ตุบ
เสียงทุ้มหนักหน่วงดังก้องไปทั่วทั้งถ้ำที่มืดสนิท
ตุบ
เสียงนั้นดังถี่ขึ้นเรื่อยๆจนเริ่มเป็จังหวะ
ตุบ
ราวกับเป็ชีพจรของโลกยามที่มันเริ่มเต้นอีกครั้งบรรยากาศในถ้ำก็เริ่มเปลี่ยนไป
ตุบ
กระแสพลังจากพื้นพิภพค่อยๆถูกดูดเข้ามารวมตัวกันที่กึ่งกลางห้องที่นั่นมีบางสิ่งที่ดูคล้ายกับหม้อขนาดใหญ่ที่ฝาปิดสนิทตั้งอยู่
พลังจากธรรมชาติมารวมตัวกันจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ยิ่งเวลาไหลผ่านไปมากเท่าใดความเข้มข้นของกระแสพลังภายในห้องนี้ก็ยิ่งมากขึ้นดั่งทวีคูณความชื้นและอากาศที่สกปรกถูกแทนที่ด้วยบางสิ่งที่บริสุทธิ์กว่ากระจายไปทั่วห้อง
ตุบ
ตุบ
ตุบ
เสียงที่ดังราวกับชีพจรนั้นเริ่มเพิ่มจังหวะขึ้นเรื่อยๆจากที่เคยหลายนาทีครั้งหนึ่งมาถึงตอนนี้มันค่อยๆกลายเป็สิบครั้ง ร้อยครั้งในหนึ่งนาทีเข้าไปแล้ว
ราวกับมันเป็ชีพจรของมนุษย์คนหนึ่ง
ตูม!
เหมือนกับจะบอกว่านี่เป็ครั้งสุดท้าย ยามที่เวลาภายนอกเคลื่อนเข้าสู่เวลาเที่ยงตรงเสียงชีพจรที่ยิ่งใหญ่ที่ดังมาจากในหม้อนั้นก็หยุดลงตามกระแสพลังจากโลกรอบตัวถูกดูดเข้าไปด้านในหม้อนั้นราวกับกระแสน้ำที่กำลังไหลทะลักก่อนที่แสงสว่างเรืองรองบางอย่างจะสว่างจ้าจนสามารถมองทะลุออกมาจากหม้อได้จางๆจะกระจายออกมา
ตูม!
สรรพสิ่งรอบตัวกลายเป็เงียบสงบกระแสพลังของโลกที่ไหลมารวมตัวกันค่อยๆกระจายตัวออกไปสู่ภาวะปกติทุกสิ่งในห้องแห่งนี้กลายเป็ปกติเหมือนดั่งที่มันเคยเป็มาก่อน
“...นี่ข้าใช้เวลาในการหลอมยานี้ไปกี่วันกัน?”
เสียงใสกระจ่างที่แฝงไว้ด้วยความเ็าและทรงอำนาจดังมาจากด้านในของหม้อขนาดใหญ่ั์นั้นก่อนที่จะปรากฏรอยแยกของมิติขึ้นด้านข้างแล้วดูดเอาหม้อทั้งใบเข้าไปโดยไม่เหลือร่องรอย
สิ่งที่ปรากฏแทนที่คือร่างบอบบางของหญิงสาวนางหนึ่งที่มีผมสีดำยาวสยายไปถึงกลางหลังใบหน้าที่งดงามนั้นเ็าราวกับเ้าหญิงหิมะ แต่ท่าทางงุนงงขณะมองไปรอบๆของนางกลับมีเสน่ห์อย่างเหลือล้นนางมองไปรอบตัวอย่างประหลาดใจก่อนที่นางจะรู้ตัวว่าตอนนี้ร่างของนางกำลังเปลือยเปล่า!
ไป่ฟานเซียนจำได้ว่าก่อนที่นางจะเริ่มหลอม “โอสถ” นั่นนางยังอยู่ในสภาพที่ดูดดีนอกจากนี้สภาพห้องทำงานของนางที่เต็มไปด้วยฝุ่นก็ทำให้นางแปลกใจเป็อย่างยิ่ง
ราวกับไม่มีใครเข้ามาในนี้นานมากแล้ว
เมื่อสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ที่ปรากฏออกมาจากมิติราวกับเล่นกลไป่ฟานเซียนก็เดินสำรวจดูรอบๆ นอกจากฝุ่นแล้วทุกอย่างในห้องยังดูเหมือนเดิมโอสถจำนวนมากที่นางหลอม รวมถึงวัตถุดิบที่มีค่ายังอยู่ในสภาพดี แต่เพียงมีบางส่วนที่กลายเป็วัตถุดิบล้ำค่าไปแล้วเสียอย่างนั้น
“...ข้าจำได้ว่าในไร่นี้คือโสมพันปี?”
เบื้องหน้าของนางคือพื้นที่เล็กๆที่เต็มไปด้วยโสมหมื่นปีหลายสิบต้นถูกปลูกอยู่มันเป็พื้นที่ซึ่งนางสร้างขึ้นอย่างพิเศษเพื่อให้สมุนไพรทั้งหลายเติบโตได้ราวกับอยู่ในป่าโดยไม่้าการดูแล ที่แปลกคือนางจำได้ว่าโสมที่นางปลูกเอาไว้ในนี้มันเป็แค่โสมพันปีไม่ใช่รึไรกัน?
ไป่ฟานเซียนเดินต่อไป แม้แต่สุราพิเศษที่นางเก็บเอาไว้ก็ส่งกลิ่นหอมหวานจากการบ่มไว้อย่างยาวนานออกมา
นางเดินไปมาจนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูเมื่อนางวางมือลงไปกลไกก็ยังตอบรับได้อย่างปกติ ไม่มีสิ่งใดเสียหายเมื่อพลังของนางถูกส่งเข้าไปดั่งลูกกุญแจ กลไกก็เริ่มทำงานพร้อมทั้งทำให้ห้องที่มืดมิดนี้เต็มไปด้วยแสงสว่างอีกครั้ง
มันคือการใช้พลังปราณของนางเป็แหล่งกำเนิดพลังสิ่งประดิษฐ์เช่นนี้คงมีเพียงสหายนางที่ทำได้
นางส่งพลังออกไปอีกครั้ง คราวนี้มันทำหน้าที่ดั่งกุญแจกลไกโบราณค่อยๆขยับก่อนจะเปิดประตูที่ปิดไว้นานขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
“ฮุ่ยเอ๋อ ข้าออกมาแล้ว”
ฮุ่ยเอ๋อคือชื่อของสาวน้อยคนสนิทของนาง ทุกครั้งที่ไป่ฟานเซียนออกมาจากห้องทำงานสิ่งแรกที่นางมักจะได้เห็นก็คือใบหน้าน่ารักที่กำลังยินดีอย่างยิ่งของฮุ่ยเอ๋อ
แค่ตอนนี้เบื้องหน้ามันคือความว่างเปล่า
ไม่เพียงแต่ฮุ่ยเว่ย ที่นี่ไม่มีแม้แต่สิ่งมีชีวิตเลยสักนิดเป็เพียงถ้ำที่มืดสนิท ไป่ฟานเซียนขมวดคิ้วัั์ของนางะเิออกมาจากร่างไปทุกทิศทางแต่ตัวนางเองกลับแปลกใจเมื่อพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“...ัั์ของข้ากว้างขึ้น?”
ัั์คือสิ่งที่ผู้ฝึกตนระดับจอมยุทธ์ขึ้นไปสามารถััได้มันเป็เหมือนแรดาห์ที่มีตัวเองเป็จุดศูนย์กลางมันจะทำให้ผู้ใช้ััถึงหลายๆสิ่งรอบตัวได้เพียงแต่ปกติระดับจอมยุทธ์จะมีัั์แค่ราวๆ 2 – 3 เมตรเท่านั้น
ส่วนระดับปรมาจารย์สามารถััสิ่งต่างๆในระยะ 20 เมตรได้
ก่อนนี้ัั์ของไป่ฟานเซียนคือ 1 กิโลเมตรรอบตัวยิ่งใกล้เท่าไรก็จะยิ่งแม่นยำเท่านั้นทั้งยังสามารถระบุถึงกระแสพลังปราณในสิ่งที่นางััได้ แต่ตอนนี้ัั์ที่นางปล่อยออกไปมันกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เพราะมันกว้างกว่าเดิมมากๆ!
จนนางยังไม่รู้ถึงขีดจำกัดของมัน เพราะไป่ฟานเซียนััได้เสียก่อนว่าเหนือศีรษะนางขึ้นไปราวๆ1 กิโลเมตรมีผู้คนจำนวนมากกำลังรวมตัวกันอยู่
“คนธรรมดา...ระดับรวมปราณ...ระดับผู้ฝึกตนจำนวนมาก...จอมยุทธ์ไม่กี่คนและ...ปรมาจารย์ 3 คน?”
นอกจากนี้นางยังััได้ด้วยว่าระดับปรมาจารย์นั้น 2คนกำลังต่อสู้กันอยู่ และคนที่เหลือเป็ผู้เฝ้าชมอยู่รอบๆ
“พวกลูกศิษย์สายนอกประลองกันหรือ?”
สิ่งที่นางกล่าวออกมาคือความสงสัยอย่างแท้จริงเพราะในตำหนักโอสถเทพธิดาของนางนั้นระดับปรมาจารย์ก็เป็ได้เพียงศิษย์สายนอกที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก
“...คนอื่นหายไปไหนกันหมด?”
เมื่อยืนยันได้ ร่างของไป่ฟานเซียนก็หายไปจากจุดที่ยืนอยู่ ก่อนที่เหนือท้องฟ้า้ากว่า 100เมตรจะปรากฏรอยแยกมิติบางๆและมีร่างที่งดงามของไป่ฟานเซียนออกมา
นางจ้องมองลงไปยังเบื้องล่างที่มีปรมาจารย์ตัวจ้อยสองคนกำลังประลองกันอยู่ ไม่มีใครรู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่านางยืนอยู่ตรงนี้
“...นี่อะไรกัน?”
ไป่ฟานเซียนััได้ว่าในจุดที่ห่างจากนางไม่ไกลมีบางอย่างกำลังลอยอยู่และมันดูไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตเลยสักนิด เพราะมันเพียงลอยนิ่งๆไม่เคลื่อนไหวอะไรในจุดที่ดูเหมือนจะเป็ดวงตาของมันกำลังจับจ้องไปยังลานประลองเบื้องล่างอยู่
หมับ!
ไป่ฟานเซียนคว้าเอาโดรนสังเกตการณ์ของกองทัพที่กำลังลาดตระเวนและบันทึกการต่อสู้เบื้องล่างเอาไว้ด้วยมือเดียวนางพลิกมันดูอย่างสนอกสนใจ แต่เมื่อพบว่ามันไม่มีการตอบสนองนอกจากเสียงหวี่ๆจากใบพัดแล้วนางก็เลิกสนใจมันไป
นางตั้งใจจะปล่อยมันไว้ที่เดิม แต่เมื่อไม่ได้ระวังนางกลับบีบโดรนของกองทัพที่ทำจากวัสดุพิเศษจนมันแหลกคามือไปเสียได้!
“หัวหน้าครับ! โดรนหมายเลย 3 อยู่ๆก็ภาพหายไปครับ!”
“สัญญาณของโดรนหมายเลข 3 หายไปแล้วครับ!”
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน?”
ชายหนุ่มในชุดทหารถามอย่างไม่เข้าใจตอนนี้พวกเขาอยู่ในเต็นท์ที่ตั้งขึ้นในจุดที่ห่างออกไปจากลานประลองเล็กน้อยเพราะการประลองคราวนี้มีกองทัพเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาจึงต้องระวังไม่ให้เกิดความเสียหายระวังความปลอดภัย ทั้งยังต้องบันทึกการประลองที่เกิดขึ้นเอาไว้ให้ดีอีกด้วย
แล้วอยู่ๆโดรนหมายเลข 3ของพวกเขาที่ทำหน้าที่บันทึกการประลองจากมุมสูงกลับเสียหายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“มันชนเข้ากับอะไรรึเปล่า?”
“กำลังกู้ภาพล่าสุดที่มันถ่ายไว้ได้ครับ!”พลทหารคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ด้านคอมพิวเตอร์กำลังเร่งทำงานอย่างหนักแต่เมื่อเขาสามารถกู้ภาพสุดท้ายของมันมาได้เขากลับใจนไม่อยากเชื่อ
“หะ...หัวหน้ามาดูนี่สิครับ!”
“อะไร? ทำไมต้องใขนาดนั้น”
แต่เมื่อเขาก้มไปมองภาพจากจอคอมพิวเตอร์เขาเองก็อ้าปากค้างไม่ต่างไปจากลูกน้องของตนเท่าใดนัก
ส่วนทางไป่ฟานเซียนขมวดคิ้วมุ่น นางมองซากโดรนในมือด้วยท่าทางแปลกๆก่อนที่นางจะโยนมันเข้าไปในรอยแยกของมิติที่ปรากฏขึ้นข้างๆ
นี่จึงเป็สาเหตุที่พวกเขาไม่สามารถจับสัญญาณของมันได้อีกต่อไป
มันไปอยู่ในอีกมิติไปแล้วอย่างไรเล่า!
“พลังของข้ามันแปลกๆ?”
ไป่ฟานเซ๊ยนมองที่มือของตนอย่างแปลกใจ ั้แ่ัั์ของนางมาจนถึงพละกำลังที่ควบคุมไม่ได้นี้ มันเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของนางกัน?
“...หืม?”
เพื่อทดสอบอะไรบางอย่าง ลมปราณในร่างของนางพลันะเิออกมารอบตัวเพื่อทดสอบนางไม่รู้เลยว่าเพียงการะเิลมปราณของนางออกมาเบาๆเมฆฝนและพายุที่ก่อตัวมาเนิ่นนานกลับถูกพัดปลิวหายไปพร้อมกันเสี่ยนี่!
ไม่เพียงเท่านั้นเหล่าฝูงชนเบื้องล่างก็ััเข้ากับแรงกดดันอันมหาศาลจนแม้แต่แต่ระดับจอมยุทธ์อย่างผู้นำตระกูลถังและซ่งถูกกดทับจนลงไปนอนกับพื้น
ส่วนผู้ฝึกตนระดับผู้ฝึกยุทธ์ลงไปล้วนสลบไปในวินาทีเดียวที่ัักับแรงกดดันนั้น!
ทำให้ตอนนี้กลุ่มคนเบื้องล่างสลบปากกว่า 80% พร้อมๆกัน
ส่วนปรมาจารย์ 2 คนที่กำลังสู้กันอยู่อย่างเจิ้งเหรินอี้กับหม่าฟู่เฟิงก็ไม่สามารถยืนได้เช่นเดียวกันขาทั้งสองของพวกเขาราวกับไม่ทำตามคำสั่งมันงอลงไปจนเหมือนพวกเขากำลังคุกเข่าอยู่อย่างไรอย่างนั้น
พวกเขาทั้งสองต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออกเมื่อหันไปเห็นสายตาใของกันและกันแล้วก็แน่ใจว่าไม่ใช่ฝีมือของอีกฝ่ายก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เพราะถ้าเป็ฝีมืออีกฝ่ายจริงๆก็ไม่ต้องมาเสียเวลาประลองไร้สาระแบบนี้แล้วเพราะระดับพลังที่ัันี้มันคนละระดับจริงๆ!
ตุบ!
ที่กลางลานประลองนอกจากหม่าฟู่เฟิงแล้วปรากฏร่างของชายวัยกลางคนอีกคนออกมาเขาอยู่ในชุดทหารเต็มยศ เมื่อมาถึงเขาก็คุกเข่าและประสานมือที่กำลังสั่นสะท้านอย่างช่วยไม่ได้ในขณะที่จ้องมองขึ้นไป้าท้องฟ้า
“ทะ...ท่านผู้ยิ่งใหญ่ช่วยปรากฏตัวให้ผู้น้อยเห็นท่านหน่อยได้หรือไม่?”
จุดที่สายตาของเขากำลังจ้องมองขึ้นไปคือจุดที่ไป่ฟานเซียนกำลังยืนอยู่หม่าฟู่เฟิงและเจิ้งเหรินอี้เมื่อได้สติก็รีบมองไปในทางเดียวกันทำให้เขาเห็นว่าเหนือฟ้าขึ้นไปหลายร้อยเมตรนั้นมีร่างหนึ่งยืนอยู่
เมื่อเมฆฝนนั้นถูกพัดปลิวหายไป ท้องฟ้าที่สดใส่ก็ปรากฏขึ้นแทนที่จึงไม่ยากสำหรับผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์เช่นพวกเขาที่จะสามารถมองเห็น
เมื่อรู้ว่าแรงกดดันที่เกิดขึ้นนี้มาจากมนุษย์เช่นเดียวกันทั้งสองคนล้วนกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอเพราะเพียงแรงกดดันจากพลังปราณของตัวตันที่ไม่รู้จักนี้ก็ทำให้พวกเขาต้องคุกเข่าลงอย่างศิโรราบแล้วไม่ต้องไปถึงการโจมตีใดๆเพียงสักครั้งเลย
ทางไป่ฟานเซียนเมื่อยืนยันได้แล้วนางก็เลิกปล่อยพลังปราณออกมาจากร่าง นั่นทำให้เหล่าผู้คนด้านล่างรู้สึกราวกับถูกยกูเาหนักๆออกไปสามารถกลับมาขยับได้อีกครั้งแล้วเหล่าผู้คนด้านล่างไม่ได้รู้เลยว่าไป่ฟานเซียนไม่ได้สนใจพวกเขาแม้แต่น้อยนางพึมพำกับตัวเองเบาๆก่อนที่ร่างของนางจะหายไปจากฟากฟ้าแห่งนั้น
“...มันสำเร็จสินะ?”
คือคำพูดสุดท้ายของนางก่อนที่จะจากไป
“มะ...มันเกิดอะไรขึ้นกัน?”
ถังเทียนจี๋และซ่งเว่ยหนานค่อยๆลุกขึ้นมาจากสภาพที่ทั้งตัวเกือบจมลงไปในดิน ทั้งสองคนมองไปรอบตัวอย่างไม่เชื่อสายตาคนเกือบทั้งหมดกลับกลายเป็สลบเหมือดจนเหลือเพียงไม่กี่คนและไม่กี่คนนั้นล้วนเป็คนคุ้นหน้าคุ้นตาที่มีชื่อเสียงทั้งสิ้น
แต่สภาพคนที่ยังมีสติอยู่ก็น่าอเนจอนาถอย่างยิ่ง
“...ท่านปู่ เมื่อครู่คืออะไรกันแน่?”
น่าแปลกที่ซ่งรุ่ยซีกลับไม่ได้สลบไปเช่นคนอื่นๆยามที่แรงกดดันนั้นหล่นทับลงมานางสามารถคงสติเอาไว้ได้แม้จะมีสภาพที่ไม่น่าดูเฉกเช่นคนอื่นๆก็ตาม
“...ปู่ก็ไม่รู้”
ซ่งเว่ยหนานปฏิเสธด้วยความงงงวยแต่เมื่อเขามองไปที่กลางลานประลองก็ต้องประหลาดใจ เพราะนอกจากผู้ประลองทั้งสองอย่างราชันย์บูรพาหม่าฟู่เฟิงและจอมดาบเจิ้งเหรินอี้แล้วยังปรากฏร่างของชายวัยกลางคนในชุดทหารเต็มยศกำลังคุกเข่าอยู่ด้วย
“ทะ...ท่านจอมพล?”
คำของซ่งเว่ยหนานทำเอาเพื่อนสนิทอย่างถังเทียนจี๋รีบหันขวับไปมองและเมื่อยืนยันได้แล้วเขาก็ถามเพื่อนสนิทอย่างประหลาดใจ
“ที่แท้ท่านจอมพลก็มาดูการประลองนี้ด้วย?”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน...ดูเหมือนว่าจะเป็อย่างนั้น”
“...ว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”