงสัยในตัวของแฟนสาวมากขึ้นว่า
‘แปลกจริงเกิดอะไรขึ้นกับอิงเอ๋อร์ ฉันมั่นใจว่าเธอมีอาการเมื่อพูดชื่อหยวนมี่พวกเธอรู้จักกันหรือ ไม่น่าเป็นไปได้ อยู่กันคนละเมืองคนละที่ตามประวัติก็ไม่เคยพบกันมาก่อน สงสัยฉันคงคิดมากไปตั้งแต่เธอไม่ยอมบอกที่มาของทักษะหย่งเหิง เมื่อไหร่ถึงจะเชื่อใจฉันเสียทีนะ?’