บทที่5 จิตเทพมาร
่เวลาเดียวกันิญญาของเจียอี้ได้เริ่มถูกชุนสลักแผนที่ดวงดาวลงไปอย่างช้าๆโดยที่เจียอี้ไม่รู้ตัวเพราะเขากำลังจดจ่ออยู่กับมุกศพและผลึกอสูรที่กำลังผสานรวมกันอยู่
ถ้าเกิดเขารู้ตัวละก็ความเ็ปทางิญญาคงทำให้ร้องโอดครวญไม่ต่างจากหมูถูกเชือด
‘แค่กระตุ้นมุกศพกับผลึกอสูรนิดหน่อย มันก็ผสานรวมกันเองแล้ว ง่ายไปรึเปล่าหรือว่าคำพูดนั่นจะเป็คำโกหก’ ชุนคิดอดไม่ได้หลังเห็นมุกศพกับผลึกอสูรเป็เหมือนขั้วบวกขั้วลบที่ลงตัว
ในทุก่เวลาเดินผ่านเจียอี้จับจ้องการผสานรวมไม่ว่างตา เขาจึงเห็นว่ายิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่มุกศพก็เริ่มมีสีแดงปรากฏ ส่วนผลึกอสูรนั้นเริ่มหายไปทีละน้อย
เมื่อผลึกอสูรหายไปครึ่งหนึ่งมุกศพได้เปลี่ยนไปเป็สีแดงดำ ส่วนรูปปี่อ้านยังเด่นชัดบนมุกศพเช่นเดิมไม่ได้รับผลกระทบจากการผสานรวมครั้งนี้
มีเพียงเจียอี้เริ่มได้รับผลกระทบความรู้สึกเ็ปกับความรู้ความเข้าใจจากมรดกอสูรแล่นตรงสู่ิญญาความรู้สึกว่ากำลังก้าวผ่านไปเป็ศพเทพเริ่มชัดเจน
แม้ว่าเจียอี้อยากระบายความรู้สึกยังไม่มีโอกาสนอกจากทนรับความเ็ปไปพร้อมกับซึมซับมรดกอสูร ยังต้องควบคุมสมาธิให้นิ่งสงบหากเขาทำไม่ได้ สัญชาตญาณเขาบอกว่าจะต้องพบเจอความทุกข์ทรมานยิ่งกว่าถูกตัดเนื้อเถือหนังทีละชิ้นออกจากร่างกาย
ขณะทุกอย่างยังอยู่ในการควบคุมของเจียอี้มุกศพกับผลึกอสูรก็ผสานรวมกันเป็หนึ่งเดียวเรียบร้อย
จากเดิมมุกศพเป็สีดำตอนนี้มันมีสีแดงสดใสส่องประกายระยิบระยับ แต่รูปสลักดอกปี่อ้านหลากสียังคงอยู่และแน่นอนว่ามันแตกต่างไปจากเดิม เพราะมันไม่ได้ดูเหมือนรูปสลัก แต่มันดูเหมือนดอกปี่อ้านมีชีวิต
หลังมุกศพเปลี่ยนสภาพไปมรดกอสูรทั้งหมดได้หลั่งไหลเข้าสู่ิญญาเจียอี้ราวเขื่อนแตก ไม่ใช่แค่นั้น..การวิวัฒนาการสู่ศพเทพยังเริ่มต้นขึ้น
อวัยวะภายในของเจียอี้เริ่มส่องแสงสีทองปลดปล่อยความร้อนระอุของพลังหยางสร้างความรู้ทรมานไปทั้งร่างกายและิญญายิ่งกว่าเดิมนับร้อยเท่า สภาพอวัยวะภายในยังค่อยๆเปลี่ยนไปเป็สีทองเข้มสะท้อนแสงหลากสีให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์
กระดูก เส้นเอ็น โลหิตและกล้ามเนื้อเองยังเริ่มปลดปล่อยกลิ่นศักดิ์สิทธิ์รุนแรงยิ่งกว่าส่วนใดของร่างกาย
กว่าความรู้สึกทรมานยิ่งกว่าตกนรกของเจียอี้จะจบลงเขาก็ย่อยความรู้จากมรดกอสูรเสร็จสิ้น ร่างกายเขาเองก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอีกระดับเรียบร้อย
เมื่อเจียอี้ััได้ว่าความทรมานจางหายร่างกายพลันรู้สึกเบาสบาย เขาคิดว่าเขาได้กลายเป็ศพเทพเรียบร้อยทันใดนั้นเองประสาทััทั้งหกของเขาไม่อาจรับรู้อะไรได้ ิญญาของเขาเหมือนมีความชั่วร้ายบังเกิดสติยังเลือนราง สุดท้ายเขาก็สิ้นสติไป
.
.
.
ก๊อกก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นก่อนเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งจะดังขึ้นมา
“ซุนลูกจะนอนจะนอนไปถึงเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็ไปโรงเรียนสายหรอก”
ภายในห้องนอน
ซุนได้ยินเสียงแม่ปลุกให้ไปโรงเรียนตัวเขาถึงกับเด้งขึ้นตัวมายืนด้วยความใ
“อะไรไปโรงเรียน?” ซุนพึมพำ ในใจเกิดความสงสัยจนลืมไปว่าบนที่นอนมันยืนได้ไม่มั่นคง
โคร่ม!
“ซุนเกิดอะไรขึ้นกับลูก!” เสียงเต็มไปด้วยความเป็ห่วงของผู้เป็แม่ดังมาซุนได้ยินก็ตอบกลับไปพลางลูกขึ้นยืน
“เปล่าครับไม่มีอะไรแค่ตกเตียง”
“เป็อะไรมากรึเปล่าลูก”แม่ของซุนถามด้วยความเป็ห่วง ซุนกับรู้สึกว่ามันดูแปลกๆ แต่เขาก็ตอบกลับไป
“ไม่เป็ไรครับ”
“ดีแล้วไม่เป็อะไรรีบอาบน้ำแต่งตัว เดี๋ยวแม่เตรียมข้าวเช้าให้”
“ครับเดี๋ยวผมจะรีบไปอาบน้ำ” ซุนตอบกลับ ก่อนจะถอดชุดนอนเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวและเข้าไปอาบน้ำ
ภายในห้องอาบน้ำ
ซุนกำลังอาบน้ำพลางคิดไปว่าทำไมเขาฝันแปลกๆเหมือนมันเป็ความจริงว่าตัวเขาได้ฆ่าตัวตาย แถมพอตื่นมายังกลายเป็ศพพันปีแต่ไม่ว่ายังไงเขากลับคิดไม่ตก จนเผลอกัดลิ้นตัวเอง เพราะเขาคิดว่ากำลังฝันอยู่
โอ๊ย!
“เจ็บจริงนี่! แต่ในฝันนั่นก็เจ็บจริงไม่ใช่หรอ?” ซุนอุทานด้วยความใเขาเริ่มไม่เข้าใจตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นไม่เข้าใจว่าความเหมือนจริงที่แยกไม่ออกมันคืออะไร
แปะ!
ซุนเอาสองมือตบหน้าตั้งสติ
“อาบน้ำก่อนค่อยว่ากัน”
ผ่านไปสักพัก
ซุนได้อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยและใช้เวลาเช็ดตัวกับแต่งตัวแป๊บเดียวก็เปิดประตูออกไปจากห้อง ตรงไปสู่ห้องครัวเพื่อทานข้าว
ณ ห้องครัว
ซุนเดินมานั่งที่โต๊ะทานข้าวเป็จังหวะเดียวกับแม่ของเขาทำอาหารเสร็จพอดี
“รีบกินข้าวนะ กินเสร็จล้างจานล้างกระทะด้วย แม่จะรีบไปทำงานก่อน” แม่ของซุนวางข้าวผัดร้อนบนโต๊ะแล้วถอดผ้ากันเปื้อนวางทิ้งไว้ ก่อนเดินไปหยิบกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊ก เดินออกจากบ้านไปอย่างเร่งรีบ
ซุนเห็นว่าแม่เดินออกไปจากบ้านเขาก็หันมามองยังจานข้าวผัดครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้กินมัน
“แปลกแฮะ ปกติแม่ต้องทำผัดกะเพราหมูสับไข่ดาวเราไม่ต้องล้างจาน ล้างกระทะ และแม่เราใช้โน้ตบุ๊กไม่เป็”ความสงสัยเกิดขึ้นในใจซุน ฉับพลันภาพดาบคาตานะปักคาท้องได้แวบมาในหัวเขา
“อะไรเนี่ย”ซุนส่ายหัวตั้งสติ สายตาเขาได้เหลือบไปเห็นนาฬิกา
“แย่แล้ว จะแปดโมงช้ากว่านี้รถสองแถวไปไม่ทันแน่เลย” ซุนลุกขึ้น วิ่งไปหยิบกระเป๋าเรียนก่อนจะตรงไปยังประตู และตอนเขาจะเปิดประตูสติของเขาก็ดับวูบไป
.
.
.
“นักเรียนคนนั้นน่ะจะหลับไปถึงเมื่อไหร่ มันหมดคาบเรียนแล้วนะ” ครูชายสวมชุดขาวพูดขึ้นนักเรียนคนอื่นก็เริ่มส่งเสียง
“ซุนมันตายรึยังน่ะ”
“อดหลับอดนอนมาจากไหนวะ”
“พึ่งเปิดเรียนแท้ๆโดนเพ่งเล็งแล้ว”
“ซวยแท้”
“การบ้านท่วมหัวโดนคัดลายมือยี่สิบหน้าเป็การลงโทษแน่ๆ”
“เอ๊ะ! เสียงดังอะไรกัน” ซุนพึมพำพลางกวาดสายตาไปมองรอบๆเขาไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ ถึงมาอยู่ในห้องเรียน
‘ฝันอีกแล้ว?’ ซุนคิดในใจ เขารู้สึกว่ามันยิ่งกว่าฝันซ้อนฝันทันใดนั้นสติเขาก็ดับวูบอีกครั้ง แต่ก่อนจะหลับไป เขาเห็นทุกคนในห้องเรียนเป็เงาดำกำลังยิ้มอย่างชั่วร้ายไม่ต่างจากปีศาจ
.
.
.
“เฮ้ย! มันเกิดอะไรขึ้นวะ” ซุนสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากโซฟา สายตากวาดมองไปรอบๆเห็นว่าเป็ในบ้านของเขา
“อ้าว! ไหงเรามานอนอยู่บนโซฟาที่บ้านได้” ซุนเกิดความสงสัยสายเขาก็มองเห็นแม่เขาที่กำลังเดินมาพร้อมกับจานผลไม้ พอเขากะพริบตาแม่เขาที่ถือจานผลไม้กลับกลายเป็เงาปีศาจ เขาจึงอดขยี้ตาไม่ได้
“ตาฝาดไปหรอ?” ซุนเกิดความรู้สึกยากบรรยาย เขาเริ่มไม่แน่ใจว่ากำลังฝันหรืออะไรแต่พอแม่เขาวางจานผลไม้สายตาเขาก็แปลกไป
“อ่ะลูกตื่นพอดี มากินทุเรียนกัน แม่พึ่งปอกเสร็จ”
ซุนได้ยินแม่เขาบอกว่าทุเรียนสายตาเขาจ้องแม่เขาเหมือนคนแปลกหน้า เขาไม่คิดนอนอยู่บนโซฟาอีกต่อไป ทันใดนั้นก็ลุกขึ้นและเดินออกไปห่างจากแม่เขา
“ลูกจะไปไหนน่ะ”แม่ซุนถาม ซุนกลับไม่ตอบ แค่จ้องมองจนแน่ใจว่ามันคือทุเรียนจริงๆ เขาถึงพูด
“แกไม่ใช่แม่แม่ไม่มีทางชวนกินทุเรียน แม่โคตรจะเกลียดทุเรียนจนเข้าใกล้ไม่ได้จะมีก็แค่ความคิดของฉันที่อยากให้มันเป็แบบนี้”
“บัดซบรู้ตัวได้อย่างไร” แม่ซุนพูดออกมาด้วยเสียงของชายชรา วินาทีต่อมาความรู้สึกเหมือนสติจะดับวูบก็เกิดขึ้น
“ไอ้เวรเอ๊ยคิดว่าทำให้หมดสติได้อีกรึไง” ซุนะโเสียงดังลั่นและกำหมัดขวาต่อยหน้าตัวเองจนได้สติตอนหมัดกระแทกหน้าความจริงกับภาพลวงตาเหมือนจะแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
“เป็ไปไม่ได้หลุดจากการควบคุมได้ยังไง ข้าเป็ถึงจิตเทพมาร”
“ไปถามแม่แกสิ” ซุนพุ่งเข้าไปต่อยหน้าจิตเทพมารที่กลับมาอยู่ในสภาพเงาปีศาจเมื่อครู่ดัง เปรี้ยง! ร่างมันถึงกับกระเด็นทะลุกำแพง ทำให้ภาพลวงตาทั้งหมดหายไป
เมื่อภาพลวงตาทั้งหมดหายไปสิ่งที่เห็นก็เปลี่ยนเป็พื้นที่โล่งไม่มีใครอื่นนอกจากซุนที่ย่างสามขุมเข้าไปหาเงาปีศาจ
“แกกล้ามากนะที่เล่นตลกให้เห็นภาพในอดีต รู้ไหมว่าชื่อ ‘ซุน’ เป็แค่ชื่อเล่นก่อนตาย ตอนนี้ข้าชื่อว่า ‘เจียอี้’ เป็ศพมีชีวิตที่ชอบดูดกลืนพลังแห่งชีวิตและความตาย!” เจียอี้แค่นเสียงเ็า แล้วกระทืบร่างเงาปีศาจไปทีหนึ่งดัง ปึ้ก!
“อ๊ากกกกกกกกกกแกโจมตีจิตข้าได้ยังไง”
“หุบปากแกไม่มีสิทธิ์ส่งเสียง” เจียอี้กล่าวเตือนพร้อมกับกระทืบเงาปีศาจไปอีกครั้ง
ปึ้ก!
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
เจียอี้เห็นว่าเงาปีศาจส่งเสียงร้องโหยหวนเขาจึงเอาเท้ายัดปากมันไว้
“บอกให้หุบปากดีๆไม่ชอบต้องเจอแบบนี้!” เจียอี้มองเงาปีศาจอย่างเอาเื่เพราะไม่ใช่แค่น่ารำคาญ มันยังทำให้เขาคิดถึงอดีตจนรู้สึกหงุดหงิด
“แกรู้ไหมว่าที่แกต้องเจอแบบนี้เพราะแกเล่นเอาเสียงของครูเวรกับไอ้เดนนรกพวกนั้นมาเป็ภาพลวงตายังไม่นับเื่เอาแม่ของข้ามาล้อเล่น”พูดจบเจียอี้ได้กระทืบปากเงาปีศาจไปอีกสามครั้ง
ปึ้ก! ปึ้ก! ปึ้ก!
เงาปีศาจไม่ส่งเสียงร้องหรือขัดขืนเจียอี้เพราะมันไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเจียอี้ดูดกลืนิญญาทั้งหมดในสนามรบาไม่เพียงิญญาเขาแข็งแกร่ง จิตใจเขายังแข็งแกร่งตามดวงิญญา
ส่วนสาเหตุที่เขาไม่รู้ว่ากำลังตกอยู่ในภาพลวงตามันเป็ผลมาจากเขาหมดสติกับความแข็งของจิตเทพมารที่เล่นงานเขาทีเผลอแต่ตอนนี้เขากลับมาเป็ปกติ จิตเทพมารจึงมิอาจทำอะไรเขาได้
“ทนรับการทรมานให้ดีหวังว่าแกจะไม่แตกสลายไปก่อนที่ความรู้สึกแย่ของข้าจะหมดลง”เจียอี้กล่าวเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนเริ่มทรมานจิตเทพมารสารพัดวิธี
แน่นอนว่าวิธีทรมานของเจียอี้มีมากโขเพราะก่อนตายเขาศึกษาวิธีทรมานทุกวิธีบนโลก รวมไปถึงศึกษาเื่ดอกไม้สัตว์และยาพิษ ยิ่งเขามีความทรงจำของหลิงฮุ่ยกับมรดกอสูร ไม่ต้องคิดเลยว่าเขาจะมีความน่ากลัวขนาดไหนต่อจิตเทพมาร
หลังผ่านไปสักพักเสียงโหยหวนของจิตเทพมารก็ดังก้องไปทั่วสารทิศกว่าเสียงจะเงียบลงอารมณ์ของเจียอี้ได้กลับมาเป็ปกติซ้ำเขายังดูดกลืนจิตเทพมารเพิ่มความแข็งแกร่งให้ิญญา แต่เจียอี้ยังไม่รู้ตัวว่าเขาได้วิชามารขนานแท้มาสองวิชา..จากการดูดกลืนจิตเทพมาร
“หวังว่าในอนาคตจะไม่เื่แบบนี้อีก”เจียอี้ภาวนา แล้วหลับตาลงเพื่อตื่นจากการหลับใหล