ทางด้านคุณแม่หวงพอสามีพาเข้ามาในห้องท่านก็นั่งเงียบไม่ได้พูดอะไร เอาแต่นั่งเหม่อลอย ทว่าน้ำตากลับไหลออกมาไม่ขาดสาย
“คุณจะร้องไห้ไปเพื่ออะไร” คุณพ่อหวงเห็นภรรยาเป็แบบนี้ก็รู้สึกไม่สบายใจ
“เป็ความผิดฉันเองค่ะ เพราะฉันไม่ได้เลี้ยงเขา” คุณแม่หวงโทษตัวเอง
“จะเป็ไปได้อย่างไร ลูกคนอื่นไม่เห็นจะเป็ มีคนไหนบ้างที่แม่ผมไม่ได้เลี้ยง คนไม่รักดี ต่อให้เลี้ยงมันดีแค่ไหนมันก็ไม่รักดีหรอก เฮอะ!”
“หรือเป็เพราะว่าเรารังแกลูกกับเมียของเขาคะ”
“ยังจะถามอีกเหรอ ไม่ใช่เื่นี้แล้วจะเป็เื่ไหน ผมเคยบอกคุณแล้วว่าให้เบาๆ เื่พวกนี้หน่อย คุณก็ไม่ฟัง” คุณพ่อหวงถอนหายใจ
“ก็ฉันไม่มั่นใจว่าเด็กนั่นใช่หลานของเราหรือเปล่านี่คะ”
“บางทีพวกเราหลับหูหลับตาเชื่อคนนอกมากเกินไปเหมือนที่คุณแม่บอกนั่นแหละ ทั้งที่เ้าสามก็พูดหลายครั้งแล้วว่าิเอ๋อร์คือลูกของเขากับหยางจู แต่จะมารู้สึกผิดตอนนี้ก็คงสายไปแล้วล่ะ”
“คุณจะปล่อยให้เื่เป็แบบนี้จริงๆ เหรอคะ” คุณแม่หวงทำท่าเหมือนน้ำตาจะไหลอีกแล้ว
“คุณจะให้ผมทำอย่างไรล่ะ ยังดีที่มันบอกกับแม่ ถ้าแม่อนุญาตก็คงไม่มีอะไรน่าห่วงหรอก”
“แสดงว่าการที่คุณแม่ยอมให้แยกบ้าน เป็เพราะจิ่นกวงเหรอคะ”
“จะมีใครอีกล่ะ? แต่ไหนแต่ไรแม่ก็รักเ้าสามมากกว่าพี่น้องคนอื่นๆ อยู่แล้ว ด้วยบอกว่าเขาน่าดีเกินกว่าพี่น้องคนอื่น” คุณพ่อหวงลูบหลังปลอบใจภรรยา
คุณแม่หวงพูดอะไรไม่ออก ถึงจะรู้สึกผิดอยากจะย้อนกลับไปแก้ไขเื่ที่ทำผิดพลาดก็คงจะเป็ไปไม่ได้แล้ว แต่จะทนให้ลูกชายหมางเมินแบบนี้ท่านจะทำใจได้อย่างไร
ทางด้านหยางจูดึงสามีออกมาพูดอีกทาง เนื่องจากเธอคิดว่าเขาน่าจะจัดการบอกกับทางบ้านแล้วเรียบร้อย แต่กลับกลายเป็ว่าคนที่รู้เื่มีเพียงคุณย่าหวงเท่านั้น
“ฉันคิดว่าคุณจะโตกว่านี้เสียอีกค่ะ” เวลานี้เธอกำลังกอดอกคุยกับสามีที่ริมแม่น้ำ
“ผมคิดว่าบอกหรือไม่บอกก็มีค่าเท่ากัน ยังไงแม่ก็โวยวายอยู่ดี ดูก็รู้ว่าพวกท่านอยากจะให้ผมทำงานที่ทุ่งนา”
“นั่นเป็เพราะพวกท่านไม่รู้ว่าคุณได้งานดีๆ ทำที่โรงงานอย่างไรล่ะคะ” หยางจูเปลี่ยนน้ำเสียง เวลานี้สามีเธอเหมือนเด็กขาดความอบอุ่น้าคนปลอบใจ
“ถ้าพวกเขารู้ว่าผมบรรจุ ทั้งยังมีตำแหน่งเป็หัวหน้าช่าง เื่วุ่นวายใจที่จะตามมาคือหาทางให้พี่รองบรรจุเข้าไปเป็พนักงาน สู้ตัดไปั้แ่ตอนนี้ดีกว่า” หวงจิ่นกวงตอบเสียงเรียบคล้ายรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าเอาไว้อยู่แล้ว
“แล้วทีนี้จะเอาอย่างไรต่อล่ะคะ คุณแม่ก็ร้องไห้เป็ลมเข้าห้องไปแล้ว”
“แค่บอกย่าก็พอแล้วพวกเราก็ขึ้นรถไปกับรถบรรทุกเลย”
หยางจูได้ยินคำตอบถึงกับอ้าปากค้าง ด้วยไม่คิดว่าคำตอบของสามีจะง่ายดายเหมือนไม่เคยมีเื่อะไรเกิดขึ้น แต่ในเมื่อเธอเป็แค่สะใภ้คงพูดอะไรมากไม่ได้ อีกอย่างก็อยากจะย้ายออกจากที่นี่เร็วๆ อยู่แล้ว
ก่อนจะไปหวงจิ่นกวงพาภรรยาและลุกไปบอกลาคุณย่าหวง ซึ่งท่านก็ยืนส่งพวกเขาทั้งสามคนอยู่ที่หน้าบ้าน ไม่แสดงท่าทีใดๆ เพียงแต่อวยพรให้ทั้งสามคนโชคดี
“ย่าทวด” กลับเป็หวงชิวิเสียอีกที่พอจะไปจริงๆ กลับรู้สึกไม่อยากจากย่าทวดไปไหน
“เด็กดี ไปอยู่กับพ่อแม่น่ะถูกแล้ว อีกอย่างพ่อเขาก็กลับมาแล้ว แม่เขาก็ปรับปรุงตัวดีขึ้นมาก ไม่มีอะไรที่ย่าทวดจะต้องห่วงอีก” คุณย่าหวงลูบท้ายทอยเหลนชายด้วยความรักใคร่
พี่ใหญ่กับภรรยาเดินมาส่งน้องชายที่หน้าบ้าน เขาเองก็ใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงแต่เคารพการตัดสินใจของน้องชาย เชื่อว่าสิ่งที่เขาเลือกคงเป็ทางออกที่ดีที่สุดแล้ว
“โชคดีนะ”
“ขอบคุณครับ” หยวงจิ่นกวงหันไปพูดกับพี่ชายคนโต
“ในเมืองอยู่แค่ตรงนี้ เดินไม่กี่ก้าวก็ถึง ว่างเมื่อไหร่ก็มาเยี่ยมพวกเรานะ” สะใภ้ใหญ่พูดขึ้นบ้าง
“รักษาสุขภาพด้วยครับ” หวงจิ่นกวงพูดจบก็ะโขึ้นหลังท้ายรถบรรทุก
หยางจูและลูกชายโบกมือลาคุณย่าหวงจนลับสายตา ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงต่างออกมามุงดู น่าแปลกที่บ้านรองไม่มีใครออกมาเลยสักคน
สองสามีภรรยาใช้เวลาทั้งวันในการจัดบ้าน ตู้เสื้อผ้าที่สั่งมาส่งพอดี หยางจูไม่ได้ยกเครื่องใช้มาเลย นอกจากของที่เธอเอาออกมาจากในมิติ ส่วนของบ้านเดิมก็ทิ้งไว้
หวงจิ่นกวงมองข้าวของเครื่องใช้ที่มาส่งอย่างงุนงง แต่ไม่ได้พูดอะไร หยางจูเลยอธิบาย
“ก่อนหน้านี้ฉันเคยคิดที่อยากจะเปลี่ยนข้าวของเครื่องใช้เพราะมันเก่ามากแล้ว แต่ติดตรงที่เงินไม่พอ แล้วก็ไม่มีคูปอง แต่ตอนนี้พวกเราพอจะมีเงินบ้าง ฉันเลยไม่ี้เีที่จะไปสั่งมาใหม่ทั้งหมด”
หวงจิ่นกวงทำเพียงพยักหน้า เื่ในบ้านเขาไม่คิดมาก ปล่อยให้เป็หน้าที่ของภรรยาจัดการไป พอเห็นสามีทำเพียงพยักหน้าไม่ตำหนิอะไร หยางจุก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เธอไม่กลัวเื่ที่เขาจะตำหนิว่าใช้เงินมือเติบ แต่กลัวว่าเขาจะถามมากกว่าว่าเอาเวลาที่ไหนไปซื้อของพวกนี้ ทั้งที่ความจริงเธอเอาออกมาจากในมิติของตัวเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็เตียงนอน ตู้เสื้อผ้า โต๊ะ เก้าอี้ เพียงแต่ว่าจ้างให้รถมาส่งอีกทีเพื่อความสมจริง
เนื่องจากว่าของที่มาส่งตรงกับเวลาเลิกงานพอดี ทำให้เป็ที่สะดุดตาของคนในโรงงาน วันนี้มีรถบรรทุกของเข้ามาส่งในโรงงานถึงสองคัน
“ได้ข่าวว่าเป็หัวหน้าช่างคนใหม่ย้ายมาอยู่”
“เห็นว่าเป็เด็กฝาก”
“จริงเหรอ ต้องเส้นใหญ่แน่ๆ ถึงเข้ามาครั้งแรกก็ได้เป็หัวหน้าเลย”
“รู้แล้วเหยียบเอาไว้เลยนะ เพื่อนฉันที่คบหาดูใจกับเลขาลู่อยู่บอกว่า เป็ทหารปลดประจำการ ได้ข่าวว่าได้รับาเ็เลยถูกส่งมาปฏิบัติหน้าที่ที่นี่”
“เพ้ย…ก็แค่พวกทหารรอดตาย มีสิทธิ์อะไรถึงเข้ามาทำงานเป็หัวหน้าพวกเรา”
เสียงวิพากษ์วิจารดังอื้ออึงทั่วไปหมด และเป็สิ่งที่หวงจิ่นกวงคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้วว่าจะต้องมีคลื่นใต้น้ำจำพวกนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหน จะต้องมีคนประเภทนี้ปะปนอยู่กับคนทั่วไป
ทางด้านหยางจูผู้ไม่รู้อะไร เนื่องจากว่าเธอกำลังดื่มด่ำกับเตียงนอนและที่นอนใหม่ที่แสนนุ่มนี้ ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องทนนอนที่นอนแข็งๆ เตียงเก่าๆ ขยับตัวทีก็เสียงดังไปถึงห้องข้างๆ อีกต่อไป
“แม่ครับ ผมต้องนอนห้องนั้นคนเดียวจริงเหรอครับ” หวงชิวิเดินทำหน้าเศร้าเข้ามาในห้องของผู้เป็แม่
เขารู้สึกดีกับบ้านใหม่มาก ถึงจะไม่มีพื้นที่กว้างให้วิ่งเล่นเหมือนบ้านเดิม แต่มันทั้งใหม่และสะอาด น่าอยู่กว่าบ้านเดิมเป็ไหนๆ
“ใครบอกลูกกันล่ะ พ่อเขาก็จะนอนที่นั่นกับลูกด้วย”
“จริงเหรอครับ” เด็กน้อยถามด้วยความดีใจ"
“จริงสิ แม่จะโกหกทำไม หรือถ้าวันไหนลูกอยากจะมานอนกับแม่ก็บอกพ่อเขาได้” หยางจูพยักหน้า
“แล้วถ้าผมอยากนอนกับแม่ตลอดไปล่ะครับ” เด็กชายชอบนอนกอดแม่ เพราะแม่ของเขาตัวหอม
“เื่นั้นก็ย่อมได้ พวกเรานอนด้วยกันที่ห้องนี้ แล้วให้พ่อไปนอนห้องนั้นคนเดียว”
หวงจิ่นกวงที่กำลังเดินเข้าบ้านมา ได้ยินคำพูดนี้ของภรรยาเขาถึงกับต้องหยุดชะงักค้างอยู่แบบนั้น คิดว่าลูกชายแยกห้องแล้วจะได้ทำอะไรตามครรลองที่ควรจะเป็เสียที
เขาไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่เวลาเห็นสาวงามแล้วจะไม่รู้สึก ต้องยอมรับว่าภรรยาเป็คนที่สวยคนหนึ่ง อีกทั้ง่นี้เธอยังดูดีกว่าแต่ก่อนมาก จะให้อดใจไหวได้อย่างไร
หมดกัน อุตส่าห์แยกห้องแล้ว คิดว่าจะได้กอดเมีย กลายเป็ว่าสองแม่ลูกตกลงกันลับหลังเรียบร้อยแล้ว แบบนี้เมื่อไหร่จะได้กอดเมียล่ะพ่อ เอ้ย ยย