ข้ามีระบบในโลกอมตะ

    บทที่ 39 : ไม่อยากจะเชื่อ

    ไม่อยากจะเชื่อ

     

    กู้เฉินยืนนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก็ชักกระบี่ออกมาจากฝัก

     

    ในเมื่อสองคนนี้ ไม่อยากที่จะพูดออกมา เขาก็จะไม่ไปสนใจ เพราะเขารู้ดีอยู่แล้วว่า สองคนนี้ต้องมาเพื่อปล้นชิงสิ่งของจากเขาแน่นอน

     

    ไม่แปลกที่เขาจะคิดเช่นนี้ เพราะตั้งแต่เข้าสำนักกระบี่ดารามาเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาก็ไม่เคยไปสร้างความแค้นอะไรกับใครเขา จะมีคนอยากเล่นงานเขา เพราะความแค้นได้อย่างไร?

     

    สาเหตุเดียวที่เป็นไปได้คือการปล้นชิงสิ่งของ!

     

    “เหอะ! ดูเหมือนว่าจะอยากเจ็บตัวสินะ!” เฉียนจ้งแค่นเสียงออกมาอย่างเย็นชา สบตากับพู้ท่อครั้งหนึ่ง จากนั้นพวกเขาต่างก็พยักหน้าให้แก่กัน พร้อมกับชักกระบี่ออกมา

     

    ตามความต้องการของหลิวไคฟง เจ้านายของพวกเขา ก็คือต้องการให้จับกู้เฉินกลับไปเป็นๆ ดังนั้น พวกเขาจะไม่ฆ่ากู้เฉิน

     

    แต่ถึงแม้จะบอกให้จับกลับไปเป็นๆ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าห้ามทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส!

     

    ในเมื่อกู้เฉินขัดขืน พวกเขาก็ได้แต่ลงมือทำร้ายให้บาดเจ็บสาหัสเท่านั้น

     

    โดยการลงมือของพวกเขาครั้งนี้ ไม่เพียงแค่ทำตามคำสั่งของหลิวไคฟงเท่านั้น ยังแฝงไปด้วยความอิจฉาริษยาของพวกเขาด้วย

     

    กู้เฉินไม่เพียงเป็นอัจฉริยะอายุน้อย แต่ยังถูกอู๋กังไห่รองเจ้าสำนักกระบี่ดารารับเป็นศิษย์ด้วย พวกเขาย่อมอิจฉาในเรื่องนี้

     

    ด้วยเช่นนั้น พวกเขาคงจะอารมณ์ดีขึ้นมาก ถ้าได้ทำร้ายกู้เฉินจนบาดเจ็บสาหัสเจียนตาย!

     

    พลังปราณสีเทาไหลทะลักออกมาจากร่างของเฉียนจ้งกับพู้ท่อ ส่งผลให้อากาศรอบด้านบิดเบี้ยวขึ้นเล็กน้อย

     

    เฉียนจ้งกุมด้านกระบี่ด้วยสองมือแน่น ร่างทะยานออกไปหากู้เฉิน

     

    “คมกระบี่วายุ!”

     

    วิชาถูกใช้ออกมา คมกระบี่วายุก่อตัวขึ้นตามการฟาดฟันของเฉียนจ้ง

     

    พู้ท่อลงมือแทบจะในเวลาเดียวกันกับเฉียนจ้ง พุ่งเข้าหากู้เฉินเช่นเดียวกัน

     

    “กระบี่สายฟ้าฟาด!”

     

    วิชาถูกใช้ออกมาเช่นเดียวกัน เงาร่างกระบี่ควบแน่นขึ้น ล้อมรอบไปด้วยสายฟ้าฟาด พุ่งเข้าหากู้เฉิน

     

    กู้เฉินหาได้ยืนอยู่เฉยๆ ไม่ เขาไม่ได้โง่พอที่จะยืนทานรับการโจมตีของศิษย์หลักสองคนนี้ สองมือกุมกระบี่แน่น ดาราจุติถูกเปิดใช้

     

    เมื่อรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มพูนจากการใช้ดาราจุติ เขาก็โถมออกไปเบื้องหน้า ใช้การฟาดฟันธรรมดาๆ ตัดการโจมตีของเฉียวจ้งกับพู้ท่อ

     

    คมกระบี่วายุกับกระบี่สายฟ้าฟาดถูกสะบั้นขาดสิ้น จนมลายหายไปในอากาศทันที

     

    “อะไร?!”

     

    ทั้งเฉียนจ้งกับพู้ท่อต่างร้องออกมาอย่างตกใจ ดวงตาเบิกกว้างแทบถลน เมื่อเห็นว่าการโจมตีของพวกเขา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นวิชาระดับสามถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย ด้วยการโจมตีของกู้เฉิน

     

    ภายในใจของพวกเขาผุดความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อขึ้นมา

     

    จะไม่ให้พวกเขาอยากที่จะเชื่อได้ยังไง ในเมื่อการโจมตีของพวกเขาถูกทำลายด้วยการฟาดฟันกระบี่ธรรมดาๆ ของคนที่มีพื้นฐานฝึกตนอ่อนด้อยกว่าพวกเขาหนึ่งขั้นเช่นนี้

     

    “มะ...ไม่ดี!”

     

    ตกใจอยู่ครู่เดียว เฉียนจ้งกับพู้ท่อพลันรู้สึกได้ถึงอันตรายที่เพียงพอจะฆ่าพวกเขาได้ พวกเขาต่างร้องออกมา อยากที่จะขยับร่างกายหลบหนี

     

    ทว่าอนิจจา พวกเขาช้าเกินไป คมกระบี่ของกู้เฉินตวัดผ่านร่างกายของพวกเขาไป จากนั้นกระบี่ก็ถูกเก็บเข้าฝัก

     

    “มะ...ไม่จริง!”

     

    “ปะ...เป็นไปไม่ได้!”

     

    เมื่อกระบี่ถูกเก็บเข้าฝัก เสียงอันสั่นเครือที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อสองเสียงก็ได้ดังขึ้นมา

     

    เจ้าของเสียงย่อมไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากเฉียนจ้งกับพู้ท่อ แต่นอกจากส่งเสียงนี้ออกมาแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้ส่งเสียงใดออกมาอีก

     

    ย่อมเป็นเช่นนี้ ลมหายใจของพวกเขาได้หมดสิ้นไปแล้ว จะยังส่งเสียงออกมาอีกได้อย่างไร?

     

    ร่างของคนทั้งสองร่างพลันล้มลงพื้น ร่างส่วนบนกับส่วนล่างแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง เลือดสีแดงฉานไหลทะลัก จนนองไปทั่วพื้น อาบย้อมจนหญ้าสีขาวเป็นสีแดงสด

     

    กู้เฉินมองลงไปที่คนทั้งสองอย่างไร้ความรู้สึก ก่อนที่จะกระทำการรูดทรัพย์จากศพของสองคนนี้ กิจวัตรนี้ไม่อาจขาดได้ ในเมื่อมาเพื่อปล้นเขา เขาย่อมปล้นกลับ เรียกได้ว่าปล้นมาปล้นกลับไม่โกง

     

    “ยอดเยี่ยม” กู้เฉินอดพูดออกมาไม่ได้ หลังจากที่รูดทรัพย์สองคนนี้เสร็จ สิ่งที่เขาได้รับนั้นนับว่ามากมาย

     

    สองคนนี้มีหินลมปราณรวมกันห้าพันกว่าก้อนเลยทีเดียว

     

    เมื่อรวมกับกระบี่ระดับสามสองเล่ม แหวนช่องว่างมิติระดับหนึ่งสองวง มันจะไม่ยอดเยี่ยมได้ยังไง?

     

    ความจริงมีพวกของจิปาถะอื่นๆ อยู่ด้วย แต่ของพวกนี้ กู้เฉินไม่ให้ความสนใจอยู่แล้ว จึงทิ้งมันไว้ข้างศพของคนทั้งสอง

     

    “ด้วยหินลมปราณมากขนาดนี้ คงเพียงพอที่จะให้เราไปถึงระดับปราณนภาขั้นต้นได้!” กู้เฉินพึมพำอย่างมีความสุข

     

    ถ้านับรวมกับหินลมปราณที่เขามีอยู่สี่พันกว่าก้อนกับที่จะได้รับจากการทำภารกิจสำเร็จอีกสองพันก้อนก็จะเป็นหนึ่งหมื่นหนึ่งพันกว่าก้อน ไม่สิ เกือบๆ จะหนึ่งหมื่นสองพันก้อนเลยทีเดียว

     

    กู้เฉินเก็บทุกอย่างเข้าไว้ภายในแหวนช่องว่างมิติของชิน สิ่งพวกนี้ที่เขาได้จากการรูดทรัพย์ ย่อมไม่อาจเก็บไว้ภายในแหวนช่องว่างมิติระดับสี่ที่เขาได้รับมาจากอู๋กังไห่ได้

     

    ถ้าเกิดมีการตรวจสอบขึ้นมา มันจะกลายเป็นปัญหาเอาได้

     

    หลังจากทำเช่นนี้แล้ว เขาก็เดินกลับสำนักกระบี่ดารา เพื่อไปยังหอภารกิจ เพื่อส่งมอบภารกิจที่เขารับมาทำในวันนี้

     

    สองชั่วโมงต่อมา กู้เฉินก็กลับมาถึงถ้ำฝึกตนของตัวเอง เขาล้มตัวลงนอนที่เตียงหินทันที วันนี้เขานับว่าเหนื่อยล้าอย่างมาก

     

    แต่ถ้าถามเขาว่ามันคุ้มค่าหรือไม่นั้น เขาย่อมตอบออกมาในทันทีว่าคุ้มค่า มันจะไม่คุ้มค่าได้ยังไง เมื่อเขาได้รับหินลมปราณเพิ่มมามากขนาดนั้น

     

    ชัดเจนว่าในช่วงสองชั่วโมงที่ผ่านมา เขาได้ไปทำเรื่องภารกิจสำเร็จและรับหินลมปราณสองพันก้อนมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

     

    นอนอยู่สักพัก กู้เฉินก็ลุกขึ้นนั่งที่เตียงหิน ก่อนสื่อสารกับระบบ

     

    “ระบบ ฉันอยากได้เม็ดยานภาหวน”

     

    [เอาจริงป่ะเนี้ยโฮสต์ แพงเอาเรื่องเลยนะ ไอ้เม็ดยานภาหวนนี้น่ะ] ระบบตอบรับแทบจะในทันทีตามเดิม เรื่องแลกเปลี่ยนเร็วไว้ใจระบบได้อยู่แล้ว

     

    กู้เฉินคิดเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า “เอาจริง สัตว์อสูรที่ฉันฆ่าได้ทั้งหมดบวกกระบี่ระดับสามสองเล่ม แหวนมิติระดับหนึ่งสองวง พอไหม?”

     

    [เกินพอเลยโฮสต์ แลกเปลี่ยนเลยนะ] ระบบพูดอย่างตื่นเต้นเล็กน้อย นี่นับเป็นการแลกเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้

     

    “ตกลง” กู้เฉินไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว เพราะเม็ดยาระดับสี่นภาหวน เขาจำเป็นที่จะต้องมี หากว่าเขาอยากที่จะไปถึงระดับปราณนภา

     

    ถึงแม้ว่าตอนนี้ เขาจะยังอยู่เพียงระดับปราณปฐพีขั้นต้นก็ตาม แต่เตรียมไว้ก่อนก็ไม่น่าที่จะมีปัญหาอะไร เพราะยังไงก็ต้องได้ใช้อยู่ดี

     

    จบบทที่ 39