พระอาทิตย์ขึ้นสูงนานแล้ว พวกชาวบ้านด้านในก็เริ่มทยอยพ่นน้ำปูนใสฆ่าแมลงให้ต้นข้าว ในภาพฉากการทำงานหนักนี้ สิ่งที่ขาดหายไปเห็นทีจะเป็เงาคนของตระกูลเผย
่เวลาที่เผยจี้กำลังนั่งรอกินข้าวเช้าอยู่นั้น สายตาก็คอยมองไปในทุ่งนาหน้าหมู่บ้านตลอด
เขาคิดถึงชีวิตที่ทำนาพร้อมกันกับบิดามารดาในเมื่อก่อน
“แม่ทัพเผย ต้องขอโทษด้วย ทำเต้าหู้นานเกินไปหน่อย ตอนนี้กินข้าวเช้าได้แล้ว” ในที่สุดจู้เจียงเจียงก็ทำข้าวเช้าเสร็จ เรียกเผยจี้ที่เหม่อลอยกลับมา
เผยจี้กลับไม่ถือสาที่กินข้าวช้า ถึงอย่างไรเขาเมื่อห้าปีก่อนตอนอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง ก็ไม่ได้กินข้าวอยู่บ่อยไป
แต่สิ่งที่เขาถือสามากกว่าก็คือ… “แม่นาง เ้ายืดยาดแบบนี้ เื่ทำนาเมื่อไรถึงจะเสร็จ?”
ได้ยินคำนี้ จู้เจียงเจียงเงยหน้ามองตามสายตาของเผยจี้ไป ก่อนจะทำหน้าภูมิใจแล้วพูดว่า “เื่ทำนาข้าทำเสร็จไปนานแล้ว ตอนนี้พวกเขาแค่เลียนแบบข้า ฆ่าแมลงให้ต้นข้าวเท่านั้น”
คนคนนี้ดูถูกนางใช่หรือไม่? ยุ่งเื่คนอื่นมากเกินไปกระมัง!
ถึงแม้ในใจจู้เจียงเจียงอดไม่ได้ที่จะแขวะเขา ทว่าภายนอกกลับยังจำเป็จะต้องดูแลเขาให้ดี ๆ
“ข้าวต้มเต้าหู้ เต้าฮวย น้ำเต้าหู้และยังมีชงโหยวปิ่ง ค่อนข้างเรียบง่าย แม่ทัพเผยเชิญตามสบาย”
ที่วางบนโต๊ะมีเต้าฮวยสามถ้วย น้ำเต้าหู้หนึ่งกา ข้าวต้มเต้าหู้หนึ่งหม้อ ยังมีชงโหยวปิ่งอีกหนึ่งตะกร้า ดูแล้วเข้าขั้นอุดมสมบูรณ์
นางใช้เมล็ดถั่วทำข้าวเช้าออกมาเยอะได้ขนาดนี้เชียว?
ครั้งที่สองที่กินฝีมือของจู้เจียงเจียง เผยจี้ล้วนใทั้งสองครั้ง ทำไมนางถึงเก่งไปหมดทุกเื่!
จู้เจียงเจียงใช้มือหยิบชงโหยวปิ่งหนึ่งแผ่นโดยตรง กัดคำเล็กเข้าไปในปาก เริ่มกินอย่างช้า ๆ ซึมซับแสงแดดตอนเช้าไปพลางกินข้าวไปพลาง
เมื่อเปรียบเทียบกับแซ่เผยอีกสองคนที่กินกันอย่างเอร็ดอร่อยมาก ๆ
เผยเสี่ยวอวี๋เหมือนกลัวนิด ๆ หลังจากรีบตักเต้าฮวยในถ้วยเข้าปากจนหมด มือคว้าชงโหยวปิ่งได้หนึ่งแผ่นก็หาข้ออ้างออกไปวิ่งเล่น ทิ้งจู้เจียงเจียงให้เผชิญหน้าเผยจี้คนเดียว
แต่โชคดีที่พวกเขากินข้าวในลานบ้าน ลานบ้านอยู่ตรงข้ามทุ่งนาหน้าหมู่บ้าน ทุกคนสามารถมองเห็น จู้เจียงเจียงไม่มีอะไรต้องปิดบัง ดังนั้นจึงปล่อยให้เขาค่อย ๆ กินไป
“แม่นาง เมื่อครู่ข้ามองรอบ ๆ จากหน้าบ้าน ภายในบ้านเปียกหมดแล้ว เมื่อคืนฝนตกในบ้านหลังคารั่วใช่หรือไม่?” เผยจี้พยายามเตือนสตินาง ควรซ่อมหลังคาได้แล้ว
“อืม ให้เห็นเื่น่าอายแล้ว”
จู้เจียงเจียงยอมรับสถานการณ์ลำบากของตัวเองอย่างสบาย ๆ ทำหน้าไม่สนใจ และไม่คิดจะพูดถึงเื่ซ่อมบ้าน
นางไม่รีบร้อน แต่มีคนหนึ่งร้อนใจจะตายแล้ว
“ในเมื่อหญ้าคาบนหลังคารั่วฝนเช่นนี้ ทำไมยังไม่เพิ่มหญ้าคาบนหลังคาให้หนาขึ้นเล่า?” เขาถือว่าแสดงออกชัดแล้ว? จะเหลือก็แค่ลงมือทำงานให้นางแล้ว
แต่จู้เจียงเจียงกลับยังทำหน้าเฉยเมย “ไม่ต้อง ข้าคิดจะล้มบ้านหลังนี้แล้วสร้างใหม่ อีกเดี๋ยวกินข้าวเสร็จ ข้าก็จะพาเสี่ยวอวี๋ไปหลังเขาบอกกล่าวกับปู่ย่าพ่อแม่สามี”
ตอนเพิ่งกลับมาจากโม่ถั่ว ผ่านบ้านหัวหน้าหมู่บ้าน นางจึงใช้โอกาสนี้อธิบาย พร้อมถามเกี่ยวกับเื่สร้างบ้านในหมู่บ้านมาแล้ว
อยู่ที่นี่การสร้างบ้านเป็เื่ใหญ่ ก่อนลงมือทำต้องไปเซ่นไหว้ก่อน
นางจู้เจียงเจียงเป็คนที่คิดจะทำอะไรก็ทำ ไม่ผัดวันประกันพรุ่งเด็ดขาด ดังนั้นกินข้าวเสร็จนางก็คิดจัดการเื่สร้างบ้านแล้ว
สำหรับนิสัยการทำงานรวดเร็วและเฉียบขาดเช่นนี้ เผยจี้รู้สึกตามไม่ค่อยทัน
“เ้ามีความคิดนี้ั้แ่เมื่อไร? ทำไมข้า...เอ่อ ความหมายของข้าคือ เ้าหารือกับเสี่ยวอวี๋หรือยัง?”
“ท่านหมายถึงน้องสามีข้าหรือ? ทำไมข้าต้องหารือกับนาง? ข้าคือหัวหน้าครอบครัวของบ้านหลังนี้ และเื่นี้ไม่ใช่เื่ชั่วร้ายอะไร นางไม่คัดค้านหรอก”
อาศัยบ้านที่ดีกว่า ใช้ชีวิตที่ดีขึ้น เผยเสี่ยวอวี๋จะคัดค้านได้อย่างไร?
นางคือหัวหน้าครอบครัวของบ้านหลังนี้...
เผยจี้ได้ยินคำนี้ ในใจก็มีอารมณ์บางอย่างโผล่ขึ้นมาทันที อารมณ์แบบไม่รู้ควรดีใจหรือควรเสียใจดี
ที่นี่คือตระกูลเผยของพวกเขาแท้ ๆ นางที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ถือว่าเป็ลูกสะใภ้ตระกูลเผยอย่างเป็ทางการ อย่างน้อย ๆ เขาก็ยังไม่ได้พยักหน้าตกลง
แต่นางกลับพูดออกมาตรง ๆ และเปิดเผยว่านางคือหัวหน้าครอบครัวของตระกูลเผย เื่นี้นางเก่งกว่าเขามากจริง ๆ
“อืม...” จู่ ๆ จู้เจียงเจียงรีบปิดจมูก พลันขมวดคิ้ว
น้ำปูนใสใช้พ่นของพวกชาวบ้านกลิ่นฉุนมาก กลิ่นลอยมาถึงในหมู่บ้านยังแรงขนาดนี้ ดูท่าแล้วพวกเขาคงยึดหลักยิ่งเข้มข้นยิ่งมีประโยชน์ ไปปรับสัดส่วนน้ำปูนใสกันเองเสียแล้ว
จู้เจียงเจียงทิ้งชงโหยวปิ่งในมือ ไม่พูดพล่ามทำเพลงก็ลุกแล้ววิ่งไปในทุ่งนาอย่างกะทันหัน เหลือไว้เพียงแผ่นหลังที่จากไปดั่งสายลมให้กับเผยจี้ผู้ไม่รู้สาเหตุ
“ปู่สวี่ ทุกคน! น้ำปูนใสปรับเข้มข้นไปไม่ได้ จะเผาไหม้ต้นข้าว...”
เสียงของนางดังมาแต่ไกล ชาวบ้านที่กำลังพ่นน้ำปูนใสอยู่ในนา เมื่อได้ยินก็รีบหยุดการกระทำในมือลงทันที รอนางมาอย่างตื่นตระหนก
“เผาไหม้ต้นข้าวอะไร? ทำไมเผาไหม้ต้นข้าวได้? สะใภ้เล็กเ้ารีบมาช่วยข้าดู ต้นข้าวข้านี้มีทางรอดไหม?”
ทุกคนใมาก จู้เจียงเจียงเพิ่งมาก็ถูกชาวบ้านแย่งกันดึงนางไปในนาของตัวเอง ให้นางช่วยดูต้นข้าวที่ถูกพ่นน้ำปูนใสใส่เมื่อครู่นี้ ว่าเป็อะไรหรือไม่
“ป้าโจว ป้าไม่ต้องกังวล พ่นน้ำสะอาดอีกสองครั้งให้เจือจางหน่อยก็พอ”
จู้เจียงเจียงเห็นพื้นที่ที่พวกชาวบ้านพ่นไปแล้ว บนต้นข้าวทิ้งสีขาวขุ่นไว้เต็มไปหมด จึงรีบให้พวกเขาพ่นน้ำเปล่าเจือจาง
“ได้ ๆ รีบไปตักน้ำมา ยังนิ่งอยู่ทำไม!” โจวซื่อรีบดุลูกสาวที่อยู่ข้าง ๆ
คนอื่นก็เหมือนกับนาง เรียกสมาชิกในบ้านไปตักน้ำสะอาดมา
ต่อมา ในนาก็มีละครฉากช่วยชีวิตอย่างอลหม่าน บรรยากาศนั้นเคร่งเครียดเหมือนช่วยกันดับไฟ
จู้เจียงเจียงไม่พกเครื่องมือมา ช่วยอะไรก็ไม่ได้ ทำได้แค่ตอนที่พวกชาวบ้านช่วยชีวิตกันอยู่ ช่วยแยกหินปูนวางบนคันนาให้เงียบ ๆ
หนึ่งกองเติมน้ำหนึ่งถัง แบบนี้แล้วก็ไม่กลัวผิดพลาดอีก
“สะใภ้เล็ก เ้าไปพัก ไม่ต้องทำงานแล้ว ท่านแม่ทัพยังอยู่ที่บ้านเ้านะ เ้ารีบกลับไปเถอะ อย่าทำให้ท่านแม่ทัพไม่พอใจ”
สวี่เหล่าเกินบังเอิญหันมาเห็นจู้เจียงเจียงนั่งช่วยอยู่บนคันนา ก็รีบมาไล่นางกลับไป
“หนึ่งกองเติมน้ำหนึ่งถังแบบนี้ใช่ไหม? พวกข้าเข้าใจแล้ว เ้ารีบไปเร็ว ๆ...” สวี่เหล่าเกินโบกมือไล่นางไม่หยุด ให้นางรีบกลับไป ไม่แม้แต่จะให้โอกาสนางได้เอ่ยปาก
จู้เจียงเจียงจนใจ ทำได้แค่ล้างมือแล้วหมุนตัวกลับ
ผ่านความผิดพลาดเล็กน้อยครั้งนี้ ทำให้เผยจี้เข้าใจทันที ภรรยาเขาคนนี้เหมือนเป็ที่ชื่นชอบของคนในหมู่บ้านมาก คิดไม่ถึงว่าทุกคนจะเต็มใจทำตามคำบอกของนาง?
นางทำได้อย่างไรกัน? เผยจี้เริ่มรู้สึกสนใจนางขึ้นมาแล้ว
“มีเื่นิดหน่อย หากแม่ทัพเผยทนกลิ่นนี้ไม่ไหว เลือกกลับก่อนได้ ครั้งหน้ามีโอกาสค่อยมาดื่มชา”
จู้เจียงเจียงนั่งลง หยิบชงโหยวปิ่งเมื่อครู่ที่กินไปครึ่งเดียวขึ้นมา แล้วเริ่มกินต่ออย่างช้า ๆ ยังมีการอธิบายไปหนึ่งประโยค
จู้เจียงเจียงเพิ่งพูดจบ เผยจี้ยังไม่ทันได้แสดงความคิดเห็นก็ถูกคนด้านหลังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“ที่นี่คือหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ที่แม่นางขายชาอยู่จริงหรือ? นี่คือกลิ่นอะไร ทำไมถึงไม่ได้กลิ่นหอมของชาเหมือนที่ทุกคนบอก?” น้ำเสียงของผู้หญิงที่อ่อนโยนแต่แฝงไปความไม่พอใจอย่างชัดเจนเสียงหนึ่งดังขึ้น
จู้เจียงเจียงมองไปตามเสียง เห็นแค่หน้าประตูหมู่บ้านมีรถม้าขนาดกลางหลังหนึ่ง ในรถมีผู้หญิงยื่นหน้าออกมา เป็หญิงสาวผู้อ่อนโยนที่ให้เงินรางวัลกับนางตอนไปส่งชาครั้งก่อน!?