ทว่าหายใจทั่วท้องได้ไม่ทันไรเรื่องจุกอกยิ่งกว่าก็ปรากฏขึ้น
“การโอนร้านค้าเช่นนี้อย่างน้อยก็ต้องมีการลงชื่อประทับตราอะไรบ้างกระมัง” หมิงเป่าจูผลิยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนเมื่อเห็นสีหน้าตื่นตะลึงอย่างเห็นได้ชัดของหวังเอ้อร์ ก็ถามอย่างนึกฉงน “หรือว่าไม่มีแต่นี่ไม่ใช่ขั้นตอนการขายร้านที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือ”
“เรื่องนี้...”
หวังเอ้อร์เห็นสายตาสืบเสาะพิจารณาของหมิงเป่าจูก็ใจฝ่อ พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
การโอนร้านค้าต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรกฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดเจน หลังจากร่างสัญญาเสร็จแล้ว จะต้องไปที่ศาลาว่าการเพื่อให้นายอำเภอประทับตราสัญญาจึงจะถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย
หลังจากนำกลับมาแล้วหากการโอนร้านค้าเป็นผลสำเร็จ ทั้งสองฝ่ายต้องลงนามหรือประทับลายนิ้วมือในสัญญาจึงจะมีผลบังคับใช้
สัญญานั้นมีอยู่จริงแต่ก่อนที่นายอำเภอจะประทับตรา ข้อตกลงทั้งหมดจะต้องเขียนอย่างชัดเจน ซึ่งระบุราคาจริงไว้แล้ว
“เอกสารยังมาไม่ถึงเดี๋ยวข้าจะรีบจัดการให้ แต่ข้ามีโฉนดที่ดินอยู่ เจ้ามีสิ่งใดไม่วางใจอีกเล่า!”
หากหยิบออกมา นางก็รู้พอดีว่าตนเองโกหกและจงใจหลอกเอาเงินของนาง แล้วจะทำเช่นไร!
หวังเอ้อร์พูดพลางล้วงกระดาษสองสามแผ่นที่ค่อนข้างเหลืองเก่าแล้วออกมาจากอกเสื้อกางออกมาให้หมิงเป่าจูดู “เจ้าดูเอง!”
“กล่าวเช่นนี้ไม่ถูกต้องพี่ชาย ท่านดูแลร้านนี้ แต่กลับไม่มีเอกสารจากทางการสำหรับการขายต่อ ข้าสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าท่านแอบลักลอบเข้ามาในร้านฉวยโอกาสขายของโจร!”
หมิงเป่าจูเคร่งขรึมจริงจังในบัดดลสีหน้าก็ดูน่ากลัวยิ่ง แสร้งทำเป็นตะโกนออกไปนอกประตู “ใครก็ได้! มีหัวขโมย... อื้อ...”
ขู่จนหวังเอ้อร์ที่ไม่ใช่หัวขโมยรู้สึกราวกับตนเองเป็นหัวขโมยไปจริงๆมองซ้ายแลขวาด้วยความหวาดหวั่น หวังว่าจะไม่มีใครได้ยินเสียงร้องของนางแล้วบุกเข้ามา
หมิงเป่าจูปากถูกหวังเอ้อร์อุดปากไว้
“โธ่ คุณหนูขอรับท่านจะร้องเสียงดังเช่นนี้ไปทำไมกัน ข้ามิใช่หัวขโมยจริงๆ!”
“ไม่ใช่หัวขโมยแล้วเจ้าจะร้อนตัวไปไยไม่ได้ ข้าต้องไปแจ้งทางการ!”
หมิงเป่าจูปัดมือของหวังเอ้อร์ออกแล้ววิ่งออกไปข้างนอกแต่ความเร็วของนางกลับสู้หญิงชราไม่ได้ด้วยซ้ำ
“ข้าบอกความจริงกับท่านก็ได้!”หวังเอ้อร์เห็นท่าไม่ดี จึงรีบดึงหมิงเป่าจูไว้ “มี! มีหนังสือสัญญา!”
เขาล้วงกระดาษออกมาอีกแผ่นหนึ่งวางบนโต๊ะข้างๆ ตัวอักษร 'สัญญา' สองตัวใหญ่ถูกเขียนอย่างบรรจงอยู่ด้านบนสุด “ลงนามสิ!”
“อ๊ะ!” หมิงเป่าจูชี้ไปที่มุมหนึ่งของสัญญาแล้วถามว่า“ไฉนตรงนี้ถึงเขียนว่าจำนวนเงินที่ขายต่อแค่แปดสิบตำลึงเองเล่า แล้วเมื่อครู่นี้ท่าน...”
หวังเอ้อร์เกาศีรษะด้วยสีหน้าพ่ายแพ้ตะคอกเสียงต่ำด้วยความโกรธ “ตกลงเจ้าจะลงนามหรือไม่! หากไม่ลงก็ไปเสีย ข้าจะได้ขายให้ผู้อื่น!”
ในที่สุดเขาก็มองออกแล้วแม่นางผู้นี้หาใช่ลูกแกะน้อยที่ใครจะมาเชือดได้ตามใจ แต่เป็นหมาป่าในคราบลูกแกะชัดๆ
พูดจบก็ทำท่าจะเก็บโฉนดที่ดินและสัญญาแต่ถูกหมิงเป่าจูกดไว้
“อย่ารีบร้อนนักสิพี่ชาย ข้าลงนามก็ได้”
หมิงเป่าจูแย้มยิ้มมองดูหวังเอ้อร์หยิบกล่องหมึกแดงออกมาด้วยความไม่เต็มใจ เปิดฝาแล้วโยนส่งๆ ลงบนโต๊ะ“พิมพ์ลายนิ้วมือเถอะ ที่นี่ไม่มีพู่กันกับหมึก”
ก็ได้ นางไม่ติดขัดอยู่แล้วในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นลายนิ้วมือหรือลายมือชื่อ ล้วนมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย
นางกดนิ้วหัวแม่มือลงไปบนหมึกสีชาดแล้วประทับนิ้วมือสีแดงสดลงไปบนหนังสือสัญญา เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย
หมิงเป่าจูพบว่าสิ่งที่ทำให้นางชื่นชมเลื่อมใสมากที่สุดนับตั้งแต่มาถึงยุคนี้ก็คือวิธีการเก็บหนังสือสัญญา
สัญญาที่นี่มิได้ทำสองฉบับมีเพียงฉบับเดียว แต่หลังจากสองฝ่ายลงนามและประทับลายนิ้วมือแล้ว ก็จะฉีกออกเป็นสองส่วนผู้ขายและผู้ซื้อจะเก็บไว้คนละครึ่ง
ไม่สามารถแก้ไขได้ยากต่อการปลอมแปลง มีเพียงหนึ่งเดียว ในยุคที่ไม่มีรหัสป้องกันการปลอมแปลงหรือรหัสยืนยันตัวตนคนที่คิดค้นวิธีการนี้ได้ช่างเฉลียวฉลาดยิ่งนัก
“เมื่อเรียบร้อยแล้วก็รีบจ่ายเงินมา!” เขาจะได้รีบกลับไปรายงาน
เกรงว่าแม่หนูคนนี้คงดูออกนานแล้วว่าตนเองหลอกลวงนางหากมิใช่คุณหนูสั่งเขาไว้ว่าต้องหาคนมารับช่วงร้านให้ได้ภายในหนึ่งวัน เขาคงไม่ยอมเสียท่าเช่นนี้แน่!
มิเช่นนั้นเขาจะยอมให้แม่หนูน้อยคนหนึ่งปั่นหัวเล่นได้อย่างไรจะต้องหาแพะอ้วนๆ มาเชือดเอาเงินก้อนโตให้ได้!
“ถ้าเช่นนั้นข้ากลับไปพร้อมกับพี่ชายเลยก็แล้วกัน”
หมิงเป่าจูเก็บโฉนดที่ดินและสัญญาครึ่งแผ่นอย่างระมัดระวังจากนั้นก็หยิบถุงเงินของโรงรับฝากเงินจวี้เฟิงส่งให้
“กลับไป?กลับไปไหน?”
หวังเอ้อร์เปิดถุงเงินนับแท่งเงินด้านใน หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก... หกแท่ง!
“เงินของเจ้ายังไม่ครบเลยนะ!”
“ย่อมต้องไปทักทายนายท่านกับคุณหนูจินน่ะสิ!”หมิงเป่าจูกอดอก จ้องมองหวังเอ้อร์ด้วยสายตาเฉียบคม
“โธ่เอ๋ย คุณหนูขอรับ!พวกเราตกลงกันแล้วมิใช่หรือว่าไม่ต้องไป!” ไฉนถึงได้กลับคำเช่นนี้ หวังเอ้อร์อยากจะคุกเข่าให้หมิงเป่าจูเสียเดี๋ยวนั้น“ราคาขายก็คือแปดสิบตำลึง ข้ามิได้หลอกท่านแล้ว!”
หมิงเป่าจูยังเงียบไม่พูดจาเพียงแต่ชำเลืองมองแขนเสื้อของหวังเอ้อร์ หวังเอ้อร์รีบเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก ล้วงเอาเงินสิบตำลึงที่นางให้เป็นรางวัลก่อนหน้านี้ออกมา
“คืนให้! คืนให้!ใช้ได้แล้วหรือไม่”
นับว่าเขาต้องเหนื่อยเปล่าทั้งหมดหวังเงินก้อนโตก็ไม่สำเร็จ เงินก้อนเล็กก็ไม่ได้ บัดนี้แม้แต่เงินตกรางวัลยังถูกริบคืนไปนี่เป็นคนประเภทไหนกัน... หวังเอ้อร์ได้แต่ลอบก่นด่าอยู่ในใจ
หมิงเป่าจูเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะหยิบเงินสิบตำลึงใส่เข้าไปในถุงเงินของหอหมื่นสมบัติ แท่งเงินสองส่วนกระทบกันจนเกิดเสียงดังกังวาน
“แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย”
หวังเอ้อร์ได้แต่เงียบยอมรับความพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง!
วันนี้หมิงเป่าจูเบิกบานใจยิ่งใช้เงินเพียงแปดสิบตำลึงก็ได้ร้านค้าขนาดใหญ่พร้อมที่พักมาครอบครอง ร้านค้าแบบนี้ต่อให้ปล่อยเช่าก็คงต้องใช้เงินไม่น้อย
หลังจากออกมาจากร้านหมิงเป่าจูก็ตรงไปที่ตลาด ซื้อเนื้อหมูสองชั่งกับสุราฮวาเตียว[1]หนึ่งไห ยังมีหัวมันและถั่วฝักยาวอีกด้วย
คิดไปคิดมา ก็ซื้อขนมและผลไม้อบแห้งเพิ่มอีกเล็กน้อยแต่ไม่กล้าซื้อมากเกินไป เลือกซื้อแต่ของที่ดีที่สุด นำกลับไปให้น้องชายกิน
พอกลับมาถึงหมู่บ้านยังไม่ทันได้เข้าบ้าน ก็ถูกคนขวางทางไว้ บุคคลผู้นี้คือหัวหน้าหมู่บ้าน
เขาเดินวนเวียนอยู่หน้าบ้านของหมิงเป่าจูนานแล้วลังเลอยู่นานแต่ก็ไม่กล้าเข้าไปเสียที
บังเอิญที่หมิงเป่าจูไม่ได้อยู่บ้านแต่เพิ่งกลับมาจากข้างนอก ทั้งสองจึงพบปะกันเข้าพอดี
“หัวหน้าหมู่บ้านท่านมาทำอะไรที่นี่ เหตุใดไม่เข้าไปข้างในเล่า” หมิงเป่าจูเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
นางเห็นหัวหน้าหมู่บ้านเดินวนเวียนอยู่หน้าบ้านของตนเองมาแต่ไกลซ้ำยังก้มหน้าเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“แม่หนูเป่าจูเจ้าเข้าเมืองมาหรือ” หัวหน้าหมู่บ้านเบิกตาโตจนแทบหลุด
เห็นหมิงเป่าจูหอบของพะรุงพะรังทั้งสุราอาหารเนื้อสัตว์ครบหมดทุกอย่าง แม้แต่กระบุงที่สะพายหลังก็เต็มเพียบไปหมด
“เจ้าไม่คิดจะย้ายบ้านแล้วหรือ”
เพียงคิดถึงความเป็นไปได้นี้ก็ทำให้หัวหน้าหมู่บ้านดีใจมาก หากมิใช่ เหตุใดนางถึงได้ซื้อของกลับมามากมายเช่นนี้นี่ต้องใช้เงินเท่าไรกัน!
“เท่านี้ไม่มากหรอกเจ้าค่ะถึงอย่างไรข้าก็ต้องไปอยู่ดี” หมิงเป่าจูยิ้ม
คำนวณดูแล้วอย่างมากก็น่าจะกินได้สองวันยิ่งไปกว่านั้นนางไม่ได้คิดจะทิ้งไว้ข้ามคืนด้วยซ้ำ
เดี๋ยวต้องให้เป่าอวี้ไปเชิญป้าจงกับลุงกู้มาหมิงเป่าจูต้องการเชิญพวกเขามาเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ก่อนไป!
“ต้องไปจริงๆหรือ ตอนที่หมิงเถี่ยจู้กับหวังซื่อจากไป ที่ดินและบ้านในหมู่บ้านก็ไม่มีผู้ใดรับช่วงต่อข้าคิดว่าทั้งหมดนั่นคือสิ่งที่บิดาเจ้าทิ้งไว้ สมควรคืนให้แก่เจ้า...”
หัวหน้าหมู่บ้านรำลึกถึงภาพในอดีตบิดาของหมิงเป่าจูเป็นเด็กหนุ่มที่ดีงามจริงๆ
ออกไปลำบากตรากตรำข้างนอกพอประสบความสำเร็จกลับมาก็ไม่ลืมบิดามารดา ยังสามารถตั้งรกรากอยู่ในหมู่บ้านได้อย่างสงบสุข
เชิงอรรถ
[1] สุราฮวาเตียว(花雕) เป็นชื่อของสุราชนิดหนึ่งมีสีเหลือง รสชาติกลมกล่อม ได้รับความนิยมมากในสมัยราชวงศ์จิ้น สามารถนำไปใช้ประกอบอาหารได้ด้วย