บทที่ 10 ซื้อบ้านล้อมลาน
เฉินเซิงนึกถึงเื่เมื่อครู่ ตอนที่เขานั่งยอง ๆ อยู่ข้างล่างเตียงแล้วเผลอมองเข้าไปใต้กระโปรงสั้น ๆ และตอนที่เธอมองมาด้วยสายตาแปลก ๆ หลิวซือซือก็รู้สึกอับอายจนอยากจะกลั้นใจตาย นึกในใจว่าอีกฝ่ายคงเห็นกางเกงชั้นในลูกไม้ของเธอแล้วแน่ ๆ
แม้ว่าข้อเท้าของเธอจะหายดีแล้ว แต่ตอนที่เดินออกจากบ้านเช่าก็ยังเดินโซเซอยู่เล็กน้อย
ไม่ใช่ว่าเธอเดินไม่ระวัง แต่ตอนนี้เธอรู้สึกสับสนมาก ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เธอไม่เคยรู้สึกสับสนอย่างนี้มาก่อน เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองออกจากที่พักของเฉินเชิงมาได้ยังไง
ตอนที่นวดข้อเท้าให้หลิวซือซือเขาดันห้ามสายตาตัวเองไม่ได้ จึงเผลอแอบมองเข้าไปยังใต้กระโปรงของเธอ หลิวซือซือเห็นสายตาเขาแล้วหน้าก็แดงขึ้นราวกับลูกแอปเปิลสุก เฉินเซิงถึงได้รู้สึกอับอายมาก
เขาไม่รู้ว่าในอนาคต ถ้าทั้งสองคนได้พบกันอีก เขาจะมีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับเธอหรือไม่
…
“ลุงหลี่ ได้ยินมาว่าจะขายบ้านหลังนั้นเหรอครับ?”
ไม่นานหลังจากที่หลิวซือซือจากไป เฉินเชิงก็เริ่มติดต่อเ้าของบ้านที่้าขายบ้านในเขตชานเมืองของเมืองตงเฉิงอย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเขตชานเมืองที่ราคาถูกมากในขณะนี้ให้เร็วที่สุด เขาจึงเดินไปที่บ้านล้อมลานหลังหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเช่าของเขา แล้วก็พูดคุยกับชายชราวัยห้าสิบกว่า ๆ ที่มีรูปร่างไม่สูงแต่ดูแข็งแรง
“ใช่แล้ว คุณอยากซื้อบ้านล้อมลานของผมเหรอ?” ชายชราวัยห้าสิบกว่าถามด้วยน้ำเสียงสงสัย
บ้านเช่าของเฉินเซิงอยู่ไม่ไกลจากบ้านล้อมลานหลังนี้ ชายชราจึงรู้จักเฉินเซิง เขาจึงรู้ว่าอีกฝ่ายมาจากชนบทเป็นักศึกษายากจนที่ไม่มีรายได้มากนัก จึงไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะมีปัญญาซื้อบ้านของตนได้
ถึงจะถามไปก็ไม่เสียหายอะไร ชายชราจึงพูดคุยกับเฉินเซิงไปเรื่อยเปื่อย
“่นี้ผมมีแฟนที่มหาวิทยาลัย เธอเป็คนในท้องถิ่นที่นี่ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้พูดอะไร แต่ครอบครัวของเธอก็เรียกร้องให้ผมต้องซื้อบ้านในเมืองก่อนถึงจะยอมให้เราคบกันอย่างเป็ทางการ ลุงก็รู้ว่าราคาบ้านในเมืองเจียงเฉิงแพงแค่ไหน แม้แต่บ้านในเขตชานเมืองมีราคาเป็ล้าน ผมไม่มีเงินมากขนาดนั้น ก็เลยต้องซื้อบ้านชั้นเดียวในเขตชานเมืองที่ห่างไกลออกไปหน่อย เพื่อให้พอผ่านไปได้ก่อน…”
ชายชราคิดในใจ ‘ผู้หญิงเมืองเจียงเฉิงสเปกสูงจะตาย จะไปคบกับนักศึกษายากจนที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านอย่างเอ็งได้ยังไง ผู้หญิงคนนั้นคงแค่หวังคบเล่น ๆ เอ็งมันก็แค่ไอ้งั่งที่คิดจริงจังไปเอง’
ยังไงเสียก็ไม่ใช่ลูกสาวของชายชราที่จะแต่งงานกับเฉินเซิง เขาจึงไม่ได้ถามรายละเอียดอะไรมากนัก และทำท่าทางใจกว้างพูดว่า “ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง บ้านล้อมลานของฉันหลังนี้ติดถนน ทั้งยังค่อนข้างใหม่ ราคาตลาดอย่างต่ำก็ต้องสามแสนห้าหมื่นหยวน แต่เห็นว่านายเป็คนดี ฉันจะขายให้ในราคาสามแสนหยวนก็แล้วกัน”
‘ แม่งเอ๊ย!’ เฉินเซิงสบถอยู่ในใจ ‘บ้านหลังเล็ก ๆ ราคาไม่เกินสองแสน แต่กลับโม้ว่าสามแสนห้า ถ้าการคุยโม้ต้องเสียภาษีละก็ ตาแก่อย่างแกได้ร้องไห้แน่’
บริเวณนี้เป็ชานเมือง ไม่มีโรงงานขนาดใหญ่อยู่ใกล้เคียง ราคาบ้านชั้นเดียวจึงสูงกว่าในชนบทเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่ชายชราบอกว่าบ้านของเขามีมูลค่าสามแสนห้าหมื่นหยวนนั้น เป็การพูดเกินจริงอย่างแน่นอน
แม้ว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ราคาบ้านแถวนี้จะพุ่งสูงขึ้นเกือบสิบเท่า แต่เฉินเซิงในตอนนี้ก็ยังไม่อยากเป็คนโง่ที่ยอมจ่ายเงินมากเกินควร
“คุณลุง ผมว่าบ้านหลังนี้ราคาไม่เกินหนึ่งแสนหยวนหรอก” เฉินเซิงตัดสินใจพูดโกหกอย่างเืเย็น ประเมินราคาบ้านของชายชราต่ำกว่าความเป็จริงมาก
“หนึ่งแสน ถึงตายก็ไม่ขาย บ้านฉันอย่างต่ำต้องสองแสนห้า” ชายชราพูดพลางกลอกตาไปมา
เขาคิดในใจว่ามีใครต่อราคาแบบนี้ไหม พูดเพียงประโยคเดียวก็ลดราคาบ้านของเขาจากสามแสนเหลือหนึ่งแสนหยวน
เมื่อได้ยินชายชราลดราคาลงมาห้าหมื่นหยวน เฉินเซิงจึงต่อรองกับเขาอีกเล็กน้อย ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ตกลงซื้อขายกันที่ราคาสองแสนหนึ่งหมื่นหยวน
ตอนที่ทั้งคู่แลกเปลี่ยนเงินและโฉนด เฉินเซิงเห็นแววตาที่แปลก ๆ ของชายชรา เขาจึงใช้ทักษะอ่านใจของฝ่าย จากนั้นก็เห็นความคิดในใจของชายชรา ‘บ้านหลังนี้ตั้งราคาไว้ที่หนึ่งแสนเก้าหมื่น แต่ไอ้หนุ่มคนนี้กลับซื้อไปในราคาตั้งสองแสนหนึ่งหมื่น ช่างเป็หนุ่มน้อยผู้โง่เขลาเสียจริง ๆ’
พอรู้ว่าชายชราหัวเราะเยาะตัวเองในใจ เฉินเซิงจึงแอบด่ากลับไป ‘อีกไม่กี่เดือน บ้านแถวนี้จะราคาขึ้นสิบเท่า เมื่อถึงเวลานั้น ฉันแค่ขายต่อก็จะได้เงินล้านสบาย ๆ ถึงตอนนั้น แกจะไม่ได้ส่วนแบ่งสักแดงเดียว ถึงตอนนั้นแหละแกจะรู้ว่าใครกันแน่ที่โง่’
หลังจากปิดดีลนี้ได้แล้ว เฉินเซิงก็เริ่มติดต่อเ้าของบ้านชั้นเดียวในเขตชานเมืองตงเฉิงที่้าขายบ้านหลังอื่น ๆ โดยเขาเสนอราคาสูงกว่าราคาตลาดประมาณหนึ่งถึงสองหมื่นหยวน ซึ่งทำให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต่างพอใจ
ใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ บ้านชั้นเดียวส่วนใหญ่ก็ตกไปอยู่ในมือของเฉินเซิง
ในเวลานั้น นักธุรกิจที่มีเส้นสายบางคนก็ได้ยินข่าวลือมาบ้างแล้ว จึงเริ่มกว้านซื้อบ้านในย่านนี้จำนวนมาก
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นก็ได้ยินข่าวลือมาบ้างเช่นกัน พวกเขาต่างก็เก็บบ้านของตัวเองเอาไว้ หรือถ้าจะขายก็จะขึ้นราคาแพงกว่าเดิมหลายเท่า
ถึงตอนนี้เฉินเซิงก็ไม่อาจซื้อบ้านราคาถูกได้อีกแล้ว เงินกว่าสิบล้านที่เขาได้มาจากบ่อนพนันก็ใช้ไปเกือบหมดแล้ว เขาจึงหยุดการเคลื่อนไหว และรอข่าวการประกาศสร้างรถไฟความเร็วสูงจากสถานีโทรทัศน์อย่างเงียบ ๆ
วันหนึ่ง เฉินเซิงกำลังจะไปซื้อของใช้ที่ห้างสรรพสินค้าใกล้ ๆ แต่ยังไม่ทันได้ออกจากบ้าน รถสปอร์ตคันหรูก็แล่นมาจอดที่หน้าบ้านเช่าของเขา
ชายวัยกลางคนท่าทางน่าเกรงขามคนหนึ่ง เดินเข้ามาในลานบ้านพร้อมกับบอดีการ์ดสองคน
“พวกคุณเป็ใคร?” เฉินเซิงถามพลางมองชายวัยกลางคนที่ดูมีอำนาจซึ่งเดินนำอยู่
“เราเป็ใครไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือวันนี้ฉันมาเพื่อมอบโอกาสร่ำรวยให้คุณ” ชายวัยกลางคนพูดพลางยิ้มแย้ม
การตีเหล็กต้องอาศัยฝีมือ ถ้าคุณไม่มีความสามารถ ต่อให้ขอทานข้างถนนก็ไม่สนใจคุณ แต่ถ้าคุณมีความสามารถ แม้แต่คนที่ไม่รู้จักก็จะเข้ามาสร้างสัมพันธ์ด้วย
เฉินเซิงไม่รู้จักชายวัยกลางคนผู้นี้มาก่อน เขาจึงไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะมอบโอกาสร่ำรวยให้เขาโดยไม่มีเหตุผล
“ถ้ามีอะไรจะพูด ก็พูดมาตรง ๆ” เฉินเซิงพูดด้วยท่าทีเ็า
“ฮ่า ๆ น้องชาย ผมได้ยินมาว่าเมื่อไม่นานมานี้คุณได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จำนวนมากในเขตชานเมืองตงเฉิง ผมยินดีที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดในมือคุณในราคาสองเท่าของราคาที่คุณซื้อมา…”
“ขอโทษนะ ผมไม่มีความคิดที่จะขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่”
เฉินเซิงคิดในใจว่า ‘ไอ้สารเลวคนนี้ มาเอาเปรียบเราชัด ๆ แต่กลับพูดว่าจะนำความร่ำรวยมาให้ อีกสองเดือน อสังหาริมทรัพย์ที่ฉันมีจะเพิ่มมูลค่าอย่างน้อยสิบเท่า แต่คนคนนี้กลับจะจ่ายแค่สองเท่าของราคาที่ฉันซื้อมาเพื่อจะยึดครองอสังหาริมทรัพย์ที่ฉันต่อรองมาได้ ใจคอมันทำด้วยอะไรวะ’
“ผมมีธุระต้องออกไปจัดการ ขอตัวก่อนนะ”
“น้องชาย ผมแนะนำให้คุณคิดให้ดี ๆ นะ คนธรรมดาที่ไม่มีภูมิหลังอะไรอย่างคุณ แต่กลับถือครองอสังหาริมทรัพย์มากมายขนาดนี้ ก็เหมือนกับการทำตัวให้เด่นจนเป็เป้าสายตาของคนอื่น คุณจะทำให้ตัวเองเดือดร้อนได้ง่าย ๆ ผมยินดีจะซื้อที่ดินทั้งหมดของคุณในราคาสามเท่าของราคาที่คุณซื้อมา ถ้าคุณรู้จักคิดให้รอบคอบ ก็น่าจะรู้ว่าควรเลือกทางไหน” ชายวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงดังขึ้น พร้อมกับท่าทีที่มั่นใจว่าจะชนะ