
กราฟิกจาก pngtree.com
ที่นี่ที่ไหน..
ทำไมมืดเช่นนี้ แม่นมซืออยู่ไหน ข้ากลัวยิ่งนัก
“หยุดคร่ำครวญได้แล้ว”
เสียงสตรีวัยเบญจพรรณเอ่ยออกมาด้วยความรำคาญ เธอนั่งมองดูความทรงจำของเด็กน้อยซูลี่มานานจนไม่รู้เวลาผ่านไปยามใดแล้ว จนเกิดความเบื่อหน่าย ตอนแรกเธอก็นั่งดูด้วยสนใจในความอาภัพของสาวน้อย แต่เธอก็แค่นั่งดู ไม่ได้เป็เด็กน้อยคนนั้น ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ จึงไม่ได้รู้สึกร่วมทุกข์ใจด้วย เพราะไม่ใช่เื่ราวของเธอ
เธอไม่ได้เป็คนดีที่จะนั่งมองแล้วรู้สึกสงสาร เห็นใจ ร้องไห้ตามเสียหน่อย อย่างน้อยชีวิตของเด็กน้อยคนนี้ยังไม่เท่ากับชีวิตในวัยเด็กของเธอ
ซูลี่สะดุ้งด้วยความกลัวก่อนรีบหันหลังกลับถามที่มาของเสียง
“ผู้ใดกัน ออกมานะ!”
ซูลี่ได้ยินเสียงถอนหายใจเป็การตอบรับแทน ถึงนางจะเก็บตัวอยู่ในจวนไม่ไปไหน แต่ยังมีนิสัยเฉกเช่นคุณหนูทั่วไป เมื่อไม่ได้คำตอบที่้า จึงรู้สึกโมโห แต่ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมานอกจากความหงุดหงิดที่ไม่ได้ดั่งใจบนใบหน้าอันเยาว์วัยที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดีพอ
เมื่อเสียงถอนหายใจหมดไป ไม่ถึงจิบชาต่อมาก็ได้ยินเสียงอีกครั้ง
“เรา..ไม่สิ ข้าชื่อหลินซูลี่เช่นเดียวกับเ้า ข้าคิดว่าพวกเราคือคนๆเดียวกัน แต่อาศัยต่างโลกกัน”
ซูลี่ได้ยินเช่นนั้นจึงเกิดอาการงุนงง สับสน และไม่เชื่อใจ คิดว่าสตรีผู้นี้เพ้อเจ้อไม่ก็เป็บ้า
“ข้าไม่ได้เพ้อเจ้ออันใด ข้าอยู่ในนี้มานานมากจนพอที่จะปะติดปะต่อเหตุการณ์ได้ จากการที่ข้ารู้เื่ราวของเ้า”
ซูลี่ใที่สตรีผู้นี้อ่านใจนางออกได้
“เ้าอ่านใจข้าได้งั้นรึ”
สตรีตรงหน้าของนางถอนหายใจอีกครั้ง แล้วยังกลอกตามองเบื้องบนด้วย.. ข้างบนไม่เห็นจะมีอะไรให้มอง มีแต่ความมืด คนผู้นี้มองอันใดกัน?
“ข้าเห็นหน้าเ้าก็ดูออกแล้ว เ้ารู้สึกอันใดก็แสดงออกมาเช่นนี้ มีรึที่จะไม่รู้”
ซูลี่ได้ยินเช่นนั้นรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า หน้าของนางตอนนี้บอกได้ว่าแดงจัด ไม่รู้ว่าแดงเพราะความอับอายรึความโมโห
เมื่อสตรีเต็มวัยเห็นท่าทางของเด็กน้อยจึงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยเพียงชั่วครู่ก่อนรอยยิ้มจะค่อยๆหายไป ไม่มีใครเห็น และรู้ว่านางยกยิ้มขึ้นมาด้วยความรู้สึกเช่นไร
เธอคิดได้ว่าบทสนทนาในตอนนี้เริ่มยืดเยื้อจึงเริ่มสนทนาอย่างจริงจังขึ้น เป็การหย่อนเบ็ดให้เด็กสาวรู้ตัว
“เข้าเื่เถอะ เ้าจำได้รึไม่ว่าเ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
ซูลี่เห็นท่าทางที่จริงจังขึ้นเช่นนั้นจึงคิดตามอย่างจริงจัง นางจำได้ว่านางไม่สบายเนื่องจากอากาศในฤดูหนาวปีนี้ช่างโหดร้าย นางนอนกอดปิ่นหยกในมือพร้อมซุกอยู่ในผ้าห่มเพิ่อเพิ่มความอบอุ่น ระหว่างรอยารักษาจากแม่นมซืออิ๋ง สาวใช้แม่ม้ายข้างกายของท่านแม่ที่ติดตามมาจากแผ่นดินใหญ่ ได้ผันตัวมาเป็แม่นมของนางแทน รู้สึกว่าตอนนั้นนางจะปวดหัวและฝันถึงท่านแม่ของนางอยู่ ก่อนที่จะหลับไปจริงๆ.. เอ๊ะ!ข้าหลับไปจริงรึ ไม่ใช่ข้าหลับฝันอยู่แล้ว? แล้วการที่ข้ามาอยู่ที่นี่คืออะไรกัน!
เธอให้เวลาเด็กน้อยในการทบทวนเื่ราวก่อนหน้าของนางอย่างใจเย็น ดูสีหน้าครุ่นคิดที่ดูเหมือนสติจะไม่อยู่กับตัว ดวงตาเลื่อนลอยได้ครึ่งเค่อ ก่อนที่สีหน้าของนางจะเปลี่ยนเป็ซีดขาว และตกตะลึงแทน
อ่า..ข้าคิดว่านางคงรู้ตัวแล้วล่ะ
“เ้าคงรู้ตัวแล้วสินะ ว่าเ้าตายไปแล้ว”
ซูลี่ได้ยินเช่นนั้นก็เรียกสติกลับมา แล้วหันไปมองด้วยดวงหน้าที่ซีดขาว
“ข้า..ข้าตายแล้วจริงๆรึ ถ้าข้าตาย ข้าต้องได้อยู่กับท่านแม่สิ แล้วไหนท่านแม่ของข้าล่ะ ท่านแม่ข้าอยู่ไหน! ข้าจะไปอยู่กับท่านแม่!”
เด็กน้อยกรีดร้องคร่ำครวญบอกจะไปหาท่านแม่
หลินซูลี่วัยผู้ใหญ่ที่มาจากอีกโลกได้แต่ยืนมองขมวดคิ้ว ไม่ชอบในเสียงกรีดร้องไห้ที่จะเป็จะตายเช่นนี้ คิดว่าจะคุยกันรู้เื่กว่านี้ เพราะเห็นว่าเป็คนนิ่งเงียบเก็บตัวอยู่ในเรือน นึกว่าจะเก็บอารมณ์ตนเองได้ จึงทำให้พาลคิดเปรียบเทียบตนเองกับเด็กคนนี้ในวัยเด็ก
เธอจึงได้แต่ยืนมองเด็กน้อยรอคอยให้นางคร่ำครวญเสร็จค่อยพูดคุยกันต่อ
ใช่.. รอให้นางร้องออกมาจนไม่มีน้ำตาให้ไหลอีก จะได้คุยกันรู้เื่
*************************************************************************************************************
หลังจากที่เด็กน้อยซูลี่ร้องไห้เสร็จ นางจึงเงยหน้าถามสตรีตรงหน้าที่ยืนมองนางเงียบๆ
“เ้ารู้รึไหม ทำอย่างไรข้าถึงจะไปอยู่กับท่านแม่ได้”
สตรีที่เงียบมาตลอดเลิกคิ้วขึ้นก่อนถามกลับไปว่า
“แล้วทำไมเ้าถึงอยากไปอยู่กับแม่ของเ้าเล่า ในเมื่อตอนนี้เ้ามีโอกาสที่จะมีชีวิตได้อยู่”
‘ทำไมสตรีตรงหน้าข้าถึงบอกว่าข้ายังมีชีวิตได้อยู่กัน ไม่ใช่ก่อนหน้านี้นางบอกว่าข้าตายแล้วรึ?’ เด็กน้อยคิดในใจ และได้แต่มองด้วยความสงสัย
ย้อนกลับไประหว่างที่นางกำลังร้องไห้อย่างไม่ลืมหูลืมตา หนิงซูลี่ที่ยืนมองนางได้เห็นแสงสลัวข้างหลังของเด็กน้อยและมีเสียงที่ฟังไม่ได้ศัพท์บางอย่างดังออกมาจากแสงนั้น เธอจึงคิดว่า น่าจะเป็แม่นมของเด็กคนนี้ ฟังจากโทนเสียงที่เคยได้ยินในความทรงจำ
หนิงซูลี่ไม่ได้บอกเื่ราวที่ตนเห็นก่อนหน้าให้เด็กน้อยฟัง คิดว่านางคงไม่ฟังเธอแน่ ในเมื่อนางเอาแต่ร้องไห้อย่างไม่ลืมหูลืมตาเช่นนั้น
เธอคิดจะพูดสิ่งที่เห็นก่อนหน้าให้นางฟัง แต่ยังไม่ทันได้ปริปาก เด็กน้อยก็พูดขึ้นมา
“ข้าไม่คิดที่จะมีชีวิตอยู่แบบนั้นต่อไปหรอกนะ แต่ข้างกายข้ายังมีแม่นมซือคอยดูแลข้าอยู่ พอข้าพร่ำเพ้อว่าจะมาอยู่กับท่านแม่ นางก็ไม่ปล่อยข้าให้ห่างสายตานาง ในเมื่อตอนนี้ข้ามีโอกาสที่จะไปหาท่านแม่แล้ว ใยข้างจะไม่คว้าโอกาสนี้ไว้เล่า”
หนิงซูลี่มองนางด้วยสายตาแปลกๆ แต่นางก็หาสนใจไม่ และยังกล่าวต่อไป
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่คิดถึงแม่นมซือ แต่ความคิดถึงที่มีต่อนางนั้นเทียบไม่ได้กับความรักที่ข้ามีต่อท่านแม่ ในเมื่อ์ให้โอกาสข้าเลือกเช่นนี้”
ไม่ใช่ว่านางไม่เคยได้ยินสาวใช้ซุบซิบกันว่า มารดานางตายไปแล้ว ไม่ก็หนีตามชายชู้ที่ไหนไป อะไรเทือกนี้หรออกนะ นางมั่นใจว่ามารดาตนไม่หนีตามบุรุษ
ที่ไหนไปหรอก แต่เื่ความตายกลับสั่นคลอนจิตใจนางมา 2 ปี มีรึที่นางจะไม่เริ่มคล้อยตามคำพูดของสาวใช้พวกนั้นได้
“เหอะ ชั่งเป็เด็กน้อยที่เห็นแก่ตัวจริงๆ ยึดติดกับอดีตไม่สนใจปัจจุบัน สงสารแม่นมซือผู้นั้นเสียจริง”
นางได้ยินคำพูดเสียดสีของหนิงซูลี่ก็หน้าแดงด้วยความโกรธ
“ถ้าเ้าสงสารนางนักก็ไปอยู่กับนางแทนข้าสิ!”
พูดไม่ทันขาดคำ นางก็ผลักเธอโดยไม่ทันตั้งตัว เธอคิดว่า คงล่มหัวฟาดพื้นแน่ แต่ทันใดนั้นเอง พื้นที่ควรจะเป็สีดำมืด กลับมีหลุมสีขาวเทาอยู่ข้างหลังเธอแทน และดูดกลืนเธอไปให้หลุมนั้นอย่างรวดเร็ว
เด็กน้อยเห็นว่ามีดังนั้นก็ใ จะช่วยจับนางแต่ไม่ทันเสียแล้ว เหตุการณ์ตรงหน้านางนั้นรวดเร็วเป็อย่างมาก สุดท้ายนางจึงพึ่งได้สติกลับเข้าตัวว่าตอนนี้นางอยู่คนเดียวในห้องมืดนี้เสียแล้ว..
ก่อนที่นางจะร้องไห้อีกรอบด้วยความกลัว นางได้โดนดึงแขนไปข้างหลัง ยังไม่ทันที่นางจะเห็นหน้าผู้ที่โอบกอดนาง นางก็ได้กลิ่นที่คุ้นเคยเมื่อนานแสนนานมาแล้ว..
“ท่านแม่..” เมื่อพูดจบนางก็กอดกลับพร้อมทั้งเงยหน้าร้องไห้มองหน้าแม่ของตน
“เด็กโง่ เ้าทำอะไรลงไปรู้รึไหม สตรีผู้นั้นมาจากที่อื่น แต่เ้ากลับผลักนางให้นางเข้าไปในภพภูมินี้ ์ได้ลงโทษเ้าแน่”
เมื่อรู้ว่าคนที่โอบกอดผู้นี้คือแม่ของตน นางก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ขอแค่ได้อยู่กับท่านแม่แค่นี้นางก็พอใจแล้ว ์จะทำอะไร ช่างหัวมัน ในเมื่อเบื้องบนกำหนดให้นางเจอกัน กำหนดให้นางตาย และกำหนดให้นางพบท่านแม่อีกครั้ง..