แสงแดดอ่อนยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องสีเขียวไข่กาของเรือนไผ่ขาว เงาของต้นหลิวที่ปลูกเรียงรายอยู่ริมสระน้ำโบกไหวตามแรงลม จ้าวมู่เฉินในวัยสิบห้าปีนั่งสงบนิ่งอยู่บนเสื่อลำแพน มือขวาถือพู่กันจรดลงบนกระดาษขีดเขียนตัวอักษรอย่างพลิ้วไหว บทกวีที่เขาแต่งขึ้นถูกถ่ายทอดลงบนแผ่นกระดาษด้วยลายมือที่งดงาม และเฉียบคม
สามวันหลังจากกลับจากตำหนักเหอผิง เสียงจอแจของเหล่าชาวบ้านที่ออกมามุงดูเื่มงคลหน้าจวนสกุลจ้าว บรรดาบ่าวไพร่ต่างก้มกราบหน้าผากแนบพื้นรอรับพระราชโองการ ทว่าใบหน้าล้วนฉายแววปิติยินดี แม้จะพยายามก้มหน้าหลบซ่อนความรู้สึก แต่รอยยิ้มกลับเผยออกมาอย่างปิดไม่อยู่ การได้รับพระราชโองการจากฝ่าาเช่นนี้ นับเป็เกียรติใหญ่หลวงต่อจวนสกุลจ้าว
ขบวนเชิญพระราชโองการมาถึง รถม้าหรูหราเคลือบทองอร่าม ลากโดยม้าศึกสี่ตัวที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี ขันทีในวังยกหีบแพรพรรณ เงินทอง เครื่องประดับ และสี่สิ่งวิเศษสำหรับนักปราชญ์ออกมาตั้งเรียงรายเบื้องหน้าจ้าวมู่เฉิน สิ่งของล้ำค่าเหล่านี้บ่งบอกถึงพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าาอย่างชัดเจน
กงกงวัยกลางคนที่เป็ผู้อ่านราชโองการลอบพิจารณาจ้าวมู่เฉินอยู่เงียบ ๆ ดรุณีหนุ่มตรงหน้ามีอายุเพียงสิบห้าปี ทว่าในการรับพระราชโองการครั้งแรกของชีวิต กลับสามารถสำรวมกายได้ดีถึงเพียงนี้ กิริยาสุขุม สายตานิ่งสงบ ค้อมกายรับราชโองการอย่างถูกต้องไร้ที่ติ ทำให้เขาอดประหลาดใจมิได้ หากเป็บุตรขุนนางอื่น คงยากจะปกปิดความตื่นเต้นดีใจไว้ได้
แม้จะสงบนิ่งเพียงใด แต่จ้าวมู่เฉินก็ยังเป็เพียงดรุณหนุ่ม แววตาลึกเร้นสั่นไหวยินดีอยู่บ้าง แม้จะเก็บซ่อนความรู้สึกได้ดีเพียงใด ก็ยังไม่อาจปิดบังตนเองได้สนิท ในใจพลันคิดขึ้นมาอย่างเงียบงัน
‘อาจเป็เพราะข้าต้องเสียสละอนาคตการสร้างครอบครัวของตนเองให้แก่ราชวงศ์ ฝ่าาจึงตอบแทนโดยการมอบโอกาสทางการศึกษาแก่ข้า’
เขาลอบถอนหายใจอยู่ในใจ แม้ว่าตัวเขาจะไม่ได้มีความปรารถนาในทางโลกเช่นบุรุษทั่วไป แต่ถึงกระนั้น การแบกรับภาระนี้ั้แ่อายุยังน้อยก็ทำให้รู้สึกหนักหน่วงไม่น้อย แต่เมื่อคิดว่าภายภาคหน้า เขาอาจจะเป็กำลังสำคัญให้แก่ราชสำนักได้ ความรู้สึกนั้นก็ค่อย ๆ จางลง เขาค้อมกายรับราชโองการอีกครา น้ำเสียงหนักแน่นแต่เปี่ยมไปด้วยความเคารพ
“ขอบพระทัยฝ่าาที่ทรงพระเมตตา”
จ้าวมู่เฉินได้รับพระราชโองการให้เข้าศึกษาในวังหลวง ในฐานะสหายร่วมเรียนขององค์รัชทายาท เหล่าองค์ชาย และบุตรหลานขุนนางชั้นสูง การได้รับโอกาสอันสูงเกียรติเช่นนี้สร้างความปลาบปลื้มให้กับคนในจวนสกุลจ้าวเป็อย่างยิ่ง บิดาของเขา นายท่านจ้าว ถึงกับจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองเป็การใหญ่ มารดาของเขาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ดวงตาเป็ประกายด้วยความภาคภูมิใจ
ทว่า ความยินดีของคนในจวน กลับกลายเป็เมล็ดพันธุ์แห่งความอิจฉาในใจของจ้าวซื่อเจี๋ย น้องชายต่างมารดาของจ้าวมู่เฉิน จ้าวซื่อเจี๋ยเป็บุตรชายของอนุภรรยาของนายท่านจ้าว เขาเติบโตมาภายใต้ร่มเงาของพี่ชาย ได้เห็นจ้าวมู่เฉินได้รับแต่สิ่งดีๆ ทั้งการเอาใจใส่จากบิดามารดา และชื่อเสียงเกียรติยศที่สั่งสมมาั้แ่เยาว์วัย
เดิมทีจ้าวมู่เฉินก็ได้รับการศึกษาอย่างดีอยู่แล้วที่สำนักศึกษาหลวงในลั่วหยาง ซึ่งเป็สำนักศึกษาที่ก่อตั้งโดยจักรพรรดิถังไท่จง พระจักรพรรดิพระองค์ก่อน บัดนี้การที่เขาได้รับพระราชโองการให้เป็สหายร่วมศึกษาของเชื้อพระวงศ์ และชนชั้นสูง ยิ่งทำให้ความริษยาในใจของจ้าวซื่อเจี๋ยทวีความรุนแรงขึ้น
ใน่แรกของการศึกษาในวังหลวง จ้าวมู่เฉินต้องเผชิญกับการกีดกันและดูถูกจากเหล่าองค์ชาย และบุตรหลานขุนนางผู้สูงศักดิ์ พวกเขาต่างมองว่าเขาเป็เพียงบุตรชายของขุนนางระดับต่ำ ไม่คู่ควรที่จะมาอยู่ร่วมกับพวกเขา มีเพียงองค์รัชทายาท หลี่เสียน ที่มองเห็นความสามารถ และคุณธรรมในตัวจ้าวมู่เฉิน พระองค์ทรงปฏิบัติต่อเขาอย่างให้เกียรติ และให้กำลังใจเขาเสมอ
ในขณะที่จ้าวมู่เฉินกำลังต่อสู้กับความอคติในวังหลวง เฉินซูเหรินก็ถูกองค์หญิงชิงเหอส่งตัวกลับไปยังหมู่บ้านหวยเต๋อ เมืองจื่อหยาง เพื่อไปอาศัยอยู่กับท่านปู่ของนางที่นั่น การส่งนางกลับไปในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อดัดนิสัยดื้อรั้น และเอาแต่ใจของนาง
…..
เวลาผ่านไปสามปี จ้าวมู่เฉินในวัยสิบแปดปีได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นถึงความสามารถของเขา เขากลายเป็อัจฉริยะในกลุ่มสหายร่วมเรียน ได้รับการยกย่องจากอาจารย์ และเพื่อนร่วมเรียน เขาได้รับรางวัลที่หนึ่งในการสอบจอหงวนอย่างง่ายดาย นายท่านจ้าวได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็ขุนนางระดับสาม ชีวิตความเป็อยู่ของสกุลจ้าวดีขึ้นอย่างมาก ชื่อเสียงเงินทองไหลมาเทมา
อย่างไรก็ตาม จ้าวมู่เฉินยังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะ ไม่หลงใหลในลาภยศสรรเสริญ ยิ่งเขาเจริญก้าวหน้ามากเพียงใด เมล็ดพันธุ์แห่งความอิจฉาในใจของจ้าวซื่อเจี๋ยก็ยิ่งเติบโตขึ้นเท่านั้น เขากลายเป็คนสองบุคลิก ภายนอกเขาเป็บุตรชายที่เชื่อฟังบิดามารดา เป็พี่ชายที่แสนดีของน้องชายคนเล็ก แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความริษยา และความทะเยอทะยาน มารดาที่เป็อนุภรรยาของเขาก็ยิ่งยุยงส่งเสริมให้เขาคิดร้ายต่อพี่ชายต่างมารดา
ในคืนเดือนแรม จ้าวซื่อเจี๋ยนั่งอยู่ในห้องของตนเอง แสงเทียนริบหรี่สาดส่องลงบนใบหน้าของเขา ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความแค้นเคือง เขาจ้องมองไปยังเงาของตนเองที่ทาบทับอยู่บนผนัง ราวกับกำลังจ้องมองศัตรู
“สักวันหนึ่ง ข้าจะต้องเป็ผู้ที่ยืนอยู่ตรงนั้น”
เขากระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“จ้าวมู่เฉินเ้าก็เป็แค่หินรองเท้าของข้าเท่านั้น”
…..
รัชศกเสียนชิง (ค.ศ.656 - 661) ปีที่ 4 จักรพรรดิถังเกาจง (พระนามเดิมหลี่จื้อ) ทรงครองราชปีที่ 11 ทรงเป็จักรพรรดิพระองค์ที่ 3 ที่ขึ้นครองราชในราชวงศ์ถัง
ท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้าของฤดูร้อน ขบวนราชทูตจากแคว้นถู่ปัวได้เดินทางมาถึงฉางอัน นครหลวงอันยิ่งใหญ่แห่งต้าถัง เสียงแตรและกลองดังกึกก้องไปทั่วท้องถนน ปลุกเร้าความตื่นเต้นให้กับผู้คนสองฝั่งทาง
ขบวนราชทูตยาวเหยียดทอดผ่านประตูเมืองโอ่อ่า ธงทิวสีแดงสดพลิ้วไหวตามแรงลม ประดับประดาด้วยลวดลายัและหงส์ทองคำ ขบวนหน้าเป็เหล่าทหารองครักษ์ในชุดเกราะหนังสัตว์ ปักขนจามรีสีขาวสะอาด มือถือหอกยาวและดาบโค้งงอ วาดลวดลายดุดันตามจังหวะก้าวเดิน ม้าศึกสีน้ำตาลเข้มกำยำล่ำสัน สวมเครื่องประดับเงินและหยกส่งประกายวาววับ
ถัดมาเป็เหล่าขุนนางถู่ปัวในชุดผ้าไหมหลากสีสัน ปักลวดลายดอกไม้และสัตว์ป่าตามแบบฉบับถู่ปัว หมวกทรงสูงประดับขนนกและลูกปัดแก้ว เดินตามหลังด้วยท่าทางสง่างาม บนรถลากไม้แกะสลักอย่างวิจิตรตระการตา บรรทุกของขวัญและบรรณาการมากมายสำหรับจักรพรรดิถัง
ของขวัญล้ำค่าถูกจัดเรียงอย่างเป็ระเบียบ ทั้งผ้าไหมทอทองคำ เครื่องเงินและเครื่องทองคำ แก้วหินสีต่างๆ และของหายาก เช่น เขาจามรี งาช้าง และสมุนไพรจากที่ราบสูงทิเบต ไฮไลท์ของบรรณาการคือม้าพันธุ์ดีสีขาวบริสุทธิ์ ขนเรียบลื่นดุจแพรไหม ั์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววเฉลียวฉลาด
ด้านหลังขบวนบรรณาการ เป็เกี้ยวไม้แกะสลักปิดทอง ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่า ภายในคือราชทูตถู่ปัว ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาฉายแววเฉลียวฉลาด สวมชุดผ้าไหมปักลวดลายัทองแสดงถึงฐานะอันสูงส่ง เสียงดนตรีบรรเลงจากเครื่องดนตรีทองเหลืองและกลองหนัง ควบคู่ไปกับการเต้นรำของหญิงสาวชาวถู่ปัวในชุดผ้าไหมสีสันสดใส ส่งเสียงหัวเราะคิกคัก ดึงดูดสายตาของผู้คน
การมาเยือนของราชทูตถู่ปัวในครั้งนี้ เป็ไปเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างสองแคว้น และถวายบรรณาการแด่จักรพรรดิถังตามธรรมเนียมปฏิบัติ ทุกครั้งที่มีการเยือนเช่นนี้ ราชสำนักต้าถังจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ และจัดการแข่งขันระหว่างเยาวชนของทั้งสองแคว้น เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และแสดงถึงความสามารถของรุ่นเยาว์
ปีนี้มีการจัดการแข่งขันสี่ประเภท ได้แก่ ดนตรี หมากรุก (มากล้อม) การคำนวณ และตีคลี ซึ่งเป็การแข่งขันที่ได้รับความสนใจมากที่สุด องค์รัชทายาท หลี่เสียน ทรงเป็หัวหน้าทีมตีคลีของต้าถัง แข่งขันกับทีมของเยาวชนทางการทหารจากแคว้นถู่ปัว การประลองตีคลีครั้งนี้จึงเป็ที่จับตามองของผู้คนในฉางอันเป็อย่างยิ่ง
ทั่วทั้งนครฉางอันต่างตกอยู่ในบรรยากาศแห่งความครื้นเครง เทศกาลงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นถู่ปัว และต้าถังกลายเป็หัวข้อสนทนาที่ถูกกล่าวถึงทุกหนแห่ง เหล่าขุนนาง ข้าราชบริพาร และชาวเมืองต่างเฝ้ารอคอยการประลองความสามารถระหว่างเยาวชนของทั้งสองแคว้น
ภายในตำหนักศึกษาหลวง บรรยากาศกลับเงียบสงัดผิดปกติ ห้องเรียนที่เคยเต็มไปด้วยนักศึกษาบัดนี้กลับว่างเปล่า มีเพียงจ้าวมู่เฉินที่นั่งอ่านตำราอยู่เพียงลำพัง แม้แต่องค์ชาย และเหล่าบุตรขุนนางผู้สูงศักดิ์ก็ยังละทิ้งการศึกษาเพื่อไปชมการแข่งขัน อาจารย์ผู้สอนในวันนี้เหลือเพียงอาจารย์เว่ย บุตรชายของราชเลขาเว่ย ผู้ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็ไม้เบื่อไม้เมาของจักรพรรดิองค์ก่อน
อาจารย์เว่ยมีนิสัยคล้ายบิดา อารมณ์ฉุนเฉียว และเอาแต่ใจ เมื่อเห็นว่าห้องเรียนว่างเปล่า เขาจึงตวาดใส่จ้าวมู่เฉินด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“เ้ายังนั่งทำอะไรอยู่ที่นี่..! ในเมื่อไม่มีใครมาเรียน ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะสอน กลับไปทบทวนบทเรียนที่จวนของเ้าเสีย..!”
จ้าวมู่เฉินลุกขึ้นคารวะอาจารย์เว่ย ก่อนจะเดินออกจากห้องเรียนด้วยท่าทางสงบ เขาเข้าใจดีว่าอาจารย์เว่ยไม่พอใจที่ไม่มีใครมาเรียน แต่วิธีการของอาจารย์เว่ยก็ช่างกระด้างไร้เหตุผล
ระหว่างที่เดินผ่านกำแพงที่ประดับด้วยูเาจำลอง จ้าวมู่เฉินได้ยินเสียงสนทนาแ่เบา เขาชะงักฝีเท้า และแอบฟังอย่างระมัดระวัง
“ท่านแม่ทัพมั่นใจได้อย่างไร ว่าแผนการของเราจะสำเร็จ..?” เสียงทุ้มต่ำของชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น
“ไม่ต้องห่วงองค์ชาย เรามีแคว้นถู่ปัวให้การสนับสนุน หากพวกมันร่วมมือกับเรา แผนการย่อมสำเร็จอย่างแน่นอน”
เสียงอีกเสียงตอบกลับมา
จ้าวมู่เฉินจำเสียงแรกได้ดี เขาคือองค์ชายใหญ่ หลี่ซวน แต่เสียงที่สองกลับไม่คุ้นเคย เขามองลอดช่องว่างระหว่างูเาจำลอง เห็นบุรุษวัยกลางคนในชุดขุนนางบู๊กำลังยืนหันหลังให้เขา
“แต่ฝ่าาทรงโปรดปรานองค์รัชทายาท หากพวกเรารีบร้อน...” เสียงองค์ชายใหญ่เอ่ยอย่างลังเล
“ความเมตตาของฝ่าากำลังทำให้แผ่นดินลุกเป็ไฟ รีบรวบรวมกำลังของเราเสีย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”
เสียงบุรุษวัยกลางคนเอ่ยอย่างหนักแน่น
จ้าวมู่เฉินรับรู้ได้ถึงอันตราย เขาจำเสียง และรูปร่างขององค์ชายใหญ่ได้ แต่บุรุษวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาคือใครกันแน่..? เขาพยายามจดจำลักษณะท่าทางของบุรุษผู้นั้นให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะค่อยๆ ถอยออกไปจากที่ซ่อนอย่างเงียบเชียบ
ภายในใจของจ้าวมู่เฉินเต็มไปด้วยความกังวล แผนการก่อฏที่เขาได้ยินมานั้นเป็เื่ใหญ่ หากองค์ชายใหญ่ และบุรุษผู้นั้นร่วมมือกับแคว้นถู่ปัว ากลางเมืองอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เขาจะต้องรีบแจ้งเื่นี้ให้บิดา และองค์รัชทายาททราบโดยเร็วที่สุด
หนึ่งคอมเมนต์ หรือ กดไลค์ เป็หนึ่งกำลังใจ ให้ผู้ประพันธ์