บทที่ 10 ผิวเนียนนุ่ม
ชายชรารีบเรียกหลิวอวี่ไว้ทันควัน "หนุ่มน้อย นี่คือนามบัตรของปู่นะ ถ้าวันไหนคุณมีสมุนไพรอะไรที่้าจะขาย ก็โทรหาปู่ได้เลย เื่ราคาไม่ใช่ปัญหาแน่นอน... ว่าแต่ ปู่ยังไม่รู้เลยว่าหนุ่มน้อยชื่ออะไรเหรอ?"
หลิวอวี่รับนามบัตรที่ชายชรายื่นมาให้ เมื่อกวาดสายตามองดูก็พบว่าชายชราผู้นี้มีชื่อว่า กู่ชิงหยวน
"ผมชื่อหลิวอวี่ครับ" หลังจากดูนามบัตรเสร็จ หลิวอวี่ก็แนะนำตัวกลับไปตามมารยาท
"ส่วนฉันชื่อกู่เสี่ยวหย่าค่ะ" เด็กสาวที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้าง ๆ เมื่อครู่ เอ่ยชื่อตัวเองออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นในตัวชายหนุ่มตรงหน้า
"ถ้าอย่างนั้นคุณปู่กู่ครับ ในเมื่อไม่มีธุระอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ" ทันทีที่เงินก้อนโตเข้าบัญชี หลิวอวี่ก็ไม่อยากจะรั้งรออยู่ที่นี่นานนัก
"เสี่ยวหย่า ช่วยไปส่งคุณหลิวหน่อยสิ" กู่ชิงหยวนพยักหน้าสั่งหลานสาว
เมื่อมีโสมอายุร้อยปีล้ำค่าถึงสองต้นอยู่ในมือ กู่ชิงหยวนผู้คลั่งไคล้ในตัวยาก็ไม่คิดจะเสียเวลาสนทนากับหลิวอวี่ต่ออีก เขาต้องรีบนำโสมทั้งสองต้นไปผ่านกระบวนการทำแห้งอย่างพิถีพิถันเพื่อไม่ให้ตัวยาสูญเสียสรรพคุณ และให้สะดวกต่อการเก็บรักษาในระยะยาว
"คุณกู่ครับ ทำไมคุณถึงมองผมด้วยสายตาแปลก ๆ แบบนั้นล่ะ?" หลิวอวี่อดที่จะเอ่ยปากถามไม่ได้ เมื่อเดินออกมาพ้นเขตในร้าน
นับั้แ่กู่เสี่ยวหย่าเดินออกมาส่งเขา เธอก็เอาแต่จ้องมองเขาเขม็งจนน่าประหลาดใจ หลิวอวี่ไม่ได้หลงตัวเองถึงขั้นคิดว่าเธอจะมาตกหลุมรักเขาั้แ่แรกเห็นหรอกนะ
"ฉันเคยเห็นพวกคนขุดโสมป่ามาบ้างนะคะ แต่พวกเขาดูไม่เหมือนคุณเลยสักนิดค่ะ" กู่เสี่ยวหย่าเอ่ยตอบ
"ไม่เหมือนเหรอครับ? มันจะไปต่างกันตรงไหนล่ะ ก็มีตาสองข้าง จมูกหนึ่งอันเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?" เดิมทีหลิวอวี่ตั้งใจจะบอกความจริงว่าเขาไม่ใช่คนขุดโสม แต่เห็นว่ากู่เสี่ยวหย่าเป็เด็กสาวที่ดูน่าสนใจดี จึงนึกสนุกอยากจะหยอกล้อเธอเล่นเสียหน่อย
"ไม่เหมือนจริง ๆ ค่ะ... นิ้วมือของพวกคนขุดโสมน่ะจะค่อนข้างหยาบกร้าน ไม่เหมือนคุณที่มีผิวเนียนนุ่มแบบนี้เลย" กู่เสี่ยวหย่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังเสียจนคนฟังแทบสำลัก
คำพูดของกู่เสี่ยวหย่าทำเอาหลิวอวี่รู้สึกทั้งขำทั้งขัดใจในเวลาเดียวกัน ลูกผู้ชายตัวโต ๆ อย่างเขา กลับโดนเด็กสาวตัวเล็ก ๆ บอกว่า ‘ผิวเนียนนุ่ม’ เสียอย่างนั้น หลิวอวี่ถึงกับต้องกลอกตามองบนด้วยความระอา "พอได้แล้วครับ ผมไม่ใช่คนขุดโสมหรอก โสมสองต้นนั่นผมแค่บังเอิญได้มาน่ะ... เอาเป็ว่าผมขอตัวก่อนนะครับ"
หลิวอวี่เริ่มจะหวั่นใจว่าถ้าขืนยังยืนคุยกับกู่เสี่ยวหย่าต่อไป เธอคงจะพ่นอะไรแปลก ๆ ออกมาให้เขาปวดหัวอีกแน่
"จะรีบไปไหนกันล่ะคะ? หรือว่าคุณกลัวที่จะต้องคุยกับผู้หญิงสวย ๆ อย่างฉันเหรอ? หรือว่า... จริง ๆ แล้วคุณไม่ได้ชอบผู้หญิง แต่ชอบ..."
กู่เสี่ยวหย่าแสร้งทำท่าทางสั่นสะท้านไปทั้งตัวพลางถอยห่างจากหลิวอวี่อย่างมีเลศนัย
"อย่าพูดเหลวไหลสิครับ ผมมีธุระสำคัญต้องไปทำจริง ๆ"
'ให้ตายสิ ผู้หญิงสมัยนี้ในหัวคิดแต่เื่ประหลาด ๆ กันไปหมดแล้วหรือไงนะ' หลิวอวี่ปรายตามองกู่เสี่ยวหย่าด้วยสายตาที่สื่อความหมายว่า ‘หยุดพูดจาเพ้อเจ้อได้แล้ว’
"ชิ ใครจะไปรู้ล่ะคะ" กู่เสี่ยวหย่าทำปากยื่นแสดงออกว่าไม่เชื่อคำพูดเขา
จังหวะนั้นเองมีรถแท็กซี่ขับผ่านมาพอดี หลิวอวี่ที่ไม่คิดจะเสียเวลากับเด็กสาวจอมกวนคนนี้อีก จึงรีบก้าวขึ้นรถแล้วสั่งให้ออกรถทันที
เมื่อเห็นหลิวอวี่จากไปโดยไม่แม้แต่จะร่ำลา กู่เสี่ยวหย่าก็กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ ก่อนจะสะบัดหน้ามุ่ยเดินกลับเข้าไปหาคุณปู่ที่หลังร้าน
"คุณปู่คะ อีตาคนนั้นก็แค่คนดวงดีที่บังเอิญไปขุดโสมสองต้นนี้มาได้เท่านั้นเองค่ะ" กู่เสี่ยวหย่าระบายอารมณ์ฉุนเฉียวออกมา
เมื่อนึกถึงท่าทางของหลิวอวี่ ที่ทำเหมือนกับว่าเธอเป็ตัวประหลาดจนไม่อยากอยู่ใกล้ กู่เสี่ยวหย่าก็รู้สึกโกรธจนแทบจะทนไม่ไหว
ธรรมดาของผู้หญิงย่อมให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และเสน่ห์ของตนเอง กู่เสี่ยวหย่ามั่นใจว่าหน้าตาของเธอก็จัดว่าสะสวยสะดุดตาไม่แพ้ใคร แต่กลับถูกหลิวอวี่เมินใส่เฉย ๆ แบบนี้ เธอจึงรู้สึกเสียหน้าและไม่พอใจเป็ธรรมดา
"คิดแบบนั้นจริง ๆ เหรอ?" กู่ชิงหยวนที่กำลังบรรจงเช็ดทำความสะอาดเศษดินออกจากรากโสม เงยหน้าขึ้นมองหลานสาวพร้อมกับรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้ง
"ไม่ใช่อย่างนั้นเหรอคะ?" กู่เสี่ยวหย่าย้อนถามด้วยความสงสัย
"ถ้าเขาเป็แค่คนดวงดีธรรมดา ๆ ที่บังเอิญไปเจอโสม ปู่จะยอมยื่นนามบัตรส่วนตัวให้เขา และพูดจาให้เกียรติเขาขนาดนั้นเชียวเหรอ?" กู่ชิงหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยพลางพินิจพิเคราะห์โสมในมือ
"หรือว่ามันจะมีเหตุผลอื่นอีกคะคุณปู่?" กู่เสี่ยวหย่าเบิกตากว้าง จ้องมองคุณปู่ของเธออย่างรอคอยคำตอบ
"โสมพวกนี้ตามปกติควรจะถูกขุดมาจากป่าลึก แต่ในแถบนี้เราไม่มีแหล่งปลูกโสมคุณภาพสูงแบบนี้หรอกนะ... อีกอย่าง ดินที่ติดอยู่ตามรากโสมพวกนี้ ปู่บอกได้เลยว่าไม่เคยเห็นดินลักษณะนี้ในภูมิภาคนี้มาก่อนเลย และที่สำคัญที่สุดคือท่าทางของเขา... ตอนที่ปู่บอกว่านี่คือโสมอายุร้อยปีที่มีมูลค่ามหาศาล เขากลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกหรือตื่นเต้นเลยแม้แต่นิดเดียว ราวกับว่าโสมร้อยปีพวกนี้มันเป็เพียงแค่ผักกาดขาวธรรมดา ๆ สองหัวเท่านั้น นั่นแสดงให้เห็นว่าเขารู้อยู่แล้วว่าของพวกนี้มันมีค่าแค่ไหน และการที่เขายอมขายมันง่าย ๆ ก็มีเพียงเหตุผลเดียว... คือเขามีวิธีที่จะหาโสมระดับนี้มาได้อีกน่ะสิ เธอว่าคนแบบนี้ ปู่ควรจะทำความรู้จักไว้ไหมล่ะ?"
กู่ชิงหยวนมองหลานสาวที่ยังค่อนข้างไร้เดียงสาต่อโลกด้วยสายตาเอ็นดู
"คุณปู่คะ... สิ่งที่คุณปู่พูดมาเนี่ย เป็เื่จริงเหรอคะ?" กู่เสี่ยวหย่ายังคงมีสีหน้าก้ำกึ่ง ไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่นัก
นั่นเพราะโสมอายุร้อยปีไม่ใช่ผักกาดขาวตามแผงลอยที่จะหามาได้ง่าย ๆ เสียเมื่อไหร่
"สายตาในการมองคนของปู่ไม่เคยพลาดหรอก คนบางคนน่ะ... เขาก็ไม่ได้ดูธรรมดาเหมือนคนอย่างพวกเราหรอกนะ" กู่ชิงหยวนทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่ดูเคร่งขรึม ราวกับกำลังหวนระลึกถึงเื่ราวบางอย่างในอดีต
กู่เสี่ยวหย่าพยักหน้ารับคำเงียบ ๆ โดยไม่โต้แย้งอะไรอีก
ทว่าในใจของเธอกลับตั้งปณิธานไว้เงียบ ๆ ว่า หากคราวหน้ามีโอกาสได้พบกับหลิวอวี่อีกครั้ง เธอจะต้องสั่งสอนอีตาคนเ้าเล่ห์คนนี้ให้รู้สำนึกเสียบ้าง ที่กล้ามาทำตัวลึกลับและปั่นหัวเธอเล่นแบบนี้
และในจังหวะนั้นเอง ร่างของบุคคลหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นที่ลานหลังบ้าน
ทันทีที่เห็นผู้มาเยือน กู่เสี่ยวหย่าก็ลืมความโกรธก่อนหน้านี้ไปจนสิ้น เธอรีบวิ่งเข้าไปโผเข้าสู่อ้อมกอดของคนผู้นั้นด้วยความดีใจ
"พี่หลานคะ! ในที่สุดพี่ก็มาหาเสี่ยวหย่าเสียที ดีใจจังเลยค่ะ!"
"โตจนเป็สาวขนาดนี้แล้ว ยังทำตัวขี้อ้อนมาเล่นสนุกเหมือนเด็ก ๆ อยู่ทุกวันเลยนะ เป็ผู้หญิงควรจะทำตัวให้สง่างามกว่านี้หน่อย ไม่อย่างนั้นระวังจะไม่มีผู้ชายคนไหนมาชอบเอาได้นะ" ผู้มาเยือนเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเอ็นดู
หากหลิวอวี่ยังยืนอยู่ตรงนี้ เขาคงจะจำได้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้ก็คือเพื่อนใหม่ที่เขาเพิ่งจะร่วมทริปตกปลาไปด้วยกัน... หลี่รั่วหลานนั่นเอง
"ผู้ชายพวกนั้นมีดีอะไรนักหนาล่ะคะ ฉันไม่เห็นจะสนใจเลยสักนิด" กู่เสี่ยวหย่าทำปากยื่นอย่างแง่งอน
หลี่รั่วหลานไม่ได้ถือสาอะไรนัก เธอกุมมือกู่เสี่ยวหย่าแล้วพากันเดินตรงเข้าไปหาคุณปู่กู่ชิงหยวน
"คุณปู่กู่คะ... เห็นว่าคุณปู่เพิ่งจะได้รับโสมอายุร้อยปีมา เื่นี้เป็ความจริงเหรอคะ?" หลี่รั่วหลานถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
"แน่นอนสิ ปู่น่ะไม่ใช่เสี่ยวหย่าเสียหน่อยที่จะทำอะไรไม่น่าเชื่อถือแบบนั้น" กู่ชิงหยวนได้ทีแกล้งหลานสาวตัวเองอีกรอบ
"คุณปู่คะ! หนูไม่คุยกับคุณปู่แล้วค่ะ!" กู่เสี่ยวหย่าแสร้งทำเสียงกระเง้ากระงอดพลางเชิดหน้าหนี
เมื่อเห็นความสัมพันธ์ที่น่ารักระหว่างกู่เสี่ยวหย่ากับคุณปู่ หลี่รั่วหลานก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา แต่เมื่อนึกถึงอาการป่วยของคุณปู่ของตนเอง แววตาของเธอก็พลันหม่นแสงลงทันที
"เสี่ยวหลานเอ๊ย... ครั้งนี้ปู่หาของดีมาช่วยเธอได้แล้วนะ นี่คือโสมอายุร้อยปีของแท้แน่นอน และที่สำคัญมันเป็โสมที่มีคุณภาพสูงส่งที่สุดเท่าที่ปู่เคยเจอมา ถึงแม้มันจะไม่อาจรักษาอาการป่วยของคุณชายหลี่ให้หายขาดได้ แต่มันจะช่วยยืดเวลาชีวิตของท่านออกไปให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้แน่นอน" กู่ชิงหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ขอบคุณคุณปู่กู่มากจริง ๆ ค่ะ... ว่าแต่ โสมอายุร้อยปีต้นนี้ราคาเท่าไหร่เหรอคะ?" เมื่อได้ยินดังนั้น ความทุกข์ในใจของหลี่รั่วหลานก็ทุเลาลงบ้าง เพราะการได้ต่อเวลาให้คุณปู่แม้เพียงน้อยนิดก็นับเป็วาสนาอันยิ่งใหญ่แล้ว
"ปู่ได้รับมาทั้งหมดสองต้น ตอนที่รับมาน่ะราคาต้นละสี่ล้านหยวน ปู่เองก็ไม่คิดจะเอากำไรจากคนกันเองหรอกนะ ปู่ขายให้เธอในราคาต้นทุนเลยที่สี่ล้านหยวน" กู่ชิงหยวนตอบอย่างจริงใจ
"คุณปู่กู่คะ คุณปู่ก็ทราบดีว่าทางบ้านของหนูไม่เดือดร้อนเื่เงินเลย หนูไม่อยากให้คุณปู่ต้องขาดทุนเพราะเื่นี้... หนูขอซื้อทั้งสองต้นเลยได้ไหมคะ? หนูยินดีให้ราคาต้นละห้าล้านหยวนเลยค่ะ" หลี่รั่วหลานพยายามจะกว้านซื้อโสมล้ำค่าทั้งสองต้นมาไว้ในมือ
"เสี่ยวหลาน... เื่นี้มันไม่ใช่เื่เงินทองหรอกนะ เธอเองก็น่าจะรู้ดีว่าโสมอายุร้อยปีน่ะมันหายากขนาดไหนในท้องตลาด การที่ปู่ต้องขอเก็บไว้เองต้นหนึ่งน่ะมันมีเหตุผลที่จำเป็จริง ๆ เธอต้องเข้าใจปู่ด้วยนะ... แต่ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ถ้าหากวันข้างหน้าปู่หาโสมระดับนี้มาได้อีก ปู่จะรีบเก็บไว้ให้เธอเป็คนแรกแน่นอน"
ในขณะที่พูด กู่ชิงหยวนก็นึกถึงใบหน้าของหลิวอวี่ขึ้นมา เขามั่นใจว่าชายหนุ่มคนนั้นน่าจะมีทรัพยากรล้ำค่าซุกซ่อนอยู่อีกมาก
"ถ้าอย่างนั้น... ก็ขอบคุณคุณปู่กู่มากนะคะ" หลี่รั่วหลานเข้าใจในเจตนาของคุณปู่ดี จึงไม่ได้รบเร้าต่อ
หลังจากที่อยู่พูดคุยที่ไป่เฉ่าถังอีกครู่หนึ่ง หลี่รั่วหลานก็ขอตัวลากลับ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดโทรออกหาหลิวอวี่ทันที