บทที่ 34
พักฟื้น
จากาแที่ได้รับจากการต่อสู้ มันไม่ใช่าแเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ิัด้านนอกของเจียงเฟิงปริแตกเป็จำนวนมาก จากการปะทะกับหมัดของิญญาทมิฬตนนั้น ที่มีขอบเขตเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขั้นสามระดับสูงสุด
เพราะแบบนั้นเจียงเฟิงหลังจากที่กลับมาถึงจวนแม่ทัพ ก็ต้องทำแผลครั้งใหญ่ อาการาเ็นั้นถือได้ว่าหนักหนาไม่น้อย
ถ้าเกิดว่าเขาไม่ได้มีขอบเขตของผู้ฝึกปราณที่แข็งแกร่งเป็อย่างมาก ร่างกายของเขาเองก็คงจะาเ็หนักกว่านี้
หลังจากที่ทำแผลอยู่หลายชั่วยาม ในที่สุดเจียงเฟิงก็ได้พักผ่อน
หลังจากนั้นงานเทศกาลเองก็ผ่านพ้นไป
แน่นอนว่ามีข่าวที่ทำให้ผู้คนนั้นตกตะลึงแพร่กระจายไปทั่วทั้งเมือง
สิ่งที่ทำให้ผู้คนตกตะลึงก็คือคุณชายจาง เป็หนึ่งในคุณชายที่ถือได้ว่ามีชื่อเสียงในเมืองแห่งนี้ตาย
ตายอยู่ที่ศาลากลางน้ำบริเวณด้านนอกเมืองในคืนวันเทศกาล
เื่นี้ทำให้ผู้คนทั่วทั้งเมืองนั้นตื่นตระหนกเป็อย่างยิ่ง
หลังจากที่ทหารภายในเมืองไปตรวจดูแล้ว เขาเองก็ยืนยันว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์
เป็เพราะว่ามองดูจากสภาพศพและร่างกาย เป็เหมือนกับการที่พลังชีวิตถูกดูดออกไปจนหมด
ไม่ว่ามองอย่างไรก็ไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์ที่ลงมืออย่างแน่นอน
และรวมกับคำให้การที่พวกของคุณชายที่เหลืออยู่ในศาลาพูดกัน
นั่นก็คือพวกคุณชายเ่าั้บอกว่าก่อนที่ตนเองจะสลบ ััได้ถึงลมเย็นที่อยู่ๆก็ปรากฏขึ้นทั่วทั้งศาลา หลังจากนั้นพวกเขาเองก็สลบไป
ด้วยคำให้การนี้แน่นอนว่าทหารภายในเมืองย่อมตีความว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์
พวกเขาเองก็คิดว่าคุณชายจางนั้นโดนิญญาร้ายเล่นงาน
เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่หมู่บ้านใกล้ๆเมือง มันก็เป็สภาพการณ์ที่คล้ายๆกัน
ผู้คนทั้งหมู่บ้านโดนสังหารยกหมู่บ้าน แน่นอนว่าเป็เื่ที่ใหญ่โต ข่าวเื่นั้นก็เงียบไปได้ไม่นานมีเื่ของคุณชายจางขึ้นมาอีก
เพราะแบบนั้นมันเลยกลายเป็เหมือนกับว่าข่าวคุณชายจาง ทำให้ข่าวที่มันควรจะเงียบลงไปแล้วในตอนนี้ก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง
ผู้คนภายในเมืองตื่นตระหนกเกี่ยวกับเื่นี้เป็อย่างยิ่ง ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นรอบๆเมือง
ั้แ่ก่อตั้งเมืองแห่งนี้มา มันไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นเลย
เรียกได้ว่าแม้แต่พวกโจรที่ปล้นชิงเองก็แทบไม่มี
ผู้คนก็รู้ดีอยู่แล้วว่าสถานที่แห่งนี้มีกองทัพเป็ผู้ดูแล แล้วคนที่ดูแลเองก็เป็แม่ทัพใหญ่เจียง
ด้วยชื่อเสียงที่มากมายของแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ มีผู้ใดบ้างที่จะไม่เกรงกลัว เพราะแบบนั้นเื่วุ่นวายเลยไม่เคยเกิดขึ้น
แต่ไม่คาดคิดว่าในตอนนี้อยู่ๆก็จะมีเหตุการณ์ิญญาร้ายออกอาละวาดปรากฏขึ้นมา
ในขณะที่ผู้คนภายในเมืองกำลังพูดเกี่ยวกับเื่นี้
ตระกูลจางที่สูญเสียคุณชายของตระกูลตนเองไปกับปิดประตูเงียบไม่รับแขก
เรียกได้ว่าพวกเขานั้นไม่ได้พูดคุยกับใครเลย ไม่รู้ว่ากำลังเศร้าเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้น หรือว่ากำลังพูดคุยกันว่าใครจะเป็ผู้สืบทอดตระกูลคนต่อไป
หลังจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมือง เมื่อมองเห็นว่าผู้คนภายในเมืองเริ่มแตกตื่นกันมากขึ้น
ในที่สุดทางด้านของจวนแม่ทัพก็ได้ออกมาประกาศ
โดยคำประกาศนั้นเป็การบอกเตือนเพื่อสยบความวุ่นวาย โดยเนื้อหาก็คือว่าถ้าเกิดว่าอยู่ภายในกำแพงเมืองใน่กลางคืน ไม่มีทางที่จะเกิดเหตุร้ายขึ้นอย่างแน่นอน
เพราะว่ามีผู้ฝึกตนมากมายคอยสังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลา
หลังจากที่ได้รับคำยืนยันจากทางจวนแม่ทัพสถานการณ์ก็ค่อยๆสงบลง
ผู้คนเริ่มแยกแยะกันได้ว่าจุดที่คุณชายจางโดนสังหารอยู่ห่างจากเมืองพอสมควร
เพราะแบบนั้นผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองเลยค่อยๆโล่งใจเกี่ยวกับเื่นี้
เพราะว่าใน่เวลาที่ผ่านมาก็ไม่มีการอาละวาดของิญญาร้ายบริเวณรอบใกล้เมืองจริงๆ
นั่นแสดงว่าจวนของแม่ทัพใหญ่ มีอำนาจพอที่จะจัดการเกี่ยวกับพวกิญญาร้ายพวกนี้
เจียงเฟิงที่ตอนนี้นอนเล่นอยู่ภายในจวน ทั่วทั้งร่างกายของเขาเต็มไปด้วยผ้าพันแผลหลายแห่ง
เขาไม่ได้อธิบายกับใครเลยว่าเขานั้นสังหาริญญาร้ายตัวนั้นไปแล้ว
ในขณะที่สถานการณ์ด้านนอกวุ่นวายมาหลายวันแล้วดูเหมือนจะสงบลง
เจียงเฟิงก็พักฟื้นอย่างสบายอกสบายใจอยู่ภายในจวน
ในตอนนี้เขาพักฟื้นมาสามวันแล้ว
ร่างกายของเขาฟื้นตัวดีขึ้น มันเป็เพราะว่าเขาเป็ผู้ฝึกปราณแล้วก็เป็ผู้ฝึกยุทธ์ด้วย
ผู้ฝึกปราณทำให้ปราณิญญาที่ฟื้นฟูร่างกายนั้นมีมากขึ้น ในขณะที่ผู้ฝึกยุทธเองก็มีร่างกายที่แข็งแกร่งการฟื้นฟูของร่างกายเองก็ไม่ธรรมดา
มันเลยทำให้เขาที่เป็ทั้งผู้ฝึกปรานและผู้ฝึกยุทธ์ มีข้อได้เปรียบก็คือการฟื้นฟูร่างกายที่แข็งแกร่ง
มันเลยทำให้ตัวของเขาในตอนนี้ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
เจียงเฟิงนอนผ่อนคลายอยู่ภายในศาลา มีเฉินอวี้คอยป้อนผลไม้ให้เขากิน ส่วนทางด้านของซินอวี้ก็คอยชงชา แล้วก็อ่านหนังสือต่างๆ
ชีวิตเช่นนี้ช่างเป็ชีวิตของคุณชายเ้าสำราญจริงๆ
เจียงเฟิงแทบอยากจะร้องไห้
่หลายปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้ใช้ชีวิตแบบนี้เลยแม้แต่น้อย
เรียกได้ว่าแต่ละวันต้องทนยากลำบากออกไปล่าพวกิญญาร้าย แถมยังจะโดนพวกมันฆ่าตายอีกไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง
ในตอนนี้เมื่อกลับมาถึงบ้านของตนเองก็รู้สึกผ่อนคลายเช่นนี้
เพราะแบบนี้ผู้คนถึงบอกว่าไม่มีที่ไหนดีเท่าบ้านของตนเองอย่างไรเล่า
ซินอวี้คอยอ่านหนังสือต่างๆให้เขาฟัง หนังสือเกี่ยวกับเื่ราวต่างๆที่เกิดขึ้นใน่ระหว่างนี้
แม้ว่าซินอวี้จะมีใบหน้าแล้วน้ำเสียงที่เ็า แต่เมื่อนางอ่านหนังสือก็ฟังดูแล้วลื่นหูเป็อย่างมาก
เป็น้ำเสียงที่ฟังแล้วเป็สงบนิ่งผ่อนคลาย ไม่ได้มีความเย้ายวนและทรงเสน่ห์เหมือนกับเฉินอวี้
เลยทำให้น้ำเสียงของนางที่อ่านหนังสือออกมา เมื่อได้ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลายและสามารถฟังได้เรื่อยๆ
เจียงเฟิงในขณะที่นอนฟังหนังสือที่ซินอวี้อ่าน ในปากก็เคี้ยวผลไม้ของเฉินอวี้ป้อนให้ไปด้วย อันนั้นเขานึกบางอย่างขึ้นมาได้แล้วก็ถามขึ้นมา “ท่านพ่อใกล้กลับมาแล้วสินะ”
เฉินอวี้ยิ้มและพยักหน้า
เจียงเฟิงเพิ่งนึกได้ว่าตนเองพึ่งฟื้นขึ้นมาเพียงแค่จะถึงหนึ่งเดือนเท่านั้น
อันที่จริงแล้วสำหรับคนที่หลับไปนานการฟื้นตัวคงจะไม่เร็วขนาดนี้
แต่ว่าเพราะว่าเขานั้นพิเศษกว่าคนอื่น หลังจากที่ฟื้นตื่นขึ้นมาก็ดูดกลืนปราณิญญาในอากาศเป็จำนวนมาก
ให้ร่างกายฟื้นตัวอย่างรวดเร็วไม่กี่วันเขาก็ะโโลดเต้นได้แล้ว เลยทำให้เหมือนว่าร่างกายของเขาไม่ได้เป็อะไร
แล้วเขาเองก็ใช้ชีวิตอย่างปกติ
โดยในตอนนี้เพิ่งผ่านไปจะหนึ่งเดือนเอง หลังจากที่เขากลับมาที่โลกใบนี้
ในตอนนี้ขอบเขตผู้ฝึกปราณของเขาััถึงคอขวดแล้ว เป็ขอบเขตของผู้ฝึกปราณขอบเขตรากไม้ที่บริสุทธิ์เป็อย่างยิ่ง
ส่วนในด้านผู้ฝึกยุทธขอบเขตแรกของเขาเองก็พัฒนาอย่างก้าวะโหลังจากการต่อสู้ คาดว่าอีกไม่นานคงจะสามารถไปแตะถึงคอขวดได้
เมื่อถึงตอนนั้นเขาก็จะทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตที่สอง
ใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนในการสร้างขอบเขตที่แข็งแกร่งเช่นนี้
เจียงเฟิงมั่นใจว่าไม่ว่าใครก็ไม่สามารถทำได้ ยกเว้นไอ้พวกสัตว์ประหลาดที่กลับมาเกิดใหม่
คนพวกนั้นเป็ผู้ฝึกตนที่มีขอบเขตที่สูงเป็อย่างมากมาก่อน
เลยทำให้ความรู้และความเข้าใจของขอบเขตของคนพวกนั้นสูงเป็อย่างมาก
เมื่อจุติใหม่แล้วฟื้นความทรงจำได้
คนพวกนั้นก็จะมีขอบเขตที่พุ่งทะยานเหมือนกับผ่าลำไม้ไผ่
เรียกได้ว่าสามารถทะลุขอบเขตได้ราวกับว่าเป็การดื่มน้ำและกินข้าว