หลังจากวันนั้น จ้าวหยางหลงและหลี่เยว่ซินก็มิได้พบเจอกันอีก มีเพียงมามาจากในวัง และคนของกรมพิธีการ มาจัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้สำหรับพิธีการเท่านั้น
ผู้คนทั้งในตำหนักหย่งอ๋องและจวนสกุลหลี่ ต่างยุ่งวุ่นวายอยู่กับการปัดกวาดเช็ดถูก ตกแต่งสถานที่
“ท่านอ๋อง บ่าวเตรียมเรือนทางซีกตะวันออกไว้สำหรับพระชายา ตามที่ท่านอ๋องรับสั่งเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เกากงกง ขันทีคนสนิทของจ้าวหยางหลง ที่พอรู้ข่าวว่าฮ่องเต้ทรงพระราชทานตำหนักใหม่ให้ท่านอ๋อง รวมทั้งยังเรียกให้เขาตามกลับมารับใช้อีก เขาแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว
ท่านอ๋องที่เขาปรนนิบัติมาั้แ่สมัยเป็องค์ชาย บัดนี้เติบใหญ่จนมีตำหนักและพระชายาแล้ว จะไม่ให้บ่าวอย่างเขาปลาบปลื้มใจได้เช่นไร
“อืม ขอบใจ” จ้าวหยางหลง รู้ดีว่าเกากงกงต้องจัดเตรียมทุกสิ่งอย่างไว้เป็อย่างดีแน่นอน เขาให้คนเตรียมเรือนไว้สำหรับหลี่เยว่ซินต่างหาก มิได้ให้นางพักเรือนเดียวกับเขา เพราะเกรงว่านางอาจจะยังมิคุ้นเคย หากต้องย้ายเข้ามาอยู่ที่ตำหนักนี้
2 วันก่อนพิธีสมรส
ผู้คนในเมืองต่างเฝ้ารอวันนี้ นอกจากงานอภิเษกสมรสของฮ่องเต้เมื่อห้าปีก่อน ในเมืองหลวงมิได้มีงานมงคลสมรสใด ยิ่งใหญ่เท่านี้อีกแล้ว
ทุกอาคารร้านค้า ต่างตกแต่งด้วยดีแดง แสดงความยินดีกับท่านอ๋อง บางร้านถึงขนาดมีสินค้าที่เฉพาะงานสมรสนี้วางขาย
บรรยากาศในเมืองหลวงคึกคักเช่นนี้ ทำให้บุรุษสกุลจินสองคนที่เพิ่งมาจากเจียงหนิงรู้สึกตื่นตาตื่นใจยิ่ง รวมทั้งยังยินดีกับญาติของพวกเขาอีกด้วย
“ซินเอ๋อร์มีงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใคร ท่านอาเ้าที่อยู่บน์คงจะดีใจ”
จินเต๋อกล่าวถึงน้องสาวของเขา จินอวี๋ ฮูหยินใหญ่สกุลหลี่ที่ล่วงลับไปแล้ว
“จริงขอรับท่านพ่อ ไม่เจอกันเกือบปี ใครจะไปรู้ว่านางจะได้ขึ้นเกี้ยวเ้าสาวเสียแล้ว”
จินเฉวียนผู้เป็ญาติผู้พี่กล่าวขึ้น ตัวเขาเองก็มิคาดว่านางจะได้ออกเรือนกับท่านอ๋อง ในจดหมายครั้งก่อน นางยังเล่าให้ฟังว่า หลิวซื่อฮูหยินรองพยายามหาคู่ให้กับนาง ไม่คาดคิดว่าจะมีราชโองการสมรสลงมาจริงๆ
ทั้งสองคนพ่อลูกสกุลจิน นำของขวัญและของฝากจากเจียงหนิงมาถึงยังจวนสกุลหลี่ คนที่ดีใจกับการมาเยือนครั้งนี้นอกจากหลี่เยว่ซินแล้ว ก็เห็นจะเป็หลิวซู่อิ๋ง นางเห็นบ่าวไพร่ขนหีบเข้ามาในลานกลางบ้าน หลี่เยว่ซินแอบคิดว่า ตาสองข้างของนางก็ขยายโตกว่าไข่ที่อยู่ในครัวเสียอีก
“ท่านพี่จิน มิได้เจอกันเสียนาน โอ้!! นี่คือจินเฉวียนหรือ ยิ่งโตยิ่งเหมือนท่าน ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ”
หลี่ิทักทายพี่ภรรยา ก่อนหันไปทักทายบุตรชายที่เดินทางมาด้วย สกุลจินมักจะเดินทางมาเมืองหลวงเพื่อทำการค้า ทุกครั้งจะแวะมาเยี่ยมเยือนที่สกุลหลี่เป็ประจำ
“คารวะท่านอาหลี่ ฮูหยินรอง”
จินเฉวียนกล่าวทักทายผู้หลักผู้ใหญ่สกุลหลี่ แต่สายตายังหันไปส่งยิ้มให้สาวน้อยที่ยืนแอบอยู่ด้านหลังของหลิวซื่อ นางคงจะเป็หลี่ชิงเหยียน น้องสาวของเปียวเม่ยของเขาแน่นอน
“ท่านเสนาบดี มิได้พบกันเสียนาน สบายดีนะ”
ถึงแม้จินเต๋อจะเป็พี่ภรรยา แต่เขาก็ให้เกียรติเสนาบดีหลี่มิได้ยกตนข่ม หรือถือศักดิ์แต่อย่างใด
“ท่านพี่จิน เชิญด้านในก่อน ข้าให้คนไปตามซินเอ๋อร์แล้ว สักครู่ก็คงจะมา”
“คารวะท่านลุง เฉวียนเกอเกอ (ท่านพี่เฉวียน) เ้าค่ะ”
หลี่เยว่ซินมาถึงก็วิ่งไปทำความเคารพท่านลุงและเปียวเกอของนาง นางเป็ลูกสาวคนโตไม่มีพี่ชายหรือพี่สาว แต่กลับได้เปียวเกอนี่แหละที่เป็เหมือนพี่ชายแท้เป็คนดูแล คอยให้คำปรึกษานางต่างๆ หลี่เยว่ซินรู้สึกดีทุกครั้งที่ลุงและเปียวเกอมาเยี่ยม
“พวกลุงต้องทำความเคารพพระชายา ถึงจะถูก ฮ่าฮ่าฮ่า”
จินเต๋ออดหยอกล้อหลานสาวมิได้
“พวกท่านอย่าแกล้งข้าซิเ้าคะ”
หลี่เยว่ซินบ่นกระเง้ากระงอด ที่ถูกล้อเลียนเช่นนี้
“เตรียมตัวไปถึงไหนแล้ว ตื่นเต้นหรือไม่ อีก2วันจะถึงวันพิธีแล้ว”
“ที่ตื่นเต้นมิใช่พิธีแต่งงานเ้าคะ แต่ตื่นเต้นกับตำหนักหย่งอ๋องมากกว่า”
นางตอบคำถามของจินเต๋อ เื่งานมงคลนางทำใจมาได้สักระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่เื่การอยู่ร่วมกับจ้าวหยางหลง นางมิเคยทำใจได้เลย ภายในหัวของนางคาดคิดไปต่างๆ นานา
“เอาเถอะๆ ลุงยังอยู่ที่เมืองหลวงสักระยะ หากตอนนั้นท่านอ๋องรังแกเ้า ลุงจะจัดการเอง”
จินเต๋อยิ้มปลอบหลานสาว รู้ดีว่าคนอย่างเขานะหรือ ที่จะจัดการหย่งอ๋องจ้าวหยางหลง หากเวลานั้นมาถึงจริง ดาบคงพาดคอเขาก่อนที่เขาจะลงมือทำการแน่นอน
หลี่เยว่ซิน พาเปียวเกอออกมาเดินเล่นในสวน พวกเขามักจะมีเื่พูดคุยกันมากมาย ทั้งจดหมายของฝากจากท่านตา ท่านยายที่เจียงหนิง คำพูดฝากมาของเปียวเม่ยจินเฟิ่ง
แต่หลี่เยว่ซินกลับมิได้สังเกตเลย ทุกครั้งมักจะมีร่างของสาวน้อยเดินตามนางมาด้วย และทุกครั้งเช่นกัน เปียวเกอของนางมักจะมีของขวัญมาฝากน้องสาวนางด้วย
“ขอบคุณเฉวียนเกอเกอ”
หลี่ชิงเหยียนหลังจากได้รับของขวัญจากจินเฉวียนก็กล่าวขอบคุณ หากบอกว่าท่านอ๋องคือบุรุษที่สตรีเมืองหลวงเฝ้าฝันถึง แต่นางกลับฝันถึงบุรุษตรงหน้าเสียมากกว่า
หากแต่นางเป็สตรี มิสมควรแสดงกิริยาดีใจจนเกินงามหลังจากรับของจากชายอื่น อีกทั้งบุรุษตรงหน้าอายุห่างจากนางเกือบสิบปี ดูจากการกระทำแล้ว เขาคงคิดกับนางแค่เพียงน้องสาวเท่านั้น
“เหยียนเอ๋อร์ เ้ากลับไปเรือนของเ้าก่อน ข้ามีเื่อยากคุยกับเฉวียนเกอเกอ”
หลี่เยว่ซิน บอกกล่าวแก่น้องสาวงนางเพื่อขอเวลาส่วนตัวกับญาติผู้พี่ จะได้พูดคุยธุระสำคัญที่นางไหว้วานไว้ในจดหมายฉบับก่อนหน้า
“ท่ายตา ท่านยายว่าอย่างไรบ้างเ้าคะ”
“นี่ของที่เ้า้า”
นางเคยได้ยินจากมารดาว่า ร้านค้าสกุลกู้ของท่านยายที่เมืองเจียงหนิงบางส่วนยังเป็ของมารดา สิ่งที่นางร้องขอ แค่เพียงให้ญาติผู้พี่สอบถามความจริงกับท่านยายของนาง
แต่ใครจะคิดว่าท่านยายของนางที่มาจากสกุลกู้นั้น จะยกร้านนั้นให้เป็ของนาง พร้อมทั้งฝากตั๋วเงินตำลึงจำนวนหนึ่งมาให้นางด้วย
“ทำไมท่านยายถึงให้ข้ามามากมายเช่นนี้”
“ท่านย่ารู้ดีว่า สินสมรส หรือทรัพย์สมบัติของแม่เ้าเหลือไม่เท่าไหร่ อาจจะไม่พอให้เ้าออกเรือนเสียด้วยซ้ำ
หากอยู่ตำหนักอ๋องแล้วลำบาก วันหน้าก็ยังพอมีให้หยิบใช้สอยบ้าง เ้าก็เก็บไว้ให้ดี อย่าให้บิดาเ้าหรือฮูหยินรองรู้เื่เป็อันขาด”
จินเฉวียนทราบข่าวทางจดหมาย ของญาติผู้น้องของเขาคนนี้ เหลือสมบัติติดตัวไม่มากแล้ว หากวันใดออกเรือนไป บ่าวไพร่ที่ตำหนักอ๋อง อาจจะดูแคลนเอาได้
เขานำเื่นี้ปรึกษาท่านปู่ ท่านย่า พวกท่านจึงเปลี่ยนชื่อร้านสกุลกู้ที่เป็สินเดิมของท่านยาย พร้อมกับตั๋วเงินยกให้แก่หลี่เยว่ซิน เพื่อเป็ของขวัญวันแต่งงาน นอกเหนือจากหีบที่ยกเข้ามาในจวนเสนาบดีตอนแรก
“ฝากขอบพระคุณท่านยายด้วยนะเ้าคะ ไว้มีโอกาสข้าต้องไปเจียงหนิงหาท่านแน่นอน”
“ไว้พี่จะบอกให้ พูดเื่ของเ้าเถิด พี่ได้ยินคนในเมืองลือกันว่า ท่านอ๋องเองก็มิได้ไม่สนใจเ้าใช่หรือไม่”
จินเฉวียนได้ยินข่าวลือที่จ้าวหยางหลงพาหลี่เยว่ซินออกไปเดินชมรอบเมือง ทั้งยังอยู่ปล่อยโคมกันอีกด้วย ดูผิวเผินเหมือนความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเป็ไปได้ด้วยดี
“แต่ก็มิได้สนใจนะเ้าคะ ข้ากับท่านอ๋องเพียงพบหน้ากัน2ครั้ง มิถือว่าสนิทชิดเชื้อหรอกเ้าค่ะ แต่อันที่จริง ท่านอ๋องจะสนใจข้า หรือมิสนใจ ข้าหาได้ใส่ใจ เพียงแค่หวังว่า วันหน้าชีวิตในตำหนักอ๋อง ขอแค่อยู่อย่างสงบสุขก็พอเ้าค่ะ”
นางหวังแค่นั้นจริงๆ มิอยากข้องเกี่ยวกับผู้ใด แล้วมิได้อยากให้ใครมาข้องแวะด้วย นางมิรู้ว่าที่ตำหนักอ๋องนั้น นอกจากท่านอ๋องแล้วนางยังต้องรับมือกลับใครอีกหรือไม่
“เอาเถอะ พี่กับท่านพ่อยังอยู่เมืองหลวงอีกสัก4-5วัน หากเกิดปัญหาใด ให้ผิงผิงมาแจ้งพี่ที่จวนสกุลจินทันที”
“เ้าค่ะ”
หลี่เยว่ซินยังอุ่นใจ ที่ครั้งนี้ท่านลุงและเปียวเกอของนางยังอยู่ในเมืองหลวง หากเกิดปัญหาขึ้นมา เกรงว่าเสนาบดีหลี่คงมิอาจจะช่วยเหลือนางได้
วันเวลาผ่านไปค่อนข้างเร็ว เช้าวันมงคลสมรสก็มาถึง หลี่เยว่ซินแทบไม่ได้หลับนอนตลอดทั้งคืน คนโน้นคนนี้จับนางลองชุดแล้วลองอีก กว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปยามโฉ่ว (01:00-02:59) แต่ปลายยามอิ๋น (03:00-04:59) มามาทั้งหลายต่างก็เข้ามาปลุกนางให้ตื่นเพื่อแต่งหน้าเตรียมตัวขึ้นเกี้ยวเ้าสาว
พอถึงฤกษ์มงคล ขบวนของเ้าบ่าวก็มาถึงจวนเสนาบดี โดยมีจ้าวหยางหลงสวมชุดมงคลสีแดง ขี่ม้าคู่ใจเดินนำขบวนมา เมื่อเข้ามาในจวนสกุลหลี่ เขาได้ทำการคารวะที่ศาลบรรพชนสกุลหลี่ ก่อนที่จะมายืนรอเ้าสาว วันนี้หลี่เยว่ซินอยู่ในชุดสีแดงที่ทางวังหลวงเป็ผู้จัดเตรียม พร้อมด้วยผ้าคลุมหน้าสีแดง
ถึงแม้จะมองไม่เห็น แต่ผู้คนที่เฝ้าชมจากหน้าประตูจวน ต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่า เ้าสาวสกุลหลี่งดงามเหมาะสมกับท่านอ๋องอย่างที่สุด
หลังจากที่หลี่เยว่ซินถูกพาขึ้นเกี้ยวแล้ว จ้าวหยางหลงจึงควบม้ามุ่งหน้าสู่ตำหนักหย่งอ๋อง เกี้ยวของหลี่เยว่ซิน ประดับตกแต่งอย่างประณีตงดงาม น้อยครั้งที่เมืองหลวงจะมีขบวนแต่งงานที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้
ขบวนเ้าสาวประโคมเครื่องดนตรี อย่างเอิกเกริกเพื่อให้เหมาะสมกับฐานะของเ้าบ่าว ที่กำลังขี่ม้านำขบวนและเ้าสาวผู้ที่อยู่ในเกี้ยว
หลี่เยว่ซิน นั่งอยู่บนเกี้ยวได้แต่นึกถึงมารดาของนางบน์ หากเมื่อเช้าคนที่หวีผมให้และกล่าวคำอวยพรให้นาง เป็มารดาซึ่งล่วงลับโลกนี้ไปแล้วจะดีขนาดไหน เพิ่งแต่ครั้งนี้บิดาให้เป็หน้าที่ของหลิวซู่อิ๋งฮูหยินรอง แต่หลี่เยว่ซินกลับเป็คนบอกปัด แล้วยกหน้าที่นี้ให้บิดาของนางเสียเอง
ใครอยากจะให้ฮูหยินรอง สตรีที่พร้อมจะแย่งทุกสิ่งทุกอย่างของท่านแม่ไป เป็คนหวีผมกล่าวอวยพรให้นางกัน ถึงแม่มารดามิได้อยู่ตรงนี้ อย่างน้อยให้คนเป็บิดาหวีผมให้นางก็น่าจะพอใช้ได้
นางยังคิดไปถึงเื่ในอนาคต หากวันในตำหนักอ๋องต้องรับพระชายารอง หรือแม้แต่อนุ นางและบรรดาสตรีเ่าั้ก็คงจะต่างคนต่างอยู่ แต่คนเช่นนางจะมิให้ผู้ใดเข้ามาข้องแวะกับทรัพย์สมบัตินาง เหมือนอย่างที่บิดาและหลิวซู่อิ๋งทำกับมารดาของนางเช่นนี้เป็แน่
ขบวนของเ้าสาวใช้เวลาพอสมควรก่อนที่จะเดินทางมาถึงตำหนักหย่งอ๋อง เนื่องจากทั้งผู้คนในขบวน จำนวนหีบสินสมรสเดิมของเ้าสาว ที่ต้องใช้บ่าวไพร่นับสิบในการแบกหาม ยังไม่รวมชาวเมืองสองข้างทาง ที่ต่างเฝ้ารอชมขบวนที่ยิ่งใหญ่ ทำให้กว่าที่จะเดินมาถึงตำหนักก็เ้าบ่าวก็ทำเอาคนที่อยู่ในเกี้ยวเกือบที่จะเคลิ้มหลับลงไป
แต่ก่อนที่หลี่เยว่ซินจะได้ไปเข้าเง๊กเซียนบน์นั้น เกี้ยวที่ใช้คนถึงแปดคนหามก็ได้หยุดและวางนางลงอย่างเบามือ เป็สัญญาณให้คนในเกี้ยวรู้ว่า บัดนี้ได้เดินทางมาถึงตำหนักเรียบร้อยแล้ว
หลี่เยว่ซินได้แต่จัดแต่งทรงผม เครื่องแต่งกาย พร้อมผ้าคลุมหน้าเพื่อเตรียมลงจากเกี้ยว
หากแต่ยังไม่เรียบร้อยดี ก็มีมือหนายื่นเข้ามาข้างใน หลี่เยว่ซินได้แต่ยื่นมือออกไป จ้าวหยางหลงเห็นมือน้อยที่ยื่นมาวางบนมือของเขา ยังให้แอบคิดเหตุใดมือของสตรีตรงหน้าถึงได้เล็กเช่นนี้
หากเขากำมือนางไว้ มือนางคงหายจมเข้าไปในมือของเขา เพียงแต่จ้าวหยางหลงแค่แบมือมิได้จับกุมมืออย่างที่ใจคิดไว้
ที่ด้านหน้าของตำหนักหย่งอ๋องที่เนืองแน่นรายล้อมไปด้วย ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ที่รอต้อนรับคู่บ่าวสาวรออยู่แล้ว จ้าวหยางหลงพาหลี่เยว่ซินลงจากเกี้ยวก็มุ่งหน้ามาทางประตูตำหนัก
ที่หน้าประตู ถูกวางไว้ด้วยกระถางไฟที่ประดับตกแต่งสวยงาม อีกทั้งยังโชยกลิ่นอ่อนยามที่ต้องลมพัด เปลวไฟที่กำลังลุกไหม้สว่างไสว คล้ายกับเป็แสงอวยพรการเริ่มต้นชีวิตคู่ของพวกเขา นอกจากนี้ความร้อนจากเปลวไฟ ยังพร้อมที่จะแผดเผาสิ่งชั่วร้ายอัปมงคลต่างๆ ให้วอดวายไปจนหมดสิ้น
“ขอเชิญเ้าสาวเข้าตำหนัก”
ทันทีที่ได้ยินเสียงของคนในพิธี หลี่เยว่ซินเตรียมที่จะก้าวขาข้ามกระถางไฟ พลันรู้สึกว่ามือที่แต่เดิมวางไว้บนมือบุรุษด้านข้างนั้น ถูกกำแน่น พร้อมทั้งยังรู้สึกว่าคนด้านข้างเพิ่งความระมัดระวังแกตนมากขึ้น ทั้งๆ ที่อีกข้างหนึ่งของนางก็มีผิงผิง คอยประคองอยู่ด้วยแล้ว
ทั้งคู่เดินเข้ามาด้านใน ต่อจากกระถางไฟก็เป็อานม้า หลี่เยว่ซินยกขาข้ามไป พร้อมแอบอธิษฐานในใจว่าให้ชีวิตคู่ของนางต่อจากนี้สงบสุขอย่างที่นางตั้งใจ
เ้าบ่าวและเ้าสาวเดินข้ามกระถางไฟและอานม้าเพื่อความเป็สิริมงคล เป็สัญลักษณ์ของการเริ่มต้นชีวิตคู่ พร้อมเสียงของคนทำพิธีที่กล่าวคำอวยพรให้การแต่งงานนั้นดำเนินไปอย่างราบรื่น สงบสุขร่มเย็น
ภายในโถงตำหนัก หลี่ไทเฮา จ้าวเทียนหลงฮ่องเต้ ฮองเฮา นั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธานในพิธี สายตามมองคนทั้งคู่ที่กำลังเดินมาด้วยรอยยิ้ม ถัดลงมาเป็เสนาบดีหลี่ผู้เป็บิดาของหลี่เยว่ซิน
เมื่อทั้งสองยืนอยู่หน้าพระพักตร์ จางกงกงเป็ผู้นำพิธีและบอกกล่าวขั้นตอนแก่บ่าวสาว
“บ่าวสาวกราบไหว้ฟ้าดิน”
“บ่าวสาวครองคู่ รักใคร่ปรองดอง”
“หนึ่ง คำนับฟ้าดิน …..ฟ้าดินเป็พยาน คำนับ!”
“สอง คำนับบิดามารดา ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง คำนับ!”
“สาม บ่าวสาวคำนับซึ่งกันและกัน รักใคร่กลมเกลียว ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร คำนับ!”
“เสร็จพิธี ส่งตัวเข้าหอ”
หลี่เยว่ซินถูกประคองเข้ามาในห้องหอ ที่ถูกตกแต่งด้วยอักษรมงคลสีแดง โต๊ะตรงกลางมีเหล้ามงคลถูกวางไว้ นางได้แต่นั่งรอเวลาที่จ้าวหยางหลงจะเข้ามาเพื่อทำพิธีสุดท้าย
มามาาุโจากในวังยังอยู่ในห้องพร้อมกับนาง หากไม่แล้วจะให้ผิงผิงไปหาซาลาเปา หรือบะหมี่ร้อนๆ สักชามมาให้นางรองท้องแน่นอน
ในขณะที่นางนั่งแบกท้องรออย่างใจจดจ่อนั้น จ้าวหยางหลงที่อยู่ด้านนอกก็ต้องคอยส่งเสด็จ หลี่ไทเฮา ฮ่องเต้และฮองเฮา กว่าทั้ง3 พระองค์จะเสด็จกลับต่างกล่าวอวยพร พร้อมกำชับวิธีปฏิบัติตัวเป็สามีที่ดีให้เขาฟัง กว่าแเื่จะบางเบาลง สุรามงคลที่เขาดื่มลงไปก็มิใช่น้อยแล้ว
“พาข้ากลับห้องเถิด ก่อนที่ข้าจะประคองสติไม่อยู่ไปมากกว่านี้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เฟยหงรับสั่งพร้อมพาเขาออกจากวงล้อมของแขกทั้งหลาย ที่แต่ละคนพยายามจะร่วมดื่มสุรามงคลกับท่านอ๋องของเขา
ห้องหอ ตำหนักหย่งอ๋อง
หลี่เยว่ซินนั่งตัวตรงอยู่บนเตียง มิได้ขยับไปที่ใดจนกระทั่งประตูถูกเปิดออก จ้าวหยางหลงก้าวเข้ามา เขารู้ได้ทันทีว่าเหตุใดเ้าสาวของเขาถึงได้นั่งสงบนิ่งเพียงนี้
“ท่านอ๋อง ได้เวลาดื่มสุรามงคลแล้วเพคะ”
มามาาุโ เดินถือจอกสุรามงคลให้เขาทันที ที่เขาเปิดผ้าคลุมหน้าของหลี่เยว่ซิน
ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวของเขาคือ วันนี้หลี่เยว่ซินงดงามแตกต่างจากปกติที่เจอกัน นางแต่งตัวด้วยชุดสีแดง แต่งหน้าทำผม แบบที่ไม่เคยทำมาก่อน ในใจของเขาแอบรู้สึกพอใจกับการแต่งงานครั้งนี้อยู่ไม่น้อย
หลี่เยว่ซินและจ้าวหยางหลงแลกจอกเหล้ากันพอเป็พิธี เสร็จแล้วมามาจะเป็คนผูกผมของทั้งคู่ ก่อนจะตัดและให้ทั้งคู่เก็บไว้ ถือว่าเป็อันเสร็จพิธีแต่งงานแล้วจริงๆ ของวันนี้
“ท่านอ๋อง พระชายา เชิญพักผ่อนเถิดเพคะ บ่าวทูลลา”
หลังจากที่มามาาุโและนางกำนัล ขันทีออกจากห้องหอเรียบร้อยแล้ว หลี่เยว่ซินถึงขั้นถอนหายใจออกมา พร้อมลุกขึ้นไปยังโต๊ะตรงกลางที่อยู่ด้านหน้าเพื่อรับประทานอาหาร
“เฮ้อ…..นึกว่าวันนี้จะได้กินอะไรซะแล้วซิ”
นางนั่งลงกินข้าวโดยไม่ได้สนใจเลยว่าในห้องนั้น มิได้มีเพียงนางแค่คนเดียว
คืนนี้ในห้องหอถูกตกแต่งด้วยบรรยากาศที่เป็มงคล แสงเทียนที่สว่างไสว กระทบกับใบหน้าของหญิงสาว จ้าวหยางหลงความรู้สึกเหมือนโดนมนตร์สะกด ให้ลืมตัวไปชั่วขณะ
“ขอประทานอภัยเพคะ ท่านอ๋องมากินด้วยกันไหม”
หลี่เยว่ซินส่งเสียงขึ้นมาหลังเห็นสายตาที่จ้าวหยางหลงส่งมาให้
“เ้ากินเถอะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว จะได้เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็เข้านอน”
พอพูดประโยคนี้จบ จ้าวหยางหลงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า คืนนี้พวกเขาแต่งงานกันแล้ว ต้องนอนร่วมเตียงกันด้วย ทำให้จิตใจของเขาประหม่าเล็กน้อย
อายุเขาปาเข้าไป25 ปีแล้ว หากถามว่าเื่ชายหญิงเขาเองก็รู้มาบ้าง ถึงไม่ได้ช่ำชองแต่ก็มิได้ไม่ประสีประสา ยามอยู่ซินโจว หากว่าจากการศึก พวกแม่ทัพ นายกอง มักจะนัดแนะกันไปหอสุรา ทั้งดื่มด่ำกับสุรา หรือจะเคล้านารี หากบอกว่าเขาเป็หนุ่มบริสุทธิ์ก็คงจะพูดได้มิเต็มปาก เพียงแต่ว่าเขายังมิเคยร่วมเตียงประสานหยินหยางกับใครก็เท่านั้น
ครั้นพอนึกถึงหญิงสาวตรงหน้า ก็ให้รู้สึกถึงอาการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เขาจึงขอตัวเพื่อไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดเตรียมเข้านอน เพื่อให้น้ำช่วยบรรเทาอาการเ่าั้ให้ทุเลาลง
ครั้นพอออกมาจากฉากกั้นด้านหลัง ที่เตรียมไว้สำหรับอาบน้ำ ภาพที่เขาเห็นคือหลี่เยว่ซินที่ยังอยู่ในชุดเ้าสาว กำลังจัดเตรียมตั่งตัวใหญ่ในห้อง พร้อมปูผ้าไว้คล้ายกับที่นอน แล้วยังเปิดตู้เพื่อหาผ้าห่มและหมอน
“นั่นเ้าจะทำอะไรหนะ”
“เตรียมที่นอนของหม่อมฉันอย่างไรเล่าเพคะ”
“เตรียมที่นอน!! หมายความว่าเ้าจะนอนบนตั่งนั้นรึ”
“เพคะ”
พอจบคำพูดของนาง ที่นอนชั่วคราวก็พร้อมนอนเรียบร้อย จ้าวหยางหลงนึกไปถึงคำพูดของนางเมื่อหลายวันก่อน ที่นางบอกว่าแต่งงานแล้วต่างคนต่างอยู่ ดูท่าทางว่านางจะจริงจังเสียด้วย
“ท่านอ๋องคงมิได้จะให้หม่อมฉัน นอนที่ร่วมเตียง หรือนอนที่พื้นหรอกนะเพคะ หากท่านอ๋องอนุญาต หม่อมฉันของตัวไปล้างหน้าเปลี่ยนชุดก่อนนะเพคะ”
เื่แบบนี้ยังต้องมาถามเขาอีกด้วยรึ มีที่ไหน ที่คืนแรกที่เข้าหอ สามีให้ภรรยานอนที่พื้น หรือนอนข้างนอก แต่เห็นนางเตรียมตัวนอนบนตั่งเขาก็ได้แต่เลยตามเลย
หลี่เยว่ซินหายเข้าไปล้างหน้า ล้างแป้งผัดที่วันนี้เหล่ามามาต่างประโคมบนหน้าของนางไม่ยั้ง เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดที่พร้อมนอน ก่อนจะเดินออกมาจากหลังฉาก ยังคงเห็นท่านอ๋องหรือตอนนี้กลายเป็สามีนาง ยังนั่งพิงหัวเตียงมองมาที่นาง
“ท่านอ๋องมีสิ่งใดจะรับสั่งหรือเพคะ”
“ต่อไปหากอยู่กันสองคน เ้าพูดกับข้าแบบคนทั่วไปสามัญชนก็ได้ มิต้องเกรง” จ้าวหยางหลงเองก็มิชอบให้คนใช้คำาาศัพท์กับตนนัก เขาจึงอนุญาตเป็การพิเศษเฉกเช่นเดียวกับซีห่าวเพื่อนซี้ของเขาที่ซินโจว
“เพคะ เออ…..เ้าค่ะ”
“แล้วก็เ้าคิดจะนอนบนตั่งไปตลอดรึ”
“ท่านอ๋อง มิได้เตรียมเรือนทางตะวันออกไว้ให้ข้าหรือเ้าคะ ผิงผิงเข้ามาแจ้งว่าของของข้าอยู่ที่เรือนตะวันออก เพียงแต่คืนนี้พวกมามา กับขันทีในวังคงอยู่ด้านหน้าห้อง มิสามารถออกไปนอนที่เรือนนั้นได้”
ใจจริงนางคงอยากไปนอนเรือนของนางจริงๆ เสียด้วย จ้าวหยางหลงเดาสิ่งนี้อยู่ในใจ เพียงได้มิได้พูดออกมา
“ท่านอ๋อง มิต้องกังวลเ้าค่ะ ข้าถูกฮูหยินรองให้นอนในศาลบรรพชนบ่อยครั้ง นอนบนตั่งตัวนี้มิใช่ปัญหาเ้าค่ะ”
เหตุผลที่นางยกขึ้นมาให้เขาฟัง เขาควรจะใดีหรือไม่ พระชายาของเขาผ่านการนอนในศาลบรรพชนมาหลายต่อหลายครั้ง
“งั้นแล้วแต่เ้า แต่หากรู้สึกปวดเมื่อยก็มานอนบนเตียงได้ ข้ามิว่ากระไร”
ก่อนที่จะดับเทียนจ้าวหยางหลงยังหันไปบอกกล่าวหญิงสาว ด้วยเพราะรู้ว่าวันนี้นางต้องเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน บนตั่งก็ใช่ว่าจะนอนสบาย จึงอนุญาตให้นางร่วมเตียงได้
นางเพียงแต่รับคำสั้นๆ ก่อนที่จะโน้มตัวลงไปที่หมอนของนาง เพียงครู่เดียวลมหายใจเป็จังหวะเข้าออกสม่ำเสมอ บ่งบอกว่านางได้เข้าห้วงนิทราเรียบร้อยแล้ว
"แสงจันทร์ยังพอสาดส่องเข้ามาในห้อง จ้าวหยางหลงเฝ้ามองดูนางอยู่ครู่ใหญ่ จนมั่นใจแล้วว่านางสามารถหลับได้ เขาจึงเผลอหลับไปยามใดมิรู้ตัว
...................................................................
ไร้ท์ : แยกกันนอนก่อนนะท่านอ๋อง วันนี้น้องเพลียมาก ปล่อยน้องไปก่อน^^