“ท่านพี่ กินด้วยกันหรือไม่เ้าคะ?” มู่เชียนจิ่วเป็ฝ่ายเชื้อเชิญเสียเอง นางรู้ว่าพวกมารล้วนหน้าบาง ไม่มีทางเอ่ยปากเองแน่นอน
แต่ไม่เป็ไร นางหน้าหนาอยู่แล้ว อีกอย่าง เขาก็เคยช่วยนางเอาไว้ แค่เลี้ยงข้าว นางรับไหวอยู่แล้ว!
แน่นอนว่าหากทำให้เขาลดการดูดเืของนางลงไปได้ด้วยละก็คงจะดีไม่น้อย
“ข้าไม่หิว” จวินอู๋เสียตีหน้าถมึงทึง เดิมเขาตั้งใจจะมาขอข้าวกินจริง ๆ แต่ตอนนี้เหมือนถูกจับได้ ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เขาหงุดหงิดใจไม่น้อย
มู่เชียนจิ่วทำเป็ไม่ได้ยินที่เขาเอ่ย เตรียมชามและตะเกียบให้เขาเรียบร้อบ “ท่านพี่ ท่านกินกับน้อยหน่อยจะดีกว่าเ้าค่ะ”
ดวงตาเรียวของจวินอู๋เสียแฝงไว้ด้วยความฉงน สตรีผู้นี้เตรียมชามและตะเกียบให้เขาเสร็จสรรพ แต่กลับบอกให้เขากินน้อยหน่อย?
‘เ้าให้ข้ากินน้อยหน่อยอย่างนั้นหรือ ข้าไม่ยอมหรอกนะ!’
“เ้าต้องป้อนข้าด้วย”
มู่เชียนจิ่วกะพริบตาปริบ ๆ ความเห็นใจเมื่อครู่พลันมลายหายไปจนสิ้น เ้ามารตนนี้จะมากเกินไปแล้ว ช่างไร้มารยาทสิ้นดี!
“ไม่อยากทำอย่างนั้นหรือ?” จวินอู๋เสียมีท่าทางผ่อนคลาย แต่สายตากลับข่มขู่ราวกับแผ่ไอสังหารออกมาด้วย
“ท่านพี่ เชิญกินองค-- เชิญกินได้แล้วเ้าค่ะ!” มู่เชียนจิ่วรีบหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบหลงหยางชิ้นที่ใหญ่ที่สุดป้อนให้เขา
‘เ้าอยากกินเองนะ ข้าไม่ได้บังคับเ้า’
จวินอู๋เสียได้ยินไม่ชัดว่าเมื่อครู่มู่เชียนจิ่วพูดว่าอย่างไร แต่ก็ยอมอ้าปากขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากบางของบุรุษฟ้าประทานดูน่ากินยิ่งกว่าหลงหยางนี่เสียอีก
ทันทีที่เนื้อหลงหยางเข้าปาก …เนื้อัักรุบกรอบ ไม่มันเลี่ยน อร่อยกว่าอาหารที่หอสุราจริง ๆ!
“ท่านพี่ รสชาติเป็เช่นไรบ้างเ้าคะ?” จิตใจด้านมืดของมู่เชียนจิ่วเริงร่า ยิ่งเห็นมารตนนี้กินองคชาตพยัคฆ์เข้าไป ก็รู้สึกสะใจจนอยากจะร้องออกมาเป็เพลงเลยทีเดียว
จวินอู๋เสียเงยหน้าขึ้นมองเล็กน้อย “ก็พอใช้ได้”
มู่เชียนจิ่วแอบคว่ำปาก หลงหยางจานนี้นางยังไม่ได้ชิมมาก่อน แต่นางมั่นใจในฝีมือการทำอาหารของตัวเอง!
หากบอกว่าฝีมือการทำอาหารของนางยังธรรมดาไป เช่นนั้นฝีมือของพ่อครัวทั่วทั้งดินแดนเสวียนอู่ ไม่เรียกว่ากินไม่ลงหรอกหรือ?
เวลาผ่านไป หลงหยางในจานก็พร่องลงเรื่อย ๆ จวบจนกระทั่งหลงหยางชิ้นสุดท้ายเข้าปากของจวินอู๋เสีย มู่เชียนจิ่วก็กลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว เพราะมื้อเย็นนางยังไม่ได้กินอะไรเลย
*อึก*
เมื่อได้ยินเสียงกลืนน้ำลาย ดวงตาเรียวของท่านาามารก็จ้องมองไปที่สตรีตรงหน้า “เ้ายังไม่ได้กินอย่างนั้นหรือ?”
มู่เชียนจิ่วมองจวินอู๋เสียด้วยสายตาอาดูร แต่ภายในใจกลับอยากจะด่าออกมาว่า ‘กินหัวเ้าน่ะสิ!’
นางป้อนเขาจนปวดมือไปหมด หนำซ้ำอาหารอันโอชะที่ตัวเองทำก็ไม่ได้ชิมแม้แต่คำเดียว ความรู้สึกเช่นนี้ราวกับนางสูญสิ้นทุกอย่างที่มีก็มิปาน
มีเพียงแหวนเก็บสมบัติวงนั้น ที่คอยให้ความอบอุ่นหัวใจดวงน้อยที่เย็นเยียบของนางในตอนนี้ได้บ้าง!
เมื่อถูกจ้องมองด้วยแววตาคาดโทษ จวินอู๋เสียก็เริ่มทำตัวไม่ถูก จึงหยิบผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงออกมาผลหนึ่ง “ข้าไม่กินของเ้าเปล่า ๆ หรอก เอาไปแทะเล่นก็แล้วกัน”
เมื่อััได้ถึงพลังิญญาที่แผ่ออกมาจากผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ มู่เชียนจิ่วก็อารมณ์ดีขึ้นทันตาเห็น …สมกับเป็ท่านพี่จริง ๆ หลงหยางหนึ่งจาน สามารถแลกกับผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงได้ตั้งหนึ่งผล!
นี่มันกำไรชัด ๆ
ชั่วขณะหนึ่ง มู่เชียนจิ่วถึงขั้นคิดไปว่า นางควรเตรียมหลงหยางให้เขาอีกสักจานดีหรือไม่ ดูเหมือนเขาจะชอบมันมากทีเดียว
“ขอบคุณท่านพี่มากเ้าค่ะ!”
“หึ!” มุมปากจวินอู๋เสียโค้งขึ้น ราวกับขบขันท่าทางที่เหมือนไม่เคยเห็นโลกมาก่อนของมู่เชียนจิ่วเสียเต็มประดา
ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงเช่นนี้สำหรับเขาแล้วหาได้มีค่าอะไร แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่น ๆ แล้วกลับเป็ของวิเศษหายาก!
ยิ่งไปกว่านั้น จวินอู๋เสียไม่ใช่คนที่กินของใครเปล่า ๆ เพียงแต่อาหารมื้อหนึ่งต้องแลกกับผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงหนึ่งผล ดูเหมือนเขาจะเสียเปรียบไม่น้อย “ครั้งหน้าข้าจะมาใหม่ เตรียมอาหารให้มากหน่อยล่ะ ทำดีจะมีรางวัลให้”
ไม่ทันที่มู่เชียนจิ่วจะได้เอ่ยอะไร ร่างของจวินอู๋เสียก็จากไปจนไม่เห็นแม้แต่เงาเสียแล้ว นั่นยิ่งทำให้มู่เชียนจิ่วมั่นใจ ว่ามารตนนี้มาเพื่อขอข้าวกินจริง ๆ!
ส่วนเื่ที่เขาอาจจะยากจนข้นแค้นจนไม่มีอันจะกิน คงไม่ถึงขนาดนั้นกระมัง
ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงผลนี้ หากนำไปประมูลคงมีมูลค่าไม่น้อย หลงหยางหนึ่งจานแลกกับผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงหนึ่งผล หากมารตนนี้มาขอข้าวนางกินสักสองสามร้อยปี นางไม่กลายเป็เศรษฐีนีอันดับหนึ่งแห่งดินแดนเสวียนอู่หรอกหรือ?
หากทำอาหารก็รวยได้ละก็ แม้กระทั่งยามหลับนางก็คงยิ้มออกมาเป็แน่
*จ๊อกกกก*
ขณะที่กำลังฝันหวาน ท้องของหญิงสาวร้องประท้วงขึ้นมาอีกครั้ง นางจึงรีบเก็บผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ลงไปในแหวนเก็บสมบัติ มือทั้งสองข้างเท้าเอว พลางมองไปทางกองไฟและพึมพำกับตัวเอง “ดูท่ามื้อค่ำคงต้องทำใหม่ซะแล้ว”
----------
จวินอู๋เสียกลับมาถึงหอสุราแล้ว ทว่าบนใบหน้าที่งดงามยิ่งกว่าสตรีเวลานี้กลับแดงก่ำ ร่างกายร้อนรุ่มราวกับไฟสุม!
หรือสตรีไร้ยางอายนั่นจะใส่ยาพิษลงไปในอาหาร?
จวินอู๋เสียโคจรพลังมารภายในกายทันที หลังจากตรวจสอบหลายครั้งหลายคราก็ไม่พบพิษใด ๆ
แต่หากไม่ได้ถูกพิษ แล้วเหตุใดเขาจึงทรมานเช่นนี้กัน?
เมื่อรู้สึกว่าร่างกายผิดปกติ สีหน้าของท่านาามารก็คล้ำทมิฬขึ้น ต่อให้สตรีนางนั้นไม่ได้วางยาพิษลงในอาหาร แต่เื่นี้ต้องเกี่ยวกับอาหารของนางอย่างแน่นอน!
บัดซบ บัดซบสิ้นดี!
จวินอู๋เสียใช้พลังมารฝืนสะกดความร้อนรุ่มเอาไว้ ใบหน้าที่จากเดิมก็แดงอยู่แล้ว พลันแดงก่ำขึ้นอีกหลายเท่า
ทันใดนั้นเขาก็คิดได้ว่า ก่อนจะรับประทานอาหารสตรีนางนั้นบอกว่าให้เขากินน้อยหน่อย …หรือนางรู้อยู่แล้วว่าหากกินมากเกินไป จะเกิดปัญหากับร่างกายได้?
จวินอู๋เสียขมวดคิ้วแน่น สีหน้าแดงก่ำจนน่ากลัว แต่กลับไม่สามารถทำอะไรได้!
แน่นอนว่าย่อมต้องหงุดหงิดอยู่แล้ว แต่เขาก็เข้าใจดีว่าเื่นี้สตรีผู้นั้นคงไม่ได้ตั้งใจ เขาเองก็แค่นึกสนุกไปขอข้าวนางกิน แต่สุดท้ายกลับประสบกับเื่เช่นนี้เข้า
เช่นนี้ เขาหาเื่ใส่ตัวเองอย่างนั้นหรือ?
ดวงตาเรียวของจวินอู๋เสียปิดลง ต่อให้เป็เช่นนั้นก็เป็ความผิดของสตรีผู้นั้นอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงที่เขาเสียไปเพื่อแลกกับความทรมานเช่นนี้ เปลวเพลิงในใจก็ยิ่งลุกโชน!
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง จวินอู๋เสียก็สลัดความคิดที่จะไปคิดบัญชีทิ้ง เขาเป็คนกินเข้าไปเอง หากไปเอาเื่นางตอนนี้จะกลายเป็ว่าเขาคิดเล็กคิดน้อย
แต่แค้นครั้งนี้เขาจะจำเอาไว้ วันหน้าเขาต้องชำระให้ได้!
----------
เพียงพริบตา เวลาสองวันก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
มู่เชียนจิ่วนั่งเท้าคาง พลางใช้ตะเกียบเขี่ยอาหารรสเลิศในจาน เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก
สองวันมานี้ เวลาทำอาหารนางมักจะทำเพิ่มจากเดิม เพื่อรอ ‘บ่อเงินบ่อทอง’ ของนางมากิน หากเขาอารมณ์ดีนางก็จะได้รางวัลเพิ่มด้วย
สุดท้าย อย่าว่าแต่คนตัวเป็ ๆ เลย แม้แต่เงาก็ยังไม่มี
ขณะเดียวกัน จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่ได้ข่าวคราวของอาจารย์เลย
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ด้วยพลังของนางในตอนนี้ อยากจะลงเขาเองยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ!
พายุโดยรอบในที่แห่งนี้ราวกับทำลายทุกสิ่งที่เข้าใกล้ก็มิปาน มิน่าล่ะ เมื่อศิษย์เ่าั้ได้ยินคำว่า ‘ผาสำนึกผิด’ ต่างก็มีสีหน้าซีดเผือด ถ้าให้อยู่บนนี้เป็ปี ๆ สิบปี หรือร้อยปีละก็ คนดี ๆ ก็คงเสียสติได้เหมือนกัน
ขณะที่มู่เชียนจิ่วกำลังเฝ้ารอบ่อเงินบ่อทองนำของรางวัลมาให้ จู่ ๆ ซู่เหยก็ะโมาตรงหน้าของนาง “ลูกพี่ ท่านดูสิว่าข้าไปเจออะไรมา!”
.
.
.