ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวรักใคร่เมตตาไม่ยอมไต่สวนหาความผิดทิ่มแทงั์ตาของซ่งิเยว่
ในใจของนางอลหม่านด้วยความหวาดระแวงที่ก่อตัวขึ้นกะทันหัน
เหมือนกับว่าซ่งิหลานกลับถึงจวนครั้งนี้ตัวเองต้องถูกนางแย่งชิงสิ่งสำคัญที่สุดไป
นางอยู่ในจวนโหวแต่ไหนแต่ไรมาโดดเด่นที่สุดในบรรดาพี่สาวน้องสาวทุกคน ไม่เพียงแต่ความรักใคร่เอ็นดูจากจงจิ้งโหวต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวเองนางก็มีหน้ามีตามากกว่าบรรดาพี่สาวน้องสาวทุกคนด้วยเหตุนี้ตลอดมาจึงทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวปฏิบัติต่อตนเองอย่างรักใคร่เอ็นดูอยากได้อะไรย่อมได้ทั้งยังไม่ไปให้ความสนใจพี่สาวน้องสาวคนไหนมาแย่งมาความสำคัญกับตนเอง พี่สาวน้องสาวเ่าั้ล้วนเกิดจากบ้านรองบ้านสามบุตรสาวของท่านอาทั้งสองต้องพึ่งพิงจงจิ้งโหวผ่านวันคืนแต่ละวันด้วยเหตุนี้จึงไม่กล้าล่วงเกินนาง เรียกได้ว่าท่ามกลางจวนโหวแห่งนี้นางเป็ใหญ่เพียงลำพังทว่าเมื่อผู้หนึ่งมีฐานะเทียบเทียมเท่านาง หรือจะพูดได้ว่า...เพราะว่าเป็บุตรสาวฮูหยินใหญ่พูดตามหลักแล้วยังมีฐานะสูงกว่านางนิดหน่อยอย่างซ่งิหลานปรากฏตัวออกมา ซ่งิเยว่รู้สึกว่าถูกท้าทายอย่างเห็นได้ชัด
“คุณหนูสี่ เป็อะไรไปล่ะหรือ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงท่านนั้นอมยิ้มพูดเสียงเบาขึ้นขณะที่มองฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวและซ่งิหลานย่าหลานเมื่อมองไปยังประตูทางเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ เห็นร่างอรชรบอบบางของซ่งิเยว่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างที่หน้าประตู ทักทายด้วยรอยยิ้มขึ้น
นางดูเหมือนไปมาหาสู่กับฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวเป็ประจำสังเกตได้จากท่าทีอันเต็มไปด้วยความสนิทสนมคุ้นเคยของซ่งิเยว่
เมื่อครู่ตอนฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวเศร้าเสียใจนั้นฮูหยินผู้เฒ่าของจวนหลัวกั๋วกงท่านนี้ยังยิ้มและฉวยโอกาสใช้สายตามองร่างซ่งิหลานอมยิ้มเมื่อมองเห็นใบหน้าและเสื้อผ้าอาภรณ์ของนาง สายตาชะงักงันครู่หนึ่งอยู่ที่เสื้อสีดำปรากฏคล้ายสีเือยู่สองสามจุดของซ่งิหลานหลังจากนั้นถามด้วยเสียงอบอุ่นว่า “เ้าคือคุณหนูสาม?” นางเห็นซ่งิหลานผละออกจากย่าของตัวเอง คารวะให้นาง แม้ใบหน้าเยือกเย็นไร้ความรู้สึกต่อคนรอบข้างทว่าท่วงท่าสงบเรียบร้อยเห็นได้ชัดว่าได้รับการอบรมมาอย่างดี ใบหน้าจึงเต็มไปด้วยความพึงพอใจหยิบกำไลข้อมือหยกม่วงอันละเอียดอ่อนชิ้นหนึ่งจากมือตัวเองยิ้มแล้วพูดว่า “เอาไปใส่เล่นเถอะ”
ซ่งิหลานย่อมซาบซึ้งฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงท่านนี้เป็อย่างยิ่ง
ความอดทนของนางมีขีดจำกัดเกือบจะทนไม่ไหวต่อการละเล่นย่าหลานพบหน้าแสร้งกอดคอร่ำไห้แล้วดีที่ที่ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงให้แท่นบันได*แก่นางมิอย่างนั้นไม่แน่นางอาจจะกดท่านย่าของตัวเองลงข้างกำแพงไปแล้ว
“ของจากผู้ใหญ่ มิกล้าไม่รับ” นางยิ้มให้ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงมือทั้งคู่รับกำไลหยกมา หงายฝ่ามือขึ้นแล้วใส่ลงบนข้อมือของตัวเอง
สีม่วงขาวบนข้อมือนวลลูกประคำหยกและสีม่วงแวววาวของหยกเนื้อดียิ่งเสริมความงามซึ่งกันและกัน กำไลข้อมือชิ้นนั้นงดงามจนยากจะถอนสายตา
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงเมื่อใจกว้างต่อซ่งิหลานดังนี้ก็ปรากฏความพอใจอยู่หลายส่วนหันไปยิ้มและพูดกับฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวซึ่งกำลังปิดบังคราบน้ำตาที่หางตาว่า “เ้าช่างโชคดีจริง กิริยามารยาทของคุณหนูสามงดงามไร้ที่ติเป็หน้าเป็ตาให้แก่วงศ์ตระกูล!” นางยิ้มทั้งชื่นชมในกิริยามารยาทของซ่งิหลานเงียบไปครู่หนึ่ง ความสนใจในสายตาทั้งหมดตกไปอยู่ที่ใบหน้างามปานดอกท้อนั้น ั์ตาปรากฏความตะลึงในความงามนั้นอยู่หลายส่วนหัวเราะพร้อมทั้งพูดขึ้นว่า “ที่แท้เป็หญิงงาม ! ” ความงดงามของซ่งิหลานเย้ายวนใจผู้อื่นประเภทที่ทำให้ผู้อื่นแทบจะลืมหายใจในความงามนั้น
เพียงแต่นางเติบโตมาท่ามกลางอารามเก่าแก่ด้วยเหตุนี้ความงามนั้นจึงอาบแฝงไว้ด้วยความเยือกเย็น
และดูเหมือนว่าด้วยอาศัยอยู่ท่ามกลางหุบเขาป่าลึกใบหน้านวลของซ่งิหลานจึงซีดขาวแทบจะโปร่งแสง ท่ามกลางแสงแดดนั้นกระจ่างใสและเยือกเย็น
“แม่ของนางก็เป็หญิงงาม” ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวยิ้มและตอบกลับไป
นางพูดถึงมารดาของซ่งิหลานผู้อื่นก็แล้วไปเถอะ ทว่าสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งรีบร้อนเดินผ่านประตูเข้ามาใบหน้าพลันชะงักค้างภายหลังใบหน้ากลับคืนมาด้วยความอบอุ่นและยิ้มแย้มแจ่มใสยืนอยู่ที่ประตูทางเข้าดูเหมือนถูกซ่งิเยว่ที่ยังอารมณ์เสียอยู่นิดหน่อยดึงเข้าไปในห้องเดินไปถึงเบื้องหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวยิ้มให้พร้อมทั้งพูดว่า “แม่นางสามกลับจวน ข้ามารับช้าไปแล้ว” นางก็คือหลี่ซื่อฮูหยินจงจิ้งโหวนางผลักซ่งิเยว่ที่อยู่ข้างกายเบาๆ เห็นใบหน้าซ่งิเยว่ผู้งดงามและบอบบางปรากฏร่องรอยบูดบึ้งจางๆคิดถึงตอนเพิ่งจะได้ยินข่าวลือทั้งหมดที่เกิดขึ้นนอกจวนโหวก็อดไม่ได้ที่จะสลดใจขึ้นมา
“นี่มันอะไรกัน? ใครทำให้คุณหนูสี่ไม่พอใจเข้าล่ะ?” ฮูหยินจงจิ้งโหวพยักหน้าให้หลี่ซื่อเบาๆเห็นซ่งิเยว่ถูกขัดใจจนริมฝีปากบิดเบ้ จึงยิ้มและถามไป
แม้ว่าตอนนางพบหน้าซ่งิหลานนั้นจะแสดงความรักใคร่เมตตาทว่าพูดไปแล้วความสัมพันธ์ฉันท์ย่าหลานที่มีต่อซ่งิหลานนั้นมีจำกัด ใครจะไม่ชอบเด็กที่คอยอยู่ข้างกายเป็ประจำมากกว่าล่ะ?
ซ่งิเยว่เติบโตขึ้นท่ามกลางสายตาของฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหว ทั้งคล่องแคล่วน่าเอ็นดูมาโดยตลอด เป็หลานสาวคนโปรดของฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวตอนนี้เห็นนางถูกขัดใจ จึงเรียกนางมาหาต่อหน้ายิ้มให้และพูดว่า“หากว่าเป็พี่รองของเ้าหรือว่าพ่อของเ้า เพียงมาบอกท่านย่า สักหน่อยท่านย่าจะไปจัดการให้เ้า” พี่ชายรองของซ่งิเยว่ ก็คือพี่ชายร่วมมารดาของนางซ่งิเฟิงนั่นเอง
ประโยคนี้แฝงการหยอกเย้าเล่นอยู่หลายส่วนซ่งิเยว่เพียงแต่ยกมุมปากขึ้น จากนั้นก็ปล่อยให้ร่วงลงมา
“เพราะหลานไม่ดีเอง หลานละอายใจนัก ไม่ใช่เพราะมีผู้อื่นทำให้หลานโมโหหรอกเ้าค่ะ” ขอบตานางแดงเรื่อ ก้มตัวไปพิงลงบนบ่าของฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวพูดเสียงเล็กอย่างประหม่าว่า “วันนี้พี่สามกลับจวนหลานดีใจเป็อย่างมาก เพียงแต่ล้วนเป็ความผิดของข้า ลืมว่าพี่สามจะกลับถึงจวนเมื่อไหร่ให้พี่สามต้องรอนานแล้ว ทำให้พี่สามต้องโมโห ทำให้พี่สามผิดหวังเคืองโกรธตระกูลโหว ทั้งหมดล้วนเป็ความผิดของข้า” ั์ตาของนางมีหยดน้ำพร่างพราว สะอื้นไห้ลุกขึ้นแสดงคารวะต่อซ่งิหลานอย่างเต็มพิธีการชดเชยความผิด “พี่สามอย่าโมโหจนเสียร่างกาย ครั้งนี้อภัยให้ข้าสักครั้งเถอะ!”
ดูไปแล้วนางทั้งไม่ได้รับความเป็ธรรมทั้งน่าสงสารทั้งที่เป็การยอมรับผิดแท้ๆ ทว่ากลับทำให้ซ่งิหลานอยู่ในที่นั่งลำบาก
ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวย่นหัวคิ้วเล็กน้อย
นางหันไปมองรอยยิ้มแฝงความนัยกระจ่างใสดั่งคลื่นซัดสาดของหญิงงามที่ยืนอยู่ด้านหน้าฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกง
“น้องสี่พูดเช่นนี้ได้อย่างไร” ซ่งิเยว่ยินยอมก้มหน้าค้อมเอวต่อหน้าตัวเองซ่งิหลานยังไม่ยอมรับในเจตนาของนางเช่นเดิม ครั้งนี้ก็ไม่ได้ยกมือพยุงซ่งิเยว่ให้ลุกขึ้นยังให้นางคุกเข่าด้วยความละอายต่อหน้าตัวเอง ยิ้มและพูดอย่างอ่อนโยนต่อฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวว่า“ล้วนเป็พี่น้องครอบครัวเดียวกัน ต่อให้น้องสี่ให้ข้ารอนานจริงๆ ข้าก็มิอาจไม่ให้อภัยนางหรือ? เช่นนั้นข้าก็ใจแคบไปหน่อยแล้ว เพียงแต่ข้าคิดว่า คนกันเองพูดว่าชดเชยความผิด้าให้อภัยคำพูดนี้ ที่จริงแล้วถือเป็ผู้อื่นไปเสียหน่อยให้ผู้อื่นมอง ถือเป็การไม่คุ้นเคยจริงๆ ”
ในเมื่อซ่งิเยว่ล้วนยอมรับความผิดที่ผ่านมาด้วยตัวเองคุณหนูซ่งสามเพียงแค่นำความผิดเ่าั้มาเหยียบซ้ำอย่างสัตย์ซื่อเสียหน่อยยิ้มกับฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวพูดต่อไปว่า “ข้าในฐานะพี่สาวมีสิ่งใดไม่สามารถอภัยให้น้องสี่ได้บ้าง?เพียงแต่น้องสี่ในภายหน้าจะต้องใช้ใจใคร่ครวญให้ดีต้อนรับข้าไม่ดี ไม่ใช่เพียงเื่เล็กน้อยของครอบครัว ข้าแต่ไหนแต่ไรมาใจกว้างไม่นำมาใส่ใจเพียงแต่หากน้องสี่ไปข้างนอกและต้อนรับคุณหนูบ้านอื่นไม่ดีจะมิทำให้จวนโหวของพวกเราทาสีดำ*หรอกหรือเ้าคะ” นางถอนหายใจเบาๆ แฝงไว้ด้วยความกังวลหลายส่วนเมื่อเผชิญหน้าที่สายตาที่ตื่นตระหนกมองอย่างตกตะลึงของซ่งิเยว่มาที่ตัวเองเมื่อพูดไกล่เกลี่ยขึ้น“พี่น้องครอบครัวเดียวกันข้าถึงพูดกับน้องสี่ด้วยความคำพูดจริงใจเหล่านี้ เปลี่ยนเป็ผู้อื่นคงจะไม่มากเื่เช่นนี้แล้ว”
“เ้า!”
ที่ประตูใหญ่เพิ่งจะหยามหน้าและอวดดีต่อหน้าอยู่หยกๆทว่าตอนนี้ซ่งิหลานกลับหยิบใบหน้าที่หวังดีต่อผู้อื่นออกมาั์ตาที่มีน้ำตาคลอเบ้าทั้งคู่ของซ่งิเยว่ถลึงมอง
“เช่นนั้น เ้าให้พี่สามรอนานจริงๆหรือ?” ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวชั่วขณะนั้นไม่สบายใจขึ้นมาทันที
ไม่เพียงแต่ซ่งิเยว่ต้อนรับซ่งิหลานไม่ดียังเพราะแผนตื้นๆของซ่งิเยว่ทำให้ผู้อื่นมองตาเดียวก็สามารถมองทะลุแผนการในใจ
ซ่งิเยว่ยังเยาว์นักเื่เล็กๆประเภทวางยาหยอดตา*คนชั่วร้องทุกข์ก่อน ในสายตาคลุกคลีอยู่ในเรือนหลังมาตลอดชีวิตของฮูหยินผู้เฒ่าล้วนไม่มีสิ่งใดรอดพ้นสายตาไปได้ กลับยิ่งมองเห็นชัดถึงความต่ำช้าเลวทราม
ที่ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวรู้สึกเสียหน้ามากก็คือฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงยังนั่งอยู่ข้างๆและยิ้มตาหยีมองมา
เื่อัปยศในบ้านพรรค์นี้ต่อให้ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวและฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงมีความสนิทสนมกันมากเพียงใดแต่ให้ผู้อื่นเห็นเช่นนี้ก็เสียศักดิ์ศรีหนักนัก
“เป็ความผิดของหลานเองเ้าค่ะ” น้ำเสียงเรียบเย็นของฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวพลันทำให้ซ่งิเยว่อึกอักอ้ำอึ้ง
นางรู้ว่าวันนี้คงจะถูกซ่งิหลานคิดบัญชีเข้าให้แล้วแต่ว่าคิดบัญชีนางเื่อะไรกันแน่ ทว่าเป็เพียงความรู้สึกอันคลุมเครือเลือนรางของนางอย่างไรก็ตามในตอนนี้ ไม่ว่าทำอะไรชดใช้ความผิดล้วนเป็เื่ที่ดี นางยอมรับผิดอย่างหวาดหวั่นแสงจากประกายแววตา กลับเห็นมุมปากของซ่งิหลานยกขึ้นเบาๆ ดูเหมือนเพราะอะไรบางอย่างทว่าเต็มไปด้วยท่าทีเบิกบานใจอย่างไรก็ตามในตอนนี้นางจัดการซ่งิหลานไม่ได้ หัวเข่าพลันอ่อนยวบพูดออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “หลานไม่ควรให้พี่สามรอนาน...”
“คุณหนูสี่!”อีกด้านฮูหยินจงจิ้งโหวหลี่ซื่อใบหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที
นางไม่เคยคาดคิดคำพูดของซ่งิหลานไม่กี่คำ กลับสามารถบีบให้ซ่งิเยว่ยอมรับความผิด
ั้แ่ซ่งิเยว่พูดว่าต้อนรับไม่ดีก็กลายเป็ข้อกล่าวหาของนางจริงๆไปแล้ว
ข้อกล่าวหาอันใดกัน?
ต้อนรับพี่สาวไม่ดีจิตใจคับแคบก่อเื่โดยไม่คำนึงถึงความถูกผิด
ซ่งิเยว่อยู่ในวัยแรกแย้มตระเตรียมการเื่เลือกแต่งงานเข้าบ้านผู้อื่นเรียบร้อยแล้ว ทว่าในเวลานี้หากข่าวเื่ไร้คุณธรรมดังนี้ลือออกไปผู้ที่้าเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลผู้ดีมีศักดิ์อย่างจวนจงจิ้งโหวจะไม่ไตร่ตรองแล้วไตร่ตรองอีกหรอกหรือ?
ตระกูลไหนก็ล้วนไม่ยินยอมรับคนจิตใจคับแคบและรับไม่ได้ที่จะมีสะใภ้โง่เขลาเช่นนี้
ตรงกันข้ามกับซ่งิหลานกลับเหยียบหัวซ่งิเยว่ปีนขึ้นมาได้อย่างง่ายๆเพียงนี้ หากพูดออกไป ภายหลังคงพูดเพียงอย่างเดียวว่าตระกูลซ่งคุณหนูสามใจคอกว้างขวางแม้ถูกน้องสาวต้อนรับไม่ดีก็เพียงยิ้มอย่างสุภาพเยือกเย็นเช่นเดิม? นี่ถึงจะเป็คุณสมบัติที่ตระกูลผู้ดีมีศักดิ์ทั้งหลายชื่นชอบจริงๆซ่งิหลานสามารถวาดแบบออกมาเป็หญิงงามมากคุณธรรม แม้ภายหลังจวนจงจิ้งโหวไม่สนใจไยดีนางจริงๆทว่าเมื่ออยู่ข้างนอก ซ่งิหลานก็สามารถยืนได้ด้วยตัวเองนี่ใช่แผนการที่หญิงสาวอายุสิบกว่าปีสามารถคิดได้เสียที่ไหน ค่อยๆต้อนซ่งิเยว่ทีละก้าวๆตกลงสู่หลุมพรางอย่างง่ายๆ
หลี่ซื่อคิดถึงเื่ที่ซ่งิหลานพูดเมื่ออยู่ข้างนอกอีกครั้งเกี่ยวกับการประณามมารดาเลี้ยงผู้ไร้ความเมตตาเบื้องหน้าพลันมืดมิดเล็กน้อย
“ดีมาก เป็พี่สาวต้องจิตใจกว้างขวาง พี่น้องปรองดอง น้องสาวในเมื่อรู้ผิดก็แก้ไขล้วนเป็เด็กดี”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงก็คือผู้ที่ปราดเปรียวผู้หนึ่ง
คำพูดด้วยรอยยิ้มประโยคนี้ทำให้บรรยากาศที่กดดันจนเสมือนไร้ทางออกคลี่คลายลงอย่างสบายๆ บรรยากาศอึดอัดเ่าั้เปลี่ยนเป็ความปลื้มปิติในทันใด
“เพียงแต่คุณหนูสี่ยังต้องได้รับการอบรมสั่งสอนให้ดี” ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวมองหลี่ซื่อครู่หนึ่ง
หลี่ซื่อในตอนนี้ไหนเลยจะกล้าโต้แย้งรีบร้อนตอบรับเสียงต่ำ
“ได้พบเด็กดีอย่างเ้าทั้งสองคน ทำให้ข้ากระชุ่มกระชวยนัก” ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงยิ้มอย่างสดชื่น ผ่านไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มก็เผยไปถึงวัตถุประสงค์ในการมาครั้งนี้
“เช่นนั้น พวกเราสองตระกูลจัดงานมงคลกันเป็อย่างไร?”
*台阶儿แท่นบันไดหมายความว่า อุปมาว่าโอกาสหรือวิถีทางที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะหรือความลำบากใจ
*抹黑ทาสีดำหมายความว่า อุปมาว่าทำให้อับอาย
*上眼药วางยาหยอดตาหมายถึง ทำให้เข้าใจผิด บิดเบือนความเป็จริง
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/cbd7c044802f07a826abd2eff68d73da
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ยอดพธูแห่งยุคที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #ยอดพธูแห่งยุค #readAwrite ด้วยน้า