บทที่ 12 ขอบคุณที่ช่วยให้ผมได้เข้าทำงานที่เฟยอวิ๋น
ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างเวลากับเฟืองก็คือ แม้ว่าทั้งสองสิ่งจะหมุนไปเรื่อย ๆ แต่เวลานั้นไม่สามารถย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นได้
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนโกหก ในตอนนี้โม่เฟิงก็เข้าทำงานที่บริษัทเฟยอวิ๋นมาได้หนึ่งเดือนแล้ว วันนี้เขาได้รับเงินเดือนก้อนแรก ถึงแม้จะไม่ได้มากเท่าไร เพียงแค่ห้าพันหยวนเท่านั้น แต่มันก็ถือเป็เงินก้อนโตสำหรับเขา
โม่เฟิงจึงตัดสินใจที่จะเลี้ยงฉลองวันนี้ หลังจากที่ส่งข้อความหาจูลี่แฟนสาวแล้ว เขาก็โทรหาอู่เหมากับล่ายผี่ เพราะการได้รับเงินเดือนก้อนแรกถือเป็เื่ที่น่ายินดี เขาจึงอยากชวนคนที่สนิทไปด้วย ตอนแรกเขาคิดจะชวนแฟนเก่าไปด้วย แต่พอนึกดูอีกที มันดูเลวร้ายไปหน่อย จึงล้มเลิกความคิดนี้ไป
สำหรับพนักงานเงินเดือนทั่วไปอย่างเขา การเลี้ยงฉลองคงไม่ไปเลือกร้านอาหารสุดหรูอย่างแน่นอน เพราะเขาไม่ได้มีกำลังทรัพย์มากขนาดนั้น สำหรับโม่เฟิงแล้ว การได้ไปนั่งทานอาหารในร้านเล็ก ๆ ก็ถือว่าเป็การเลี้ยงที่ดีแล้ว ดังนั้นพอเลิกงาน โม่เฟิงจึงรีบพาจูลี่ไปยังร้านอาหารที่นัดหมายกันไว้ทันที
เมืองหนานผิงแม้จะเป็เมืองเล็ก ๆ แต่กลับเป็เมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของประเทศจีน แต่ท่ามกลางความเจริญรุ่งเรืองนี้ ก็ยังมีมุมที่ทรุดโทรมอยู่บ้าง เพราะการพัฒนาเมืองย่อมมีมุมที่ถูกหลงลืมอยู่เสมอ
หลิวเจียฮุ่ยเป็สถานที่ที่คุ้นหูสำหรับคนหาเช้ากินค่ำในเมืองหนานผิง ที่นี่สามารถหาซื้อเนื้อแกะเสียบไม้ราคาเพียงไม้ละหนึ่งหยวนได้ รวมถึงเนื้อวัวและเนื้อแกะจานละห้าหยวนเท่านั้น ในขณะที่ไปกินในร้านอาหารราคาอาจจะสูงถึงห้าร้อยหยวน แน่นอนว่าบรรยากาศย่อมแตกต่างกัน แต่สำหรับผู้มีรายได้น้อย บรรยากาศนั้นถือเป็เื่รอง ขอแค่ได้กินอะไรอร่อย ๆ คุ้มค่าคุ้มราคาก็พอแล้ว เื่อื่นจึงไม่สำคัญ
หลังจากที่ทั้งสี่คนมาเจอกันแล้ว พวกเขาก็เลือกนั่งในห้องส่วนตัวที่กั้นด้วยแผ่นกระดานในร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง โดยสั่งหม้อไฟหนึ่งชุด พร้อมกับสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ สุดท้ายถ้าจูลี่ไม่บอกว่ากินไม่ไหวแล้ว โม่เฟิงคงจะสั่งต่ออีก เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เขาเลี้ยงข้าวจูลี่อย่างเป็ทางการ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถพาเธอไปร้านอาหารหรู ๆ ได้ แต่ในร้านแบบนี้ เขาก็สามารถสั่งได้ไม่อั้นเพราะเต็มที่ก็แค่ไม่เกินห้าร้อยหยวน
งานเลี้ยงแบบนี้จะขาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปไม่ได้ ทั้งยังไม่มีใครปฏิเสธด้วย ในตอนนี้ทั้งสามคนจึงดื่มกันจนเมา ระหว่างนั้นจูลี่ก็ได้รับสายโทรศัพท์จากที่บ้าน เธอจึงขอตัวกลับไปก่อน
พอไม่มีคนคอยห้ามแล้ว ทั้งสามคนก็ยิ่งดื่มกันหนักขึ้น สุดท้ายก็ยังรู้สึกไม่หนำใจ อู่เหมายิ้มแล้วพูดว่า “พี่เฟิงผมนับถือพี่มาตลอด พอได้เห็นพี่สะใภ้ที่สวยขนาดนี้ ผมยิ่งนับถือพี่จากหัวใจเลย ถ้าหากชาติหน้ามีจริง จางเต๋อหลงคนนี้ ขอเป็น้องพี่อีกนะครับ!”
ชื่อจริงของอู่เหมาคือจางเต๋อหลง แต่ด้วยความที่เขามักจะทำอะไรไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน หรือก็คือไม่สามารถทำอะไรได้ครบถ้วน จึงได้ฉายาว่า ‘อู่เหมา’ ซึ่งหมายถึงทำอะไรก็ไม่ได้เื่ เมื่อชื่ออู่เหมาเป็ที่รู้จัก ชื่อจริงของเขาก็ค่อย ๆ ถูกลืมเลือนไป
เื่แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในนิยายเท่านั้น เหมือนกับเวลาที่คุณเจอเพื่อนเก่า ความประทับใจแรกมักจะเป็ฉายาของอีกฝ่าย ไม่ใช่ชื่อจริง เพราะชีวิตคนเราต้องพบเจอผู้คนมากมาย การจะจดจำทุกคนคงเป็เื่ยาก แต่การที่จะมีเพื่อนสักคนก็ไม่ใช่เื่ง่าย ดังนั้น การที่เพื่อนแต่ละคนมีฉายาเป็ของตัวเองก็ไม่เลว ยังไงก็ดีกว่าจำชื่อผิด
ตอนนี้ล่ายผี่ก็พูดสนับสนุนว่า “พี่เฟิงนี่สุดยอดไปเลย เพิ่งเลิกกับแฟนเก่า ก็หาสาวสวยขนาดนี้มาควงได้แล้ว แล้วเมื่อไรพวกเราสองคนจะได้สลัดความบริสุทธิ์ออกไปสักทีนะ”
โม่เฟิงรู้สึกมึนเมาไปกับคำยกย่องของทั้งสองคน เขามีความสุขมาก จึงยกเบียร์ขึ้นมาดื่มอีกขวดหนึ่ง แล้วพูดว่า “ใช่แล้ว ฉันโม่เฟิงนะ เก่งอยู่แล้ว วันนี้พวกเราจะจบแค่นี้ไม่ได้ ตอนนี้พี่สะใภ้ก็กลับไปแล้ว พวกเราไปต่อกันที่บาร์ดีกว่า”
สามหนุ่มขี้เมาพากันเดินโซเซไปยังบาร์ที่อยู่ใกล้ที่สุด ผู้คนที่เดินอยู่บนถนนต่างหลบหลีกออกไปไกล เพราะไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาจะเมาจนอาละวาดเมื่อไร
ทันใดนั้นรถสปอร์ตสีแดงคันหนึ่งก็ขับมาจอดลงตรงหน้าพวกเขา เมื่อประตูรถเปิดออก เผยให้เห็นหญิงสาวที่สวยราวกับนางฟ้าลงจาก์ เธอสวยจนไม่อาจหาใครเทียบได้ รอยยิ้มของเธอนั้นอ่อนหวานมาก จากนั้นหญิงสาวก็พูดขึ้นว่า “โม่เฟิงพวกเราเจอกันอีกแล้ว แต่ครั้งนี้ฉันไม่ได้ชนคุณแล้วนะ!”
หญิงสาวที่ปรากฏตัวตรงหน้าพวกเขาคือติงว่านหรู คนที่โม่เฟิงเฝ้าคิดถึงมาโดยตลอด รอยยิ้มอันแสนหวานของเธอ ทำให้ผู้คนต่างหลงใหล ดึงดูดความสนใจจากผู้คนที่เดินผ่านไปมา ยิ่งคนที่จำรถเฟอร์รารีคันนี้ได้ก็ยิ่งอ้าปากค้าง แล้วพูดออกมาด้วยความใว่า “นี่มันเฟอร์รารีรุ่นลิมิติดอิดิชันทั่วทั้งโลกมีไม่ถึงห้าสิบคัน ได้ยินมาว่าในจีนมีอยู่สามคัน ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อ แต่พอได้มาเห็นกับตาแบบนี้ แสดงว่าอีกสองคันที่เหลือก็คงจะมีอยู่จริง!”
ทันใดนั้นก็มีคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปติงว่านหรูและรถสปอร์ตคันหรูอย่างไม่ขาดสาย ติงว่านหรู่รู้สึกเขินอายจึงรีบพาโม่เฟิงและเพื่อน ๆ ของเขาอีกสองคนขึ้นรถ ก่อนจะขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้แต่เสียงถอนหายใจของผู้คน
ทันทีที่ติงว่านหรูปรากฏตัว โม่เฟิงก็สร่างเมาทันที แต่ทว่าอู่เหมากับล่ายผี่นั้นกลับเมามายไม่ได้สติยิ่งกว่านั้น จนถึงขั้นเริ่มครุ่นคิดถึงคำถามของนักปราชญ์ในสมัยโบราณว่า ตอนนี้เขาฝันไปหรือเปล่า ทำไมในโลกแห่งความจริงถึงมีหญิงสาวที่งดงามขนาดนี้ได้ เธอต้องเป็เทพธิดาในฝันของเขาแน่ ๆ แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกตัวอยู่ล่ะ?
ในตอนนี้อู่เหมากับล่ายผี่กำลังจมอยู่กับความสงสัยระหว่างความฝันหรือความเป็จริง
แต่สำหรับโม่เฟิงเขากลับรู้สึกสับสนเป็อย่างมาก ท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจแกล้งทำเป็เมาต่อไป แต่กลับใช้สายตาที่พร่ามัวจากฤทธิ์แอลกอฮอล์มองสำรวจติงว่านหรูอย่างละเอียด ซึ่งปกติแล้วตอนที่โม่เฟิงไม่ได้เมา เขาไม่กล้าทำแบบนี้เลย เพราะมันเป็ละลาบละล้วงเธอเกินไป
รถเฟอร์รารีคันหรูเลี้ยวอย่างรวดเร็ว และเมื่อมาถึงพื้นที่โล่งกว้าง รถก็ค่อย ๆ ชะลอความเร็วลง ก่อนจะหยุดนิ่ง สำหรับเมืองที่เจริญรุ่งเรืองแล้วที่โล่งแบบนี้ถือว่าหายากมาก เพราะที่ดินในเมืองมีราคาสูงมาก แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไร ที่นี่ถึงได้ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้
ติงว่านหรูค่อย ๆ ก้าวลงจากรถ จากนั้นก็ยืนพิงรถอย่างสง่างาม ปล่อยให้สายลมพัดผ่านข้างกาย ในค่ำคืนที่ไร้ผู้คน ก่อเกิดเป็ภาพที่สวยงามมาก หากมีช่างภาพจับภาพ่เวลานี้ได้ ต้องะเืไปทั่วโลกอย่างแน่นอน เพราะความงามแบบนี้เป็ที่ยอมรับกันทั่วโลก
ทว่าเื่ราวดี ๆ มักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เช่นเดียวกับสิ่งสวยงามที่มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถชื่นชมได้ อย่างน้อยในตอนนี้ก็มีเพียงโม่เฟิงเท่านั้นที่ทำได้ โม่เฟิงไม่ได้ไปปลุกอู่เหมาและล่ายผี่ที่หลับสนิทอยู่
โม่เฟิงค่อย ๆ ลงจากรถ มองดูติงว่านหรูอย่างมีความสุข ก่อนจะยื่นมือออกไปเพื่อััเธอ แต่แล้วก็ต้องหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศราวกับกลัวว่าจะทำลายสิ่งสวยงามนี้ เขากลัวว่าหลังจากััแล้วทุกอย่างจะเป็เพียงความฝัน
โม่เฟิงเผยรอยยิ้มขมขื่น เขาพิงตัวลงบนตัวรถอย่างสบาย ๆ มองไปยังทิวทัศน์อันไกลโพ้นพร้อมกับพึมพำถึงติงว่านหรูที่อยู่ตรงหน้า “ฉันยินดีที่ได้กลายเป็สายลมแม้ว่าจะต้องเดินทางอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ขอเพียงได้พัดผ่านคุณไปสักครั้งหนึ่ง ชีวิตของฉันก็เพียงพอแล้ว หากเป็เหมือนสายลม ฉันจะต้องคิดถึงกลิ่นหอมที่โชยมาจากร่างกายของคุณอย่างแน่นอน และฉันจะใช้ชีวิตของฉันเพื่อจดจำความรู้สึกที่ได้ััตัวคุณไว้ให้ได้มากที่สุด!!”
ทันใดนั้น ทั่วทั้งทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ก็เงียบสงัดลงทันทีราวกับว่าสามารถััได้ถึงคำพูดของโม่เฟิง น้ำตาสองสายไหลรินจากดวงตาของเขา มีคนเคยพูดไว้ว่า ระยะทางที่ไกลที่สุดไม่ได้อยู่ที่ปลายฟ้าสุดขอบโลก แต่คือการที่คนที่คุณรักอยู่ใกล้ ๆ แต่คุณกลับมองไม่เห็น
สำหรับโม่เฟิงแล้วระยะทางที่ไกลที่สุดคือคนที่คุณรักอยู่ตรงหน้า สามารถเห็นเธอได้จากตรงนี้ ได้กลิ่นหอมจากตัวเธอ แม้แต่เอื้อมมือไปััก็ยังทำได้ แต่กลับไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะไขว่คว้าเธอเอาไว้ ไม่ใช่เพราะเื่ของเวลาหรือสถานที่ แต่เพราะความสูงส่งของอีกฝ่าย ทำให้คุณรู้สึกต่ำต้อยจากก้นบึ้งของหัวใจ
น้ำตาของโม่เฟิงที่ไหลรินออกมานั้น เพราะเขารู้ดีว่าตัวเองไม่คู่ควรกับติงว่านหรู การพบกันของพวกเขาทั้งสามครั้ง เธอมักจะมาพร้อมกับรถหรูอยู่ตลอด ในสองครั้งแรกโม่เฟิงอาจจะมองข้ามมันไปได้ แต่ตอนนี้มันเป็ครั้งที่สามแล้ว เขาจึงไม่อาจหลอกตัวเองได้ต่อไป…
ถ้าไม่ใช่เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ โม่เฟิงคงไม่มีความกล้าที่จะมายืนอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ เพราะแค่รถยนต์แต่ละคันของเธอนั้น ล้วนเป็สิ่งที่เขาต้องทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อไขว่คว้ามันมา ถึงอย่างนั้นก็อาจจะยังไม่สามารถเอื้อมถึงได้ น้ำตาของลูกผู้ชายไม่ได้ไหลออกมาง่าย ๆ แต่เมื่อถูกความเ็ปจนมันบั่นทอนหัวใจของเขาก็ยากที่จะอดกลั้นเอาไว้ได้
หลังจากนั้นโม่เฟิงค่อย ๆ ควบคุมอารมณ์ของตัวเอง เพราะเขาต้องรักษาภาพลักษณ์ที่เขาสร้างไว้ต่อหน้าติงว่านหรู บุคลิกเ้าชู้ไร้สาระของเขาในตอนนั้นจะไม่ยอมให้มันพังทลายลงเพราะเหตุการณ์นี้ เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ หายใจเอาความหอมหวานของติงว่านหรู ก่อนจะพูดอย่างเสียงแ่ว่า “ขอบคุณนะ”
ติงว่านหรูยิ้มแล้วถามด้วยความสงสัยว่า “ขอบคุณฉันเื่อะไร? ที่พาคุณมาที่นี่เหรอ? ฉันแค่อยากมาที่นี่และก็อยากมีคนมาเป็เพื่อนเท่านั้นเอง!”
โม่เฟิงส่ายหัวและพูดว่า “ขอบคุณที่ช่วยให้ผมได้เข้าทำงานที่เฟยอวิ๋นนะครับ ผมชอบงานนี้มาก!”
ติงว่านหรูเอามือเกลี่ยผมที่ถูกลมพัดปลิวไปทัดหลังหู ยิ้มแล้วพูดกับเขาว่า “ฉันไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลยนะ ดังนั้นคุณไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก แต่ในเมื่อชอบก็ตั้งใจทำงานแล้วกัน เพราะตอนนี้คุณอยู่ในวัยที่ควรมุ่งมั่นพยายามอย่างหนัก!”
ในตอนนี้โม่เฟิงคิดในใจแล้วแสดงสีหน้าสงสัยออกมาทันที ‘หรือว่าที่จริงแล้วฉันคิดมากไปเอง หรือว่าฉันถูกพวกเขาเข้าใจผิดคิดว่าเป็คนมีความสามารถแล้วดึงตัวมา ที่นี่ดูท่าจะอันตรายเกินไปซะแล้วสิ ถ้าฉันไม่รีบตั้งหลักให้มั่นคงโดยเร็วคงแย่แน่ เพราะฉันไม่มีใครหนุนหลัง ต่อจากนี้อาจจะต้องยอมอ่อนข้อให้ติงหรูจวินบ้างแล้วละ เพื่องานนี้ ฉันยอมก็ได้!”
เห็นได้ชัดว่าติงว่านหรูไม่รู้ว่าโม่เฟิงคิดอะไรอยู่ เธอยิ้มแล้วพูดว่า “คุณสามารถบอกฉันได้ไหมว่าคุณเข้าใจอำนาจและเงินอย่างไร?”
โม่เฟิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้มขมขื่นว่า “สิ่งเหล่านี้เป็สิ่งที่ผมไม่มี ดังนั้นความเข้าใจของผมจึงเป็ความเข้าใจแบบสุดโต่งที่สุด เพราะสิ่งที่ไม่เคยััมาก่อน มันก็แค่ทฤษฎีเท่านั้น ซึ่งมันก็ไม่ถูกต้องอยู่ดี คุณคิดว่าไง?”
“ฉันอยากฟังความคิดนั้นของคุณมากเลยละ!” ติงว่านหรูจ้องมองโม่เฟิงอย่างจริงจัง เธอ้าคำตอบอย่างเห็นได้ชัด
โม่เฟิงลูบหัวตัวเองแล้วพูดว่า “จะมีความเห็นอะไรได้ล่ะ ทุกคนรู้ดีว่าสิ่งที่ดีเ่าั้ ตอนที่มีมันอยู่ก็ไม่รู้สึกว่ามันมีค่าอะไร แต่พอสูญเสียมันกลับพบว่าแค่คำพูดหนึ่งคำ หรือเพียงแค่สบตาหนึ่งครั้งก็นับว่ามีค่ามากแล้ว แต่ตอนนี้กลับต้องใช้ความพยายามอย่างมาก และผลลัพธ์ก็ยังไม่เป็ที่น่าพอใจ คุณว่าไหม?”
ติงว่านหรูหัวเราะเบา ๆ เธอชี้ไปที่พื้นที่ว่างตรงหน้า “มีอำนาจมีเงินก็ดีอยู่หรอก เพราะมีสิ่งเหล่านี้สามารถสร้างอสังหาริมทรัพย์ที่นี่ได้ หรือจะเปลี่ยนมันเป็เงินสดก้อนโตก็ได้ แต่จะได้อำนาจมาได้อย่างไร? มันต้องแย่งชิงกันมา ฉันก็ไม่เสแสร้งหรอกนะ เพราะฉันก็ไม่ใช่คนไร้เดียงสาอย่างที่คุณเห็น ฉันเองก็ต้องแย่งชิงอำนาจเช่นกัน ฉันไม่รู้ว่าฉันผิดตรงไหน?”
โม่เฟิงอยากจะบอกติงว่านหรูว่าเธอเข้าใจผิด สิ่งที่ผู้หญิง้าควรจะเป็การที่มีผู้ชายดี ๆ สักคนมาปกป้องหรือเอาใจใส่ดูแล
แต่คำพูดเ่าั้ของโม่เฟิงก็ถูกกลืนกลับลงคอไป เพราะเขารู้ดีว่าตัวเองไม่มีความสามารถมากพอที่จะปกป้องเธอ และไม่มีทางที่จะตามใจเธอได้ในทุกสิ่ง
โม่เฟิงแม้จะคิดในใจว่าเธอน่าจะเป็ผู้หญิงที่ถูกเลี้ยงดูโดยใครสักคน แต่เขาก็ไม่รู้สึกว่าเธอต่ำต้อยแม้แต่น้อย เพราะความรู้สึกนี้มาจากความไม่มั่นใจในตัวเอง
แต่ถึงแม้ว่าเธอจะถูกเลี้ยงดูโดยใครสักคนจริง ๆ โม่เฟิงก็ไม่มีความคิดที่จะยอมแพ้ง่าย ๆ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจ กล้าพูดออกไปว่า “เบอร์โทรศัพท์ของคุณอะไรเหรอ? ถ้ามีอะไรผมจะได้ติดต่อคุณ และถ้าคุณรู้สึกแย่ก็จะได้ติดต่อผมได้ง่าย ๆ เพราะคุณคงไม่ได้เจอผมบนถนนบ่อย ๆ หรอก!”