บทที่ 13 หมู่บ้านเห็ดฟาง
เช้านี้อันผิงก็ตามอันหยางและอาจางฝายไปขายผักกาดขาวเป้าหมายของอันผิงคือหวังไปเจอเหล่าสะใภ้ที่แลกเปลี่ยนข่าวสารกัน ฟังแล้วเพลินดี
ส่วนเถ้าแก่อู๋เห็นผักกาดขาวที่บ้านอันนำมาขาย สีหน้าพึงพอใจอย่างมาก เพราะแต่ละหัวมีขนาดใหญ่มากนั้นเอง
“ที่บ้านยังมีอีกไหม” เถ้าแก่อู๋เอ่ยถาม
“ยังมีอีกขอรับท่านแม่เห็นว่าหัวมันใหญ่เลยเก็บมาตะกร้าเดียวก่อน” อันหยางตอบ
“ดีๆ” พูดจบก็จ่ายเงินให้หนึ่งพวง
อันผิงคำนวณอยู่ในใจ ผักกาดขาว 1 ตะกร้า มี 10หัว ที่บ้านยังเหลือไม่ต่ำกว่า 30 หัวได้มาตั้ง 100 อีแปะแล้ว ขายหมดได้มาราวๆ 300 อีแปะ นี่ยังไม่รวมผักก่อนหน้านี้ ต่อให้หักค่าเมล็ด หรือจ้างคนมาช่วยก็ยังได้กำไร รวมกับเห็ดฟางที่ขายได้ราคาแพงมากครอบครัวของเราตอนนี้ก็ถือร่ำรวยแล้วสิ คิดแล้วจึงยิ้มอย่างอารมณ์ดี
เมื่ออันหยางรับเงินเสร็จ อันผิงก็ดึงอันหยางไปที่ร้านหมั่นโถวและนั่งกินที่ร้าน อันผิงมองหมั่นโถวสีขาวตรงหน้า และนึกถึงโลกปัจจุบันที่หมั่นโถวจะมีสีสันกว่านี้ มีสีเหลืองเพราะทำจากฟักทอง หมั่นโถวสีม่วงที่ทำจากมันม่วงสีเขียวที่มาจากชาเขียว สมองน้อยๆ ก็วาดฝันไว้ว่า ถ้าอีกสัก 2 ปี เธอก็จะอายุเจ็ดขวบ บางทีอาจชี้นำท่านแม่ให้ทำหมั่นโถวมีสีเหล่านี้ขึ้นมาแล้วนำเอาวิธีทำไปขายให้พวกเหลาอาหาร เหมือนตัวละครทะลุมิติมาที่ตัวเอกทำอาหารเป็ และขายสูตรแต่ละครั้งได้หลายร้อยตำลึง แค่คิดก็มีความสุขแล้ว
ถึงแม้เธอจะทำอาหารหรือขนมไม่เป็ก็เถอะ แต่เธอมีไอเท็มค้นหาแค่พูดว่าค้นหา เอ่อ ตอนนี้ยังดีกว่า ยังไม่อยากรู้
เมื่อออกจากความคิดที่ดูเหมือนจะมีสาระมั้งนะก็หันไปสนใจเหล่าสะใภ้ที่มานั่งจับกลุ่มคุยกันไม่ไกลบางทีการพูดคุยคงเป็การผ่อนคลายจากการทำงาน
“นี่ได้ยินข่าวว่าเมื่อวาน บ้านจางฝายซ่อมบ้าน”
“ใช่ สามีข้าเป็คนไปทำเองทีแรกข้าก็กลัวว่าจางฝายจะไม่มีเงินจ่ายค่าแรง แต่สามีบอกว่าเขามัดจำมาแล้ว”
“ฮะ จริงเหรอ ไปได้เงินนั้นมาจากไหน”
“ทำงานบ้านอันไง สามีข้าอยากรู้ จางฝายจึงบอกว่าได้ค่าแรงไปส่งเห็ดครั้งละหนึ่งตำลึงเงินเขาเล่าโดยไม่ปิดปัง คงกลัวคนเข้าใจบ้านอันผิดๆ”
“เห็ดอะไรถึงให้ค่าแรงขนาดนั้นไม่ใช่ว่าสะใภ้อันสงสารบ้านจางฝายนะ นางก็เพิ่งขายเห็ดหลินจือได้เลยใจดีช่วยเหลือบ้านจางฝาย สงสัยสะใภ้อันจะลำบากจนเลอะเลือนเสียแล้วคราวก่อนเห็นว่าจ่ายค่ารักษาให้บ้านหลิว ถ้านางทำแบบนี้ข้ากลัวคนไม่ดีจะไปเอาเปรียบเอา”
“ข้าไปถามป้าโจวมาแล้ว นางบังเอิญเพาะเห็ดได้ชื่อว่าเห็ดบัว ขายได้ชั่งละหนึ่งตำลึงเงิน ที่เห็นๆ จางฝายแบกไปนั่นแหละตะกร้านั้นข้าว่าไม่ต่ำกว่า 10 ชั่ง แค่คิดก็ไม่แปลกแล้วที่ให้ค่าแรงบ้านจางฝายได้ในราคาขนาดนั้น”
“ฮะ เห็ดอะไรราคาแพงขนาดนั้น”
“ป้าโจวว่า คนรวยนิยมกินกัน เลยไม่เกี่ยงราคา”
สะใภ้ที่เหลือตาลุกวาว ต่างแย่งกันถาม
“ป้าโจวรู้วิธีปลูกไหม”
“ใครมันจะบอกวิธีทำเงินกับคนนอกกันเล่าเป็เ้าจะบอกไหมล่ะ” พูดมาถึงตรงนี้แต่ละคนก็ทำหน้าเจื่อนเพราะมองกลับกันพวกนางต้องเก็บเป็ความลับของครอบแล้ว สืบทอดให้ลูกหลานแต่อีกคนกลับพูดขึ้นอย่างพยายามมองโลกในทางเข้าข้างตัวเองว่า
“แต่สะใภ้อัน จ่ายค่าแรงให้จางฝายได้ตอนถังหูลู่นางยังไม่ออกมาโวยวายเลย ถ้าเป็ข้าต้องไปยืนด่าพวกเ้าแล้ว พวกเราลองหน้าด้านไปถามนางกันเผื่อชีวิตนี้จะได้ลืมตาอ้าปาก มีเงินเก็บสำรองไว้ให้ลูกหลานบ้างแต่ถ้านางไม่บอกก็ไม่เป็ไร”
พูดจบพวกเขาก็พยักให้หน้ากันอย่างเห็นด้วย
ส่วนอันหยางที่ได้ยินดูมีสีหน้าหนักใจ ส่วนอันผิงไม่ได้คิดอะไรมากเพราะมองดูคนในหมู่บ้าน ส่วนมากถือว่ายากจนค่อนไปทางปานกลาง เพราะดูจากเสื้อผ้าซึ่งไม่รู้ว่าพอบอกฐานะได้ไหม แต่ที่โต๊ะที่พวกนางเหล่าสะใภ้นั่งมีแค่สองคนที่สั่งหมั่นโถวมากิน เมื่อวานอันผิงจำได้ว่าเป็อีกสองคนที่สั่งเหมือนวนกันสั่งเพื่อให้มีที่นั่งให้ได้พูดคุยกัน ซึ่งถ้าช่วยได้ก็คงเป็เื่ที่ดี
เมื่อกลับมาถึงบ้าน อันผิงยังอิ่มอยู่ มีเพียงอันหยางที่กินข้าวเช้าวันนี้ท่านแม่ไม่ได้ตามอาจางฝายไปในเมือง มอบหน้าที่นี้ให้เขาไปเพียงลำพัง
อันผิงนั่งนึกถึงพรที่ขอไปเมื่อวานวันนี้จึงค่อนข้างจับจ้องอันหยางว่าเขาจะไปขุดหาหยกไหม ปฏิกิริยาเดียวที่เห็นคือ ตอนเช้าเขาไปยืนแถวๆใต้ต้นหูกวาง แต่ไม่ได้ลงมือทำอะไร ไม่รู้ว่าความบังเอิญไหมแต่นั่นก็ทำให้อันผิงชื้นใจขึ้นมาบ้าง
เป็ไปตามที่คาด ป้าโจวพาเหล่าสะใภ้ที่พูดคุยกันเมื่อเช้ามาที่บ้านพวกนางไม่ได้มามือเปล่า มีของติดไม้ติดมือมาด้วย ไม่ว่าผักต่างๆ ที่หาได้ในป่าเมื่อท่านแม่ได้ฟังเื่ราว จึงเรียกอันหยางออกมาอธิบายวิธีทำเห็ดฟางฟังจบเหล่าสะใภ้กล่าวขอบคุณ เพราะวิธีทำนั้นไม่ยากเลยสำคัญคือต้องไปหาเม็ดบัวที่ขึ้นรา ซึ่งท่านแม่ด้วยความเป็คนดีจึงรับปากจะให้เม็ดบัวขึ้นราที่ได้มา
แต่ป้าโจวขัดขึ้นมาว่า ถ้าไม่ขึ้นก็อย่ามาโทษกันอันผิงแอบยกนิ้วโป้งในความหมายว่าเยี่ยมให้กับป้าโจว เหล่าสะใภ้ต่างตกลงยินดีอาจเพราะมีความหวังอยู่ในใจ จากที่บ้านจางฝายที่มีเงินซ่อมแซมบ้านจากนั้นเหล่าสะใภ้จึงกล่าวขอบคุณ และพากันกลับไปเพราะต้องไปหาฟางข้าวมารดน้ำเสียก่อน พรุ่งนี้จะกลับมารับเม็ดบัว
“ลำบากเ้าแล้ว” ป้าโจวเอ่ยขึ้นสีหน้าของท่านป้าลำบากใจจริงๆ ไม่ได้เสแสร้ง
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ” ท่านแม่กล่าวตอบอย่างยิ้มแย้ม“ถือว่าช่วยเหลือกัน ถ้าเพาะได้หน้าหนาวปีนี้พวกเขาจะได้ไม่ลำบากมาก เด็กๆ จะได้กินอิ่มตอนหน้าหนาว”
ป้าโจวพยักหน้าเห็นด้วย นางอาศัยอยู่หมู่บ้านหยางย่อมต้องอยากให้คนในหมู่บ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น หน้าหนาวของทุกปีต้องมีคนเสียชีวิต เพราะเตรียมความพร้อมไม่ดีพอ
เมื่อป้าโจวกลับบ้านไปแล้ว ท่านแม่ก็หันมาพูดกับอันหยาง อาจเพราะจับสังเกตสีหน้าไม่พอใจของเขาได้ คนภายนอกอาจเข้าใจว่า เด็กๆ เมื่อโดนขัดจังหวะการเล่นมักจะชักสีหน้าเป็ปกติ
“เรามาอาศัยหมู่บ้านนี้อยู่ มีอะไรช่วยได้ก็ต้องช่วยพวกเขาไม่ได้ร่ำรวย ตอนเราลำบาก พวกเขาก็ได้แบ่งพวกของป่าที่หามาได้มีงานอะไรก็มาบอก ถึงจะไม่มีเงินให้หยิบยืมก็เถอะต่อไปถ้าเอามาเป็อาชีพปลูกเห็ดขายได้ พวกเขาก็จะสบาย กลายเป็หมู่บ้านหยางขายเห็ด”
อันหยางพยักหน้ารับอย่างจำใจ เพราะคงเข้าใจในจุดนี้ส่วนอันผิงกำลังกังวลว่า ถ้าพวกเขาปลูกไม่ขึ้นจะเป็เื่ไหม ต่อให้รับปากว่าจะไม่มาโทษเพราะเื่ท่านแม่เพาะเห็ดแล้วขายได้ชั่งละหนึ่งตำลึงเงิน ดังไปทั่วหมู่บ้านแล้วคนเราถ้าตั้งความหวังไว้เวลาผิดหวังอาจจะมีโทษท่านแม่ลับหลังว่าบอกวิธีการทำไม่หมดเพราะท่านแม่ไม่ยอมปฏิเสธไปแต่แรกแบบนี้จะกลายว่าพวกเขาเข้าใจผิดว่าบ้านอันกลั่นแกล้ง
เพื่อความสงบสุขของครอบครัวเล็กๆ นี้ สงสัยว่าวันนี้ต้องขอพรให้หมู่บ้านหยางเพาะเห็ดฟางขึ้นเสียแล้วหลังจากนั้นพวกเขาจะเอาไปให้ญาติพี่น้องต่างหมู่บ้านทำบ้างถ้าไม่ขึ้นก็คงมาโทษอะไรท่านแม่ได้อีก เพราะตัวพวกเขาดันเพาะกันขึ้นและก็ไม่มีใครเพ่งเล็งสงสัยมายังครอบครัวเธอ
คิดได้ดังนั้น ก็ขอพรทันที
‘ข้าขอไอเท็มให้คนในหมู่บ้านหยางเพาะเห็ดฟางขึ้นภายในสามวัน ยกเว้นบ้านเฒ่าหวัง และเถ้าแก่อู๋’เถ้าแก่อู๋เป็พ่อค้าคนกลางอยู่แล้ว ถ้าเขาปลูกได้อีกไม่แน่เขาอาจกว้านซื้อฟางข้าว เม็ดบัวขึ้นรา ตัดหน้าชาวบ้าน ส่วนตาเฒ่าหวังถึงจะไม่เคยเจอ แต่จากการที่เขาเป็ลมสองชั่วโมงบ่อยๆก็ไม่สมควรได้พรพวกนี้อยู่แล้ว
แสงสีขาววิ่งผ่านมาในหัว อันผิงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกแต่ไม่คิดว่าท่านแม่จะเห็น และหัวเราะพร้อมเย้าเธอว่า
“ผิงเอ๋อร์ รู้จักหนักใจแล้ว ไหนบอกแม่ซิใช่เื่เดียวกับอันหยางไหม”
อันหยางเห็นน้องสาวหนักใจ นึกว่าเป็เื่เดียวกัน คงเพราะเคยสอนน้องสาวเื่แบ่งปัน จึงดูร้อนตัวเป็พิเศษ
“ไม่ๆ น้องสาว พี่ใหญ่เข้าใจแล้ว นั่นคือการทำความดีถ้าทำสิ่งที่ดี ท่านเซียนก็เมตตาเรา” อ้างไปถึงท่านเซียนเชียวด้วยกลัวพี่ชายจะคิดมาก อันผิงจึงได้แต่ตอบรับไปว่า
"เ้าค่ะ ท่านเซียนเมตตาเรา” จะคิดคำตอบตลกๆก็นึกไม่ออก ก่อนมาโลกนี้เธอก็แค่พวกชอบฟัง ไม่ทันมุกตลกใครเขาด้วยสิ
แต่คำตอบรับของอันผิง ทำให้อันหยางโล่งใจ
ยามอู่(11.00-13.00) อาจางฝายก็กลับมาจากในเมืองเอาเม็ดบัวขึ้นรามาให้ที่บ้านด้วย เขาบอกว่าทำตามที่ท่านแม่สั่งแวะไปถามร้านอื่นๆและขอรับซื้อกระสอบที่ขึ้นรามาในราคา 20 อีแปะต่อถุงเมื่อมีคนเสนอราคา แน่นอนพวกร้านค้าเ่าั้ย่อมขาย ดีกว่าเอาไปทิ้ง
อันผิงคิดว่าในอนาคตเม็ดบัวที่เสียแล้วแบบนี้ น่าจะขายได้ราคาเพราะต้องมีคนจับจุดได้บ้างว่า เอามาเพาะเห็ดได้ คนโบราณที่ฉลาดก็มีเยอะอยู่ ไม่อย่างนั้นมันจะมีวิวัฒนาการมาถึงโลกปัจจุบันหรือ
ก่อนที่อาจางฝายจะกลับ ท่านแม่ก็แนะนำให้เขาปลูกเห็ดบัวและเรียกอันหยางให้มาอธิบายวิธีปลูกเห็ดบัวให้อาจางฝายฟังคราวนี้อันหยางไม่แสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างเมื่อเช้า เขายิ้มรับด้วยความเต็มใจส่วนหนึ่งอาจเพราะเห็นความลำบากของครอบครัวจาง
ส่วนอาจางฝายนั้นกล่าวขอบคุณไม่หยุด ั้แ่ที่มาทำงานรับจ้างท่านแม่ สีหน้าของเขาก็มีแต่รอยยิ้มก็นั่นแหละจะมีใครใจป้ำอย่างท่านแม่ ให้ค่าแรงวันล่ะหนึ่งตำลึงเงินล่ะเพราะท่านแม่เป็คนดีแบบนี้หรือเปล่า ์จึงส่งเธอและพร์ขอพรมาให้
อันผิงไม่พลาดโอกาส จึงขอติดตามไปด้วยอาจางฝายเลยไปเอารถเข็นมาให้เธอนั่ง บ้านของครอบครัวจางนั้นสภาพแย่กว่าบ้านเธอมากถึงตัวบ้านจะเป็ไม้ แต่ก็ผุพังไปเยอะหลังคาบ้านเหมือนเพิ่งจะได้รับการซ่อมแซมอย่างที่เหล่าสะใภ้คุยกัน บริเวณบ้านมีหญ้าคาที่เปื่อยและขาดแหว่งกองสุมๆไว้อยู่ คาดเดาว่าเป็หลังคาเก่าที่รื้อออกมา ที่กองเอาไว้คงเอาไว้เป็เชื้อเพลิง
สองพี่น้องวิ่งออกมาหาคนเป็พ่อ ในวันนี้ใบหน้าของเด็กทั้งสองดูแจ่มใสและตื่นเต้น คงเพราะความเป็อยู่ที่ดีขึ้นมาในสองสามวันนี้ดูจากเสื้อผ้าที่พวกเขาใส่ อาจางฝายคงซื้อสำเร็จมาจากในเมืองถึงจะเป็เพียงแค่ผ้าดิบก็เถอะ
เด็กหญิงจางชิวเหมยผู้แสนขี้อายพอวิ่งออกมาเจอเธอและอันหยางก็กลับไปหลบอยู่หลังพี่ชายของตนต่อคอยชะเง้อแอบมองเป็ระยะ
อันผิงจำได้ว่าพกลูกอมมาด้วย จึงหยิบออกมายื่นหลอกล่อเด็กน้อยมองพี่ชายและพ่อ พอพวกเขาพยักหน้าจึงออกมารับพอเอาเข้าปากก็ยิ้มตาหยีอย่างชอบใจ ของหวานกับเด็กอะนะ
ภาพที่เห็นตรงหน้าจึงทำให้อันผิงรู้สึกดีใจตามไปด้วยอาจางฝายทิ้งให้อันหยางและอันผิงอยู่บ้าน ส่วนตัวเขาเข็นรถไปขอฟางข้าวจากชาวนาจางเหล่าพาสองพี่น้องไปเยี่ยมท่านแม่ของเขา
สะใภ้จางรูปร่างผ่ายผอมมาก นอนอยู่บนเตียงนอน เธอยิ้มให้เด็กๆและบอกให้พากันออกไปเล่นข้างนอก ทั้งสี่จึงนั่งเล่นกันอยู่นานอาจางฝายจึงขนฟางข้าวกลับมา อันหยางจึงยืดตัวขึ้นอย่างคุณครูผู้ทรงภูมิความรู้อธิบายและทำขั้นตอนต่างๆ ให้อาจางฝายดู โดยที่สองพี่น้องจางมองด้วยสายตาชื่นชมอันหยางยิ่งชอบใจในท่าทางของตัวเอง เขาถึงกับเอาแขนไขว้ไว้ข้างหลัง เหมือนคุณครูเดินตรวจนักเรียน
อันผิงถึงกลับกลั้นหัวเราะไว้ และอยากจะเข้าไปหยิกแก้มเขาแรงๆด้วยความหมั่นเขี้ยว
ยามเว่ย(13.00-15.00) อาจางฝายจึงพาๆ เด็กมาส่งบนรถเข็นเพิ่มจางชิวเหมยมาอีกคนเด็กน้อยสองคนจึงชี้โน่นนี่กันไปตามข้างทางว่ามันมีชื่อเรียกว่าอะไรบ้างแม้จะน่าเบื่อสำหรับอันผิง แต่ก็ดีกว่าฟังอันหยางท่องหนังสืออยู่ที่บ้านหรือออกมาเดินวนๆ อยู่ในบริเวณบ้านเท่านั้น ตอนนี้เธอจึงเล่นไปด้วยกับจางชิวเหมย
เมื่อถึงบ้าน ตอนอันผิงบอกลา เด็กน้อยมองด้วยตาละห้อยสงสัยคงถูกใจเพื่อนเล่นอย่างเธอ เมื่อครอบครัวจางไปแล้วอันผิงจึงนั่งดูท่านแม่เย็บผ้าในส่วนของท่านแม่ตามคำที่เด็กๆ ร้องขอส่วนอันหยางหายไปทางหลังบ้าน ท่านแม่คงคิดว่าเขาคงไปให้อาหารไก่ส่วนอันผิงตาเป็ประกาย ทีแรกอยากตามไป แต่ไม่อยากไปกดดันอันหยางจนถึงเวลาอาหารเย็น อันผิงจึงอาสาไปตามคนเป็พี่
พอไปถึงหลังบ้าน ก็เห็นอันหยางขะมักเขม้นขุดดินตรงที่เธอขอพรฝังหยกไว้แต่ด้วยความเป็เด็กจึงขุดได้ไม่ลึกมาก จากที่เห็นพรุ่งนี้ขุดอีกทีน่าจะถึงตรงที่ฝังหยกเอาไว้เมื่อได้ยินเสียงเดินมาหยุดตรงหน้า อันหยางจึงเงยหน้าขึ้นมามองน้องสาว
“กินข้าวเย็นเ้าค่ะ” บอกสาเหตุที่มาไม่ถามเขาว่าทำอะไร ดูเหมือนเขาจะโล่งใจที่น้องสาวไม่ถามไปมากกว่านั้น เขาลุกขึ้นและให้อันผิงเดินนำไปก่อน และเขาก็ตามมา
ส่วนอันผิงนั้นยิ้มกริ่ม นึกว่าจะเสียพรข้อนี้ไปเสียแล้วกลัวว่าเขาจะจำความฝันนั้นไม่ได้ ตื่นมาก็ลืม แต่จากการกระทำของเขาอันผิงคิดเข้าข้างตัวเองว่า คงได้ผลล่ะ นึกถึงหน้าท่านแม่ตอนเจอกล่องหยกจะเป็อย่างไรนะเท่านี้พวกเราจะมีเงินสำรองเพิ่มขึ้นอีก ดีที่สุดเลย
“น้องสาวยิ้มดีใจอะไร” อาจเพราะยิ้มนานไปหน่อยอันหยางจึงเห็นเข้า
“มีความสุขเ้าค่ะ” ก็เพราะครอบครัวจะมีเงินเพิ่มขึ้นอีกเธอจะได้อยู่อย่างไม่ลำบากนะสิ
อันหยางจึงยิ้มกว้างตาม ใช่ั้แ่น้องสาวหายป่วยท่านแม่เจอเห็ดหลินจือ ครอบครัวเขาก็สบายขึ้น ผักที่ปลูกก็งาม ขายได้ราคาดีและตอนนี้เห็ดบัวที่ราคาแพงนั่น ถึงแม้ว่าจะต้องแบ่งวิธีเพาะให้กับชาวบ้านก็เถอะครอบครัวเขาคงไม่กลับไปเป็เหมือนเมื่อสองปีก่อน ที่ต้องประหยัดไปเสียทุกอย่างเพื่อนำเงินไปรักษาน้องสาว