ความเงียบและข้อความที่ไร้เสียงตอบรับ
เสียงนาฬิกาดิจิทัลบนโต๊ะหัวเตียงไม้ตัวเล็กส่งเสียงเตือนระบบดัง ติ๊ด... ติ๊ด... เป็จังหวะสม่ำเสมอท่ามกลางความเงียบงันอันวังเวงของห้องนอนขนาดเล็กกะทัดรัด แสงสีฟ้าจากตัวเลขดิจิทัลสะท้อนเวลาปัจจุบันออกมาเด่นชัด
00:47 AM
ริน อาซากิ ทิ้งตัวล้มลงนอนบนเตียงนุ่มพลางถอนหายใจยาวเหยียดออกมารวดเดียว หลังจากกลับถึงบ้าน ปิดล็อกประตูหน้าต่างอย่างหนาแน่น และจัดการอาบน้ำชำระล้างร่างกายเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดลำลองเรียบร้อยแล้ว ทว่าถึงแม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าจากกิจกรรมของชมรมดนตรีมากเพียงใด แต่แปลกชะมัดที่สมองของเธอกลับตื่นตัวอย่างบ้าคลั่ง
ภาพใบหน้าคมคายและแววตาสีฟ้าเย็นเยียบของชายหนุ่มปริศนาผมสีขาวเงินในชุดโค้ตยาวคนนั้นยังคงประทับแน่นและวนเวียนอยู่ในหัวของเธอไม่ยอมเลือนหายไปไหน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... ประโยคคำพูดสุดท้ายก่อนที่เขาจะอันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตาเธอ
“แต่เดี๋ยวอีกไม่นานหลังจากนี้... พวกเราคงจะได้เจอกันอีกแน่”
“ประหลาดชะมัด... หมอนั่นเป็ใครกันแน่ฮะ”
เด็กสาวพึมพำบ่นพ้อกับตัวเองเบาๆ เสียงแ่ พลางพลิกตัวนอนหงาย สองสายตาทอดมองขึ้นไปบนเพดานห้องนอนสีขาวนิ่งสนิทอย่างใช้ความคิด ท่ามกลางความว้าวุ่นใจรินตัดสินใจเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างหมอนขึ้นมาเปิดหน้าจอแชตอีกครั้ง ก่อนจะลองส่งข้อความพิมพ์ทักหาเพื่อนสนิทอย่างเรนซ้ำดูอีกหน
[ริน: เรน ถ้าหากนายเห็นข้อความนี้ ก็ตอบกลับด้วย]
ข้อความสั้นๆ ถูกส่งออกไปสู่ระบบแชทตามปกติ ทว่าสิ่งที่ตามมากลับมีเพียงความว่างเปล่า มันไม่มีไอคอนที่แสดงว่าอีกฝ่ายเปิดอ่าน ไม่มีสถานะแจ้งว่าออนไลน์ และไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ตอบรับกลับมาเลยสักนิด
รินขมวดคิ้วแน่น เม้มริมฝีปากเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ
ปกติแล้ว โจนาธาน เรน ไม่เคยเป็ฝ่ายเงียบหายไปเฉยๆ แบบไร้ร่องรอยขนาดนี้ ต่อให้เขากำลังหมกมุ่นยุ่งอยู่กับงานวิจัยควอนตัมฟิสิกส์หรือประกอบชิ้นส่วนเศษเหล็กอย่างบ้าคลั่งแค่ไหน อย่างน้อยที่สุดหมอนั่นก็ต้องกดส่งสติกเกอร์กวนประสาทหรือข้อความสั้นๆ กลับมาสักประโยคเพื่อไม่ให้เธอเป็ห่วง
แต่สำหรับคืนนี้...กลับไม่มีสิ่งใดตอบรับกลับมาเลย ไม่มีแม้กระทั่งสัญญาณที่ระบุว่าเขากำลังออนไลน์อยู่ในระบบด้วยซ้ำเด็กสาวถอนหายใจ พลางปิดหน้าจอมือถือแล้วคว่ำมันลงบนที่นอน เธอหลับตาลงช้าๆ พร้อมพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสลัดเอาความรู้สึกฟุ้งซ่านและลางสังหรณ์แปลกๆ ออกไปจากหัวสมอง
“ช่างเถอะ...พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากันอีกที แล้วไปดักด่ามันที่มหาวิทยาลัยก็แล้วกัน...”
เธอบอกตัวเองเช่นนั้น และในที่สุด ท่ามกลางความเงียบสงัดและกลิ่นอายอันเย็นเยียบยามค่ำคืน สติสัมปชัญญะของเด็กสาวผมแดงก็ค่อยๆ จมดิ่งหายเข้าสู่ห้วงนิทราอันมืดมิดจากความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน
ทว่า—รินรู้สึกตัวและค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งอย่างช้าๆ
ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏสู่สายตาในเวลานี้ กลับไม่ใช่เพดานห้องนอนสีขาวและแสงนีออนสลัวของโครเนแซนเดรียที่คุ้นเคยอีกต่อไป
รอบตัวของเธอกลับมีเพียงสิ่งที่เรียกว่า “ความว่างเปล่า”
ไม่มีพื้นปูนคอนกรีตให้เหยียบยืน ไม่มีแผ่นฟ้าเบื้องบน ไม่มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ และไม่มีเงาทอดผ่าน มีเพียงโลกทัศน์สีขาวโพลนบริสุทธิ์อันเวิ้งว้างที่แผ่ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางราวกับไร้จุดสิ้นสุด
“...ที่นี่มัน...ที่ไหนกัน?”
รินรีบยันตัวลุกขึ้นยืนตรงในทันทีด้วยความตื่นตระหนกใสุดขีด หัวใจในอกเต้นระทึกรัวแรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือยามที่เธอก้าวขาออกวิ่งหรือะโออกไป เสียงฝีเท้าและเสียงพูดของเธอกลับถูกกลืนหายไปในความว่างเปล่า ไม่มีการสะท้อนก้องกลับมาแม้แต่น้อย ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้ปฏิเสธแม้กระทั่งการดำรงอยู่ของกฎฟิสิกส์เื่เสียง
ทันใดนั้นเอง—เหนือระดับสายตาของรินไปไม่ไกล ละอองแสงสว่างเรืองรองสีทองอ่อนจำนวนมหาศาลละลานตาก็พลันรวมตัวกันตรงกึ่งกลางเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
ก่อนที่แสงเ่าั้จะค่อยๆ ควบแน่นและก่อร่างสร้างขึ้นมาเป็รูปลักษณ์อันวิจิตรของหญิงสาวสูงศักดิ์คนหนึ่ง เธอคนนั้นสวมใส่อาภรณ์ผ้าเนื้อดีสีดำคลับบริสุทธิ์ยาวพลิ้วไหวไร้น้ำหนัก ดวงตาทั้งสองข้างแปรเปลี่ยนเป็สีทองส่องประกายเจิดจ้าราวกับหมู่ดวงดารานับล้านดวง เส้นผมสีเงินยาวสลวยส่องแสงระยิบระยับเรืองรองราวกับถูกถักทอขึ้นมาจากแสงสว่างแห่งจักรวาล และที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดคือ ปีกขนนกสีขาวบริสุทธิ์ขนาดมหึมาคู่หนึ่งที่สยายกางออกเื้ัอย่างสง่างามไร้ที่ติ

แรงกดดันมหาศาลบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากร่างระหงนั้นทันทีมันไม่ใช่ความรู้สึกน่ากลัว น่ารังเกียจ หรือเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร... หากแต่เป็แรงกดดันจาก “การดำรงอยู่” ที่สูงส่ง ลึกลับ และเก่าแก่เกินกว่าสติปัญญาของมนุษย์ธรรมดาจะเอื้อมถึงหรือทำความเข้าใจได้
รินก้าวเท้าถอยหลังหนีโดยอัตโนมัติตามสัญชาตญาณป้องกันตัว “คุณ...คุณเป็ใครกัน?”
หญิงสาวปีกสีขาวตรงหน้าเธอค่อยๆ เอียงศีรษะเล็กน้อย แววตาสีทองจ้องมองตรงมาที่เด็กสาวผมแดง ก่อนจะเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ทุ้มเบา ทว่ากลับทรงพลังกังวานราวกับท่วงทำนองของบทสวดโบราณ
“พวกเราคือ...ผู้ส่งสารแห่ง The One”
เพียงแค่ได้ยินถ้อยคำระบุชื่อกล่าวนั้น—โดยที่ปากไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
ร่างกายของรินกลับเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรงเองโดยไม่ทราบสาเหตุ ราวกับจิตใต้สำนึกและจิติญญาเบื้องลึกของเธอกำลังก้มหัวและสั่นรับต่อบางสิ่งที่เก่าแก่และทรงอำนาจยิ่งกว่ากาลเวลากำเนิดจักรวาล
“จักรวาาลที่พวกเ้ากำลังอาศัยอยู่...กำลังเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการพิพากษาและทำลายล้าง”
เสียงอันทรงพลังของผู้ส่งสารดังก้องสะท้อนไปทั่วห้วงมิติสีขาวโพลนและพร้อมกันนั้นเอง ภาพฉากนิมิตแห่งความหายนะจำนวนมหาศาลก็พลันปรากฏและฉายวนขึ้นรอบตัวของรินราวกับภาพยนตร์จอั์
ภาพของมหานครโครเนแซนเดรียที่ลุกท่วมไปด้วยทะเลเพลิงสีแดงฉาน ตึกระฟ้าพังทลายกลายเป็เถ้าถ่าน แผ่นฟ้าเบื้องบนเกิดรอยร้าวและแตกร้าวแยกออกจากกันราวกับกระจก และฝูงสัตว์ประหลาดการ์เลนอสรูปร่างบิดเบี้ยวอัปลักษณ์น่ากลัวนับแสนตัวกำลังพรั่งพรูทะลักออกมาจากรอยแยกมิตินั้น มนุษย์นับล้านชีวิตกรีดร้องอย่างโหยหวนและพยายามวิ่งหนีเอาชีวิตรอดท่ามกลางเปลวไฟและซากปรักหักพัง
และเหนือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น—ท่ามกลางกลุ่มก้อนหมอกควันสีดำทมิฬที่ปกคลุมโลก พลันมีเงาร่างของสิ่งมีชีวิตบางอย่างขนาดมหึมาค้ำฟ้าที่ไม่สามารถมองเห็นรูปร่างส่วนสูงที่ชัดเจนได้...มันกำลังค่อยๆ ลืมตาสีฟ้าขนาดั์ขึ้นจับจ้องมองลงมาจากอีกฟากหนึ่งของขอบจักรวาล
รินเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า ร่างกายชาวาบ หายใจติดขัดด้วยความอึดอัด “นี่มัน...ภาพบ้าอะไรกัน...นี่มันเื่อะไรกันแน่...”
“เมล็ดพันธุ์แห่งพระเ้า...จำเป็ต้องมีผู้รับ่สืบทอดพลัง” เทวทูตผู้ส่งสารเอ่ยสืบต่อ แววตายังคงเรียบนิ่ง “และเ้า... คือผู้ที่ถูกเลือก ริน อาซากิ”
รอยสัญลักษณ์สีแดงเพลิงปรากฏขึ้น และสิ้นคำประกาศกร้าว ทันใดนั้น—กลุ่มแสงสว่างพลังงานเข้มข้นสีแดงเพลิงพลันก่อตัวะเิวาบขึ้นตรงกลางหน้าอกของรินอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
เด็กสาวสะดุ้งสุดตัว รีบก้มลงมองร่างของตัวเองทันทีด้วยความตื่นใ ภาพที่เห็นคือวัตถุบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายกับผลึกคริสตัลสีแดงสดราวกับก้อนเืและเปลวไฟ กำลังค่อยๆ ชำแรกแฝงฝังลึกจมหายเข้าไปในบริเวณิัตรงตำแหน่งหัวใจของเธออย่างช้าๆ ทว่าหนักแน่น
“เดี๋ยว—! หยุดนะ! เอาสิ่งนี้ออกไปจากตัวฉันเดี๋ยวนี้นะ!”
รินกรีดร้องเสียงหลง พยายามสะบัดตัวดิ้นรนและเอามือตะกุยหน้าอกเพื่อหนีจากพันธนาการ
ทว่าร่างกายของเธอกลับแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง ไม่สามารถขยับเขยื้อนนิ้วมือหรือก้าวขาได้เลยแม้แต่เิเเดียว ความร้อนระอุระดับมหาศาลแผ่ซ่านกระจายจากผลึกสีแดงตรงหน้าอก พุ่งทะยานไปตามเส้นเืทั่วทั้งร่างกายอย่างรวดเร็ว ราวกับเวลานี้มีกระแสธารแห่งเปลวไฟที่กำลังเดือดพล่านไหลเวียนอยู่ภายในเนื้อหนังของเธอแทนที่เืปกติ
และทันใดนั้น ภาพข้อมูลและเศษเสี้ยวความทรงจำบางอย่างที่เธอไม่เคยรู้จักก็พลันทะลักบ่าเข่ามาในหัวสมองจนแทบะเิ
ภาพของาล้างเผ่าพันธุ์ มหาสมุทรสีเื เสียงกรีดร้องลั่นเดือดของการเข่นฆ่า ภาพของดาบั์สีแดงเพลิงที่ตวัดฟาดฟันล้างมิติ ปีกแสงแห่งพลังงานความร้อนที่สยายกาง...และสุดท้ายคือภาพใบหน้าและดวงตาสีฟ้าเรืองแสงคู่หนึ่งของใครบางคนที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด—
“จงตื่นขึ้นเสียที...”
“ผู้นามแห่ง...ลีซิลนอส”
ตูม—!
รินสะดุ้งลืมตาโพล่งขึ้นมาในทันที!
“ฮ่าก—! แฮ่ก...ฮ่า...!”
เสียงหอบหายใจรัวเร็วกระชั้นชิดดังสะท้อนก้องอยู่ภายในห้องนอนที่ตกอยู่ภายใต้ความมืดมิดสนิท เม็ดเหงื่อเย็นเยียบหลั่งไหลผุดพรายอาบทั่วทั้งใบหน้าและเรือนร่างของเด็กสาวจนชุดนอนเปียกชุ่ม ราวกับเธอเพิ่งจะตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดจากการจมน้ำลึกมา
เด็กสาวรีบใช้มือยันฟูกที่นอนลุกขึ้นมานั่งกุมขมับ หัวใจในทรวงอกยังคงเต้นระทึกรัวเร็วไม่ยอมหยุดจนรู้สึกเจ็บแปลบ แสงสีเขียวสลับฟ้าจากป้ายไฟนีออนของตึกภายนอกเมืองโครเนแซนเดรียส่องลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านหน้าต่างเข้ามาในห้องเบาๆ ช่วยยืนยันว่าเธอกลับมาสู่ความเป็จริงแล้ว
นาฬิกาดิจิทัลบนโต๊ะหัวเตียงเปลี่ยนตัวเลขแสดงเวลาปัจจุบัน
03:13 AM
“...ความฝัน? นี่เราฝันร้ายงั้นเหรอ?”
รินพึมพำเสียงเครือ ยกมือกุมหน้าอกซ้ายตรงตำแหน่งก้อนเนื้อหัวใจตัวเองเอาไว้แน่น ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอต้องสะดุดใจคือ... ความรู้สึกแสบระอุแ่เบาราวกับโดนไฟลวกตรงกลางอกนั้น มันกลับยังคงหลงเหลืออยู่ชัดเจนััได้ ไม่ได้จางหายไปพร้อมกับความฝัน
เด็กสาวตัดสินใจรีบตลบผ้าห่ม ลุกก้าวเท้าเดินตรงดิ่งไปยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ประจำห้องนอนทันที ก่อนที่มือเรียวจะค่อยๆ เอื้อมไปดึงคอเสื้อนอนของตัวเองรั้งลงมาเพื่อตรวจเช็กสภาพร่างกายบริเวณหน้าอก
และในวินาทีถัดมานั้นเอง—
ดวงตากลมอัญมณีของรินก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตะลึงสุดขีด ร่างกายแข็งค้างไปในพริบตา เพราะบนิัขาวเนียนตรงบริเวณตำแหน่งก้อนเนื้อหัวใจพอดี...บัดนี้ได้ปรากฏรอยแผลเป็ที่มีลักษณะคล้ายกับ รอยสัญลักษณ์โบราณเส้นสายรูปทรงวงกลมแปลกตา เรืองแสงสีแดงเพลิงเข้ม สลักลึกขึ้นมาอย่างชัดเจนเจิดจ้า
มันกำลังส่งแสงกะพริบวูบวาบตามจังหวะชีพจรเบาๆ ...ราวกับเป็หัวใจดวงที่สองที่ถูกยัดเยียดเข้ามาในร่าง
“นี่มัน...รอยอะไรกันแน่...เกิดเื่บ้าอะไรขึ้นกับร่างกายของฉัน...”
รินก้าวถอยหลังหนีภาพในกระจกเงาหนึ่งก้าวอย่างช้าๆ ด้วยความหวาดกลัวลึกๆ ในใจ
โดยที่เด็กสาวผมแดงคนนี้ไม่มีวันรู้เลยว่า...นับั้แ่วินาทีที่เธอฝืนตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทราในครั้งนี้ โลกทัศน์และอนาคตทั้งหมดของเธอ...ได้แปรเปลี่ยนและก้าวข้ามผ่านเส้นแบ่งที่ไม่มีวันหวนคืนกลับมาเป็มนุษย์ธรรมดาได้อีกต่อไปแล้ว!
[จบตอนที่ 2: เมล็ดพันธุ์แห่งพระเ้า]