แม้ว่าเย่เฉินจะมีสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลหลิว ทั้งหมดทำไปเพื่อเป็นการเอาตัวรอด ถ้าหากตระกูลเย่ล่มสลายตกต่ำถึงขีดสุดเขาย่อมต้องหาคนหนุนหลังที่ดี
แต่ว่าเวลานี้เย่จื่อเฟิงได้คว้าอันดับหนึ่งในการแข่งขันบันไดสวรรค์มาสู่ตระกูลเย่ นั่นทําให้เย่เฉินมีความหวังเรื่องการฟื้นคืนของตระกูลเย่ จนตอนนี้เย่เฉินกลับมาภาคภูมิใจในตระกูลของตัวเองอีกครั้ง
บางทีต่อจากนี้เย่เฉินกับลูกคงไม่ตั้งตัวเป็นศัตรูอีกต่อไป
ระหว่างที่เย่จื่อเฟิงกําลังขบคิดเรื่องนี้ เขาก็เห็นเย่หุ้ยฉือเดินกระย่องกระแย่งลงมาจากเวทีประลอง การประลองเป็นไปอย่างสูสี ถึงแม้ว่าหุ้ยฉือจะพ่ายแพ้กลับมา แต่เขาก็พยายามอย่างเต็มที่จนทําให้หลิวอี้เก๋อเจ็บหนักมากเช่นกัน
ผลการประลองเป็นไปอย่างที่ทุกคนคาดการณ์ไว้ เย่หุ้ยฉือเป็นฝ่ายแพ้และตอนนี้คะแนนก็กลายเป็นหนึ่งต่อหนึ่ง
"พี่จื่อเฟิง... .พี่โกหกข้า พี่บอกว่าข้าสามารถจัดการหลิวอี้เก๋อนั่นได้ แต่ดูข้าตอนนี้สิหน้าตาบวมปูดเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ..." เขาชี้ไปที่หน้าอันบวมเป่งกับฟันที่คดงอ
"หุ้ยฉือ... ลูกบาดเจ็บนี่ มานี่สิ ลูกเจ็บตรงไหนบ้าง บอกพ่อมา" เย่เฉินรู้สึกสงสารบุตรชายของตนเป็นอย่างยิ่งว่าจะเข้าไปปลอบประโลม แต่ว่าเขากลับถูกเย่จื่อเฟิงขวางเอาไว้
เย่จื่อเฟิงยิ้ม "หุ้ยฉือถึงแม้เจ้าจะพ่ายแพ้ แต่เจ้าแพ้อย่างสมศักดิ์ศรี ข้าบอกได้เลยว่าหลิวอี้เก๋อเองก็เจ็บหนักเช่นกัน เจ้าลองมองไปรอบๆสิ ทุกคนต่างก็กําลังชื่นชมเจ้าอยู่ ตอนนี้จงยืดอกขึ้น แสดงให้ทุกคนเห็นว่าเจ้าเองก็เป็นคนที่แข็งแกร่งเช่นกัน..."
"จริงรึ? คนอื่นๆ คิดว่าข้าทําได้ดีจริงๆรึ? " เย่หุ้ยฉือเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ แน่นอนว่ามีหลายคนที่ยิ้มให้เขาพร้อมกับชมเชย กระทั่งเด็กสาวจากตระกูลเล็กๆ บางคนยังมองมาที่เขาด้วยความเขินอายเช่นกัน
เย่หุ้ยฉือหวั่นไหวโดยเฉพาะตอนที่เขาเห็นเด็กสาวชายตามองมา ทําให้ทั่วร่างมีแรงขึ้นมา จนไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่เคยมีอยู่
"พี่จื่อเฟิง... พี่นี่ไม่ธรรมดาจริงๆ ก่อนหน้านี้ข้ามีตาหามีแววไม่ประดุจดั่งคนตามืดบอด ข้าหวังว่าพี่จะใจกว้างอภัยให้คนโง่เขลาอย่างข้าด้วย ตั้งแต่นี้ต่อไป ข้าจะเชื่อฟังท่านพี่" เขามองไปที่เย่จื่อเฟิงด้วยความตื่นเต้น จนลืมกระทั่งว่าตัวเองก่นด่าเย่จื่อเฟิงอย่างไรระหว่างการประลองก่อนหน้านี้
เย่จื่อเฟิงยิ้มแห้งๆแล้วพยักหน้า เขาไม่คิดเลยว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นเช่นนี้ คงต้องขอบคุณผู้อาวุโสหลินจริงๆ ที่ทําให้เกิดเรื่องดีๆเช่นนี้ ถึงแม้ตระกูลเย่จะพ่ายแพ้ในงานชุมนุมบันไดสวรรค์ แต่ตระกูลเย่ก็ได้กลายเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากกว่าที่เคยเป็นมา นี่ถือเป็นสิ่งที่ดีอย่างแน่นอน
"ท่านพี่จื่อเฟิงการประลองในรอบต่อไป ท่านพี่จะต้องสู้กับหลิวปิงเชี่ยนที่อยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นสูงสุด ท่านพี่ไม่จําเป็นต้องขึ้นไปประลองก็ได้ ข้าไม่อยากให้ท่านพี่เป็นอะไรไป" เย่เสวี่ยอี๋มีแววตาที่เป็นกังวล
"เจ้าไม่มั่นใจในตัวข้าเลยรึ? "
"มันหาใช่เรื่องมั่นใจไม่มั่นใจสักหน่อย..."
"งั้นเจ้ากลัวว่าข้าจะถูกอัดจนน่วมเช่นหุ้ยฉือรึ? อย่าห่วงไปเลย ปิงเชี่ยนไม่ทําเช่นนั้นหรอก" เย่จื่อเฟิงยิ้มเขาไม่คิดว่าปิงเชี่ยนจะจัดการเขาโหดร้ายเช่นนั้น
"แต่..." เย่เสวี่ยอี๋จ้องมาที่เขา นางก็ยังรู้สึกกังวลอยู่ดีผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดปราณขั้นที่สี่ จะไปสู้กับผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดปราณขั้นสูงสุดได้อย่างไร หากเป็นคนธรรมดาทั่วๆไปก็คงจะขอยอมแพ้เสียตั้งแต่ไก่โห่ไปแล้ว แต่ว่าเย่จื่อเฟิงไม่มีทางทําเช่นนั้น
จากที่เขาเห็น ขั้นของระดับกำเนิดปราณนั้นถูกแบ่งด้วยปริมาณของลมปราณที่เจ้าตัวมีไม่ใช่พลังที่ผู้อื่นมี ก่อนที่จะก้าวถึงระดับผู้ฝึกยุทธ์ พลังของแต่ละคนนั้นไม่ได้แตกต่างกันมากมายนัก อีกทั้งนี่ไม่ใช่การต่อสู้แลกชีวิต ดังนั้นเขาจึงอยากจะลองสู้ดูสักครั้ง
"เย่จื่อเฟิง หลิวปิงเชี่ยน ก้าวขึ้นมาบนเวที! " เสียงของผู้อาวุโสหลินดังก้องชัดเจน
นี่คือการประลองรอบสุดท้ายของงานชุมนุมบันไดสวรรค์ ที่ถูกจัดขึ้นทุกๆห้าปี
อีกด้านหนึ่ง ผู้คนมากมายต่างก็กําลังลงเดิมพันกันอย่างบ้าคลั่ง
"คุณหนูตระกูลหลิว ข้าพนันข้างท่านด้วยทรัพย์สมบัติทั้งหมด ได้โปรดเอาชนะให้ได้ อย่าออมมือให้มันแม้แต่น้อย! "
"เย่จื่อเฟิง ข้าพนันไว้ว่าเจ้าจะขอยอมแพ้หลังจากก้าวขึ้นไปบนเวที ถ้าเจ้าทําเช่นนั้นจริงๆ ข้าจะให้เงินรางวัลที่ได้ครึ่งหนึ่งกับเจ้าเลยเอ้า ฮ่าๆๆๆ ... "
"เย่จื่อเฟิง ข้าพนันข้างเจ้าหนึ่งเหรียญทอง ถ้าเจ้าชนะข้าจะได้สองร้อยเหรียญทองกลับมา! จงสู้เพื่อข้า! "
หลิวปิงเชี่ยนมีสีหน้าที่ซับซ้อนพร้อมกับเดินเข้าไปหาเย่จื่อเฟิง " อันที่จริงตอนนี้ ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากําลังคิดอะไรอยู่? แต่ไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นเช่นไร พวกเราก็ยังเป็นสหายกัน ข้าหวังว่างเจ้าจะถอนตัวออกจากการประลองไปเสียตั้งแต่เนิ่นๆ "
เย่จื่อเฟิงยิ้มแล้วพูดแทรก "เจ้าจะออมมือเพียงเพราะพวกเรารู้จักกันงั้นรึ? เจ้าจะต้องทำหน้าที่ต่อสู้เพื่อตระกูล ส่วนข้าเองก็เช่นกัน ฉะนั้นพวกเราจึงต่างทำเพื่อตระกูลทั้งคู่อย่าได้คิดมาก "
หลิวปิงเชี่ยนหน้าซีดแล้วส่ายหัว "ไม่มีทาง ชื่อเสียงของตระกูลข้าย่อมมาก่อน ข้าจะสู้ด้วยพลังทั้งหมดที่มี แล้วนําชัยชนะมาสู่ตระกูล แต่ว่าข้าจะไม่ทําร้ายเจ้ารุนแรงเกินไป ข้าหวังว่าเจ้าจะยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้แล้วเดินลงจากเวทีไป"
เย่จื่อเฟิงถอนหายใจ "ใช่แล้ว เจ้ามีตระกูลของเจ้า ข้ามีตระกูลของข้า ข้าเองก็ต้องเอาชัยชนะมาสู่ตระกูลเช่นกัน"
เขาชะงักเล็กน้อย แล้วมองไปที่หลิวปิงเชี่ยนด้วยแววตาที่เป็นประกาย "พวกเราทั้งคู่ต่างก็มีเหตุผลของตัวเองที่ต้องชนะ เพราะงั้นมาสู้กันดีกว่า! "
"เริ่มได้! " ผู้อาวุโสหลินตะโกน
หลิวปิงเชี่ยนสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจัง พลังปราณที่น่าหวั่นเกรงระเบิดออกทั่วร่าง แล้วปกคลุมทั่วทั้งเวทีประลอง
"อื้อหือออออ เจ้าเห็นหรือไม่? พลังปราณของนางครอบคลุมทั่วทั้งเวทีประลอง ช่างน่ากลัวจริงๆ เย่จื่อเฟิงรีบๆยอมแพ้ไปซะสิ "
"จริงด้วย พลังปราณระดับนี้ เจ้าไม่มีทางชนะได้แม้แต่น้อย! "
ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดปราณขั้นสูงสุด ปิงเชี่ยนสามารถใช้พลังปราณของตัวเองในการต่อสู้ได้ แน่นอนว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดปราณอย่างนางไม่สามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์ แต่ในสายตาของบรรดายอดฝีมือแล้ว ต่างก็คิดว่านางทําได้ไม่เลว
หลิวปิงเชี่ยนอยากจะใช้พลังปราณที่น่าสะพรึงกลัว กดดันข่มขู่ให้เย่จื่อเฟิงหวาดกลัวจนขอยอมแพ้ หากเป็นคนธรรมดา เมื่อเจอกับพลังปราณขนาดนี้ ย่อมต้องหวาดกลัวจนสูญเสียความมั่นใจทั้งหมดทันที
แต่เย่จื่อเฟิงกลับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเทียบกับพลังปราณที่เขาเคยเห็นมาในชาติก่อนแล้วนี่ไม่ได้มีความหมายแม้แต่น้อย พลังแค่นี้ไม่สามารถทําให้เขาถอยหนีได้
เย่จื่อเฟิงส่งเสียงหึในลําคอแล้ววิ่งเข้าใส่ปิงเชี่ยนอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด เขาโคจรลมปราณของตัวเองมาไว้ที่เท้า เพื่อทําให้เคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น ในวินาทีต่อมา เขาก็เข้ามาประชิดตัวปิงเชี่ยนพร้อมกับจู่โจมไปที่คอของนาง
"ยังอยากจะสู้อีกงั้นเรอะ? งั้นก็อย่ามาโทษว่าข้าไม่ปรานีก็แล้วกัน" หลิวปิงเชี่ยนขมวดคิ้วดวงตาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ มือที่อ่อนช้อยเคลื่อนไปข้างหน้าตรงเข้าไปจับมือของเย่จื่อเฟิง แล้วนางก็ระเบิดพลังปราณออกมาพร้อมกับเหวี่ยงเย่จื่อเฟิงลอยขึ้นไปกลางอากาศ หมายจะให้เขาร่วงลงนอกเวทีประลอง
ภาพที่เห็นนี้ไม่ได้ต่างจากที่ทุกคนคาดไว้ ความต่างระหว่างระดับกำเนิดปราณขั้นสูงสุดกับระดับกำเนิดปราณขั้นที่สี่นั้นมีมากเกินไป มันจึงเป็นเช่นนั้น! ยิ่งกว่านั้นพวกเขามองออกว่าหลิวปิงเชี่ยนกําลังออมมืออยู่ นางจึงเอาแต่หลบหลีกไม่ยอมทําร้ายคู่ต่อสู้
แต่เย่จื่อเฟิงตีลังกากลับหลังกลางอากาศพร้อมกับส่งฝ่ามือลงยันพื้น แล้วดันตัวกลับเข้ามาบนเวที
หลิวอี้เก๋อรีบตะโกนขึ้นทันที "พี่ปิงเชี่ยนอย่าออมมือให้มันเด็ดขาด เย่จื่อเฟิงคนนี้เปรียบเหมือนหมาขี้เรื้อน หากออมมือให้มัน มันก็จะงับมือท่าน! "
หลิวปิงเชี่ยนจ้องไปที่หลิวอี้เก๋ออย่างเย็นชา"ข้าไม่จําเป็นต้องให้คนนอกอย่างเจ้ามาบอกหรอก! " นางต่างจากหนิงจือที่ไม่เคยคิดว่าหลิวอี้เก๋อเป็นคนในครอบครัว
"ท่าน... " หลิวอี้เก๋อ หน้าเสีย ในใจเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
เย่จื่อเฟิงยิ้มเล็กน้อยแล้วยันตัวขึ้น เขาปาดเลือดตรงมุมปาก"อย่างที่คิด ความต่างระหว่างเรามีมากเกินไป การที่สามารถส่งข้าลอยออกไปง่ายๆ เช่นนั้น... "
หลิวปิงเชี่ยนจ้องไปที่เย่จื่อเฟิง
"ถ้าเจ้ารู้ว่าตัวเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า ก็ควรจะยอมแพ้ได้แล้ว เจ้าเอาชนะข้าไม่ได้หรอก"
"ข้ายอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า ด้านพลัง"
"เช่นนั้นทําไมเจ้าถึงไม่..."
เย่จื่อเฟิงยิ้มมุมปากแล้วกล่าวว่า "แต่การเอาชนะไม่ได้เกี่ยวว่าผู้ใดพลังมากพลังน้อยไม่ใช่หรือไร? "
เขาเว้นช่วงเล็กน้อยแล้วยิ้มอีกครั้ง "ข้าบอกเจ้าก่อนหน้านี้แล้ว เจ้าคิดรึว่าคนอย่างข้าจะไม่เตรียมการอะไรเพื่อเอาชนะเจ้านะ หืม? " เย่จื่อเฟิงเตือน
หลิวปิงเชี่ยนขมวดคิ้วแล้วมองไปที่ฝ่ามือของตัวเอง แล้วนางก็ต้องตกตะลึง
เมื่อเห็นนางเห็นสายฟ้าอ่อนๆ วิ่งอยู่รอบมือของตัวเองพร้อมกับส่งเสียง ‘เปรี้ยะ! เปรี้ยะ!’ พลังปราณของนางถูกสายฟ้าพวกเหล่านี้สะกดไว้ มันทําให้นางใช้ลมปราณได้ยากขึ้น
เย่จื่อเฟิงฉวยโอกาสช่วงหลิวปิงเชี่ยนตกตะลึง ด้วยการแกล้งจู่โจมนาง แต่เป้าหมายที่แท้จริงนั้นคือการสะกดพลังปราณของนางไว้ชั่วเวลาหนึ่ง
"โอสถวิญญาณอัสนี! ข้าเข้าใจแล้ว นี่คือพลังของโอสถวิญญาณอัสนีใช่หรือไม่!? " หลิวปิงเชี่ยนตะโกนออกมาด้วยความตกใจ นางไม่เคยกินโอสถวิญญาณอัสนีมาก่อนในชีวิต ดังนั้นนางจึงมองข้ามความสามารถของโอสถวิญญาณอัสนีไป
ทันใดนั้นนางก็รู้สึกได้ถึงเสียงวาโยที่รุนแรง เมื่อนางแหงนหน้าขึ้นไปมองก็พบว่า
เย่จื่อเฟิงคงเข้าโจมตีใส่นางอีกครั้ง ฉวยโอกาสจังหวะที่หลิวปิงเชี่ยนกําลังตกตะลึงและครุ่นคิดเรื่องโอสถวิญญาณอัสนี
จบตอน