จ้าวซือหยางถูกนำตัวไปพบเจียงจางสื่อ หรือเจียงเป่าเฉียงที่ค่ายกองธงเขียวซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหอจี้อินเท่าใดนัก นางมองความยิ่งใหญ่ของกองทหารหนึ่งในเจ็ดกองธงทั่วแคว้นเทียนหลงด้วยความตื่นตะลึง รูปแบบสิ่งก่อสร้างที่สง่างาม รวมทั้งกลุ่มทหารที่กำลังฝึกซ้อมการต่อสู้อยู่ภายในค่ายล้วนถูกจัดการอย่างมีระบบระเบียบ เผยให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรโบราณที่ตนไม่เคยพบเห็นในชีวิตจริงมาก่อน
"คำนับใต้เท้าเจียง" หญิงสาวก้มหน้าก้มตาเอ่ยคำทักทายโดยไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองผู้ใด
"เงยหน้าขึ้น ข้าได้ยินว่าเ้ามีดวงตาสีฟ้าเช่นนั้นหรือ" เจียงเป่าเฉียงกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งแ่เบา
"เื่นั้นข้าน้อยไม่สามารถตอบคำถามได้เ้าค่ะ ตื่นขึ้นมาข้าก็จดจำได้เพียงแค่ข้าน้อยมีชื่อว่าซือหยาง เื่อื่น ๆ ข้าน้อยล้วนหลงลืมไปจนหมดสิ้นแล้ว" หญิงสาวตั้งใจจะทำเป็ว่าตนสูญเสียความทรงจำ จะได้ไม่ต้องเรียบเรียงคำพูดใดมากล่าวอ้างให้วุ่นวาย
"เงยหน้าขึ้นมา"
หญิงสาวเม้มริมฝีปากอย่างตื่นกลัวแต่สุดท้ายก็จำต้องเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษตรงหน้า พบว่าใต้เท้าเจียงเป็ชายหนุ่มอายุน่าจะไม่เกิน 30 ปี ใบหน้าหล่อเหลาไม่ได้สวมเครื่องแบบทหารอย่างกลุ่มบุรุษที่นางพบั้แ่เข้ามาภายในค่ายกองธงเขียวแห่งนี้
"นางมีดวงตาสีดำปกตินี่" จางเป่าเฉียงเอียงคอขมวดคิ้วจับจ้องไปที่ดวงตาของหญิงสาวเ้าของร่างงามที่เสื้อผ้าสีเทาเข้มตัวโคร่งไม่อาจลดทอนความงามของนางได้เลย
"เรียนใต้เท้า ข้าน้อยได้รับรายงานเื่นี้ก่อนที่นางจะเดินทางมาถึงแล้วขอรับ แต่ท่านหมอ ทหารลาดตระเวน ชาวบ้านที่ช่วยนางขึ้นมาจากแม่น้ำ รวมทั้งสตรีในหอจี้อินหลายคนก็ได้เห็นดวงตาของนางมาก่อนหน้านี้แล้วว่ามีสีฟ้าจริงๆ ไม่รู้ว่าดวงตาของนางเปลี่ยนมาเป็สีดำั้แ่เมื่อใด" นายกองผู้นำตัวจ้าวซือหยางเข้ามารีบออกตัว
"เ้ารู้ชื่อของตัวเอง แต่จำแซ่ไม่ได้หรือแม่นาง" จางเป่าเฉียงพยักหน้ารับรู้คราวหนึ่งแล้วตั้งคำถามกับหญิงสาวต่อ
"จำไม่ได้เ้าค่ะ อันที่จริงเพิ่งจะเรียนรู้เื่ราวของแคว้นหลงมาเล็กน้อยจากสหายที่อยู่ในหอจี้อินเมื่อเช้านี่เอง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็สิ่งแปลกใหม่สำหรับข้า ไม่มีความทรงจำใดๆ หลงเหลืออยู่เลยเ้าค่ะ"
"นางหมดสติอยู่สามวันเต็มๆ ทั้งยังถูกช่วยขึ้นมาจากการจมน้ำ มีโอกาสเป็ไปได้ที่นางจะสูญเสียความทรงจำขอรับเจียงจางสื่อ" ท่านหมอผู้ทำการตรวจรักษาให้จ้าวซือหยางออกความเห็น
"เ้าแน่ใจนะว่าเ้าสูญเสียความทรงจำไปจริงๆ หากเ้ามีครอบครัวและไม่มีจุดประสงค์จะมาแอบอ้างเป็บุตรีแห่งสุ่ยซีข้าก็จะปล่อยตัวเ้าไป แต่หากเ้าไม่สามารถยืนยันตัวตนและยังชี้แจงจุดประสงค์ที่เ้ามาลอยคออยู่ในแม่น้ำสุ่ยซีไม่ได้ พวกเราคงไม่อาจปล่อยเ้าออกไปจากหอจื้อินตามคำสั่งของท่านมหาอุปราช"
"ข้าจำไม่ได้จริงๆ แต่ข้าเชื่อว่าข้าย่อมถือกำเนิดจากบิดามารดา ไม่ได้คิดมาแอบอ้างเป็หญิงสาวตามคำพยากรณ์แต่อย่างใดเ้าค่ะ"
จ้าวซือหยางอยากจะจะมีครอบครัวมารับใจแทบขาด แต่นางก็หาคนมายืนยันตัวตนไม่ได้ ทั้งยังบอกที่มาของการปรากฏตัวกลางแม่น้ำไม่ได้อีก นางยอมจำนนกับชะตากรรมมาั้แ่เข้าใจสถานการณ์ของตนเมื่อเช้าแล้ว เวลานี้นาง้าที่พักอาศัยและ้าเวลาในการคิดหาทางเอาตัวรอดในดินแดนที่ไม่รู้จักแห่งนี้ อดทนทำงานสร้างเขื่อนจนแล้วเสร็จเมื่อใดสตรีในหอจี้อินก็จะถูกปล่อยตัวให้เป็อิสระ เวลานั้นนางอาจหาหนทางที่ดีสำหรับตนเองได้แล้วจึงไม่คิดต่อต้านหรือหลบหนีออกจากหอจี้อินสักนิด
"เช่นนั้นเ้าก็ต้องกลับไปทำงานร่วมกับสตรีในหอจี้อิน รอให้ท่านมหาอุปราชกวานเดินทางมาถึงที่นี่เสียก่อน เขาอาจมีเื่ต้องซักถามเ้าอีกรอบ ถึงเวลานั้นข้าจะเรียกตัวเ้ามาอีกทีก็แล้วกัน" จางเป่าเฉียงถอนใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยคำออกมา
ทีแรกเขาไม่เชื่อเื่ดวงตาสีฟ้าของหญิงสาวอยู่แล้วเป็ทุนเดิม ยิ่งมาเห็นว่านางมีดวงตาสีดำสนิทเป็ปกติก็ได้แต่ปัดความรู้สึกคลางแคลงใจทิ้งไปคิดเสียว่าคนเ่าั้อาจจะตาฝาด ด้วยไม่อยากให้มีหญิงสาวมาแอบอ้างเพิ่มมากขึ้น เขายังไม่ไว้ใจความคิดของิกวานที่ขึ้นๆ ลงๆ ตามอารมณ์ วันนี้บอกว่าสร้างเขื่อนแล้วเสร็จจะปล่อยตัวหญิงสาวเ่าั้ออกไป แต่วันหน้าหากสหายที่เป็นายผู้นั้นอารมณ์ไม่ดีสังหารสตรีไม่รู้จักคิดเหล่านี้ขึ้นมาอีกเล่า จะไม่ใช่เป็การนองเืครั้งใหญ่อีกครั้งหรอกหรือ
ทางด้านจ้าวซือหยางที่เพิ่งโล่งอกว่าตนได้รับอนุญาตให้ทำงานและให้พักอาศัยในหอจี้อินต่อไปได้ แต่ประโยคสุดท้ายที่ว่าท่านมหาอุปราชกวานกำลังเดินทางจากเมืองหลวงมาที่ค่ายกองธงเขียว ก็ทำให้หญิงสาวสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ฉากบุรุษผู้สังหารบิดาและพี่น้องสตรีร่วมอุทรจากคำบอกเล่าของสตรีในหอจี้อินยังคงตราตรึงอยู่ในใจของนางไม่คลาย
แม้ว่าตนจะเคยเห็นบทละครและเข้าใจดีว่าการ่ชิงอำนาจ ขจัดเสี้ยนหนามภายในราชวงศ์นั้นรุนแรงโเี้เพียงใด ญาติพี่น้องสังหารกันเอง การหักหลังวางยาพิษ ลอบทำร้าย า ทุกอย่างล้วนมีเหตุมีผลของมันที่จะต้องดำเนินต่อไป แต่การได้รู้ว่าตนเองต้องเผชิญหน้ากับยมทูตร่างอาบเืตัวเป็ๆ ก็ไม่ใช่สิ่งที่นาง้าเช่นกัน
..........
ออกจากค่ายกองธงเขียว เวลานี้หญิงสาวสามารถปรับอารมณ์ที่ไม่มั่นคงของตนเองได้ดีมากยิ่งขึ้น เวลานี้นางไม่ใช่จ้าวซือหยางที่ไม่รู้เื่ราวอันใดอีกต่อไป อย่างน้อยนางก็รู้ว่านางจะต้องทำงานสร้างเขื่อนที่มีกำหนดการให้แล้วเสร็จภายในสองปีข้างหน้าเพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาความแห้งแล้ง
นางเป็หนึ่งในสตรีที่ถูกลงโทษจากการหลอกลวงเบื้องสูง มีความผิดแต่ก็ยังได้รับความเมตตาจากชาวบ้านและทหารที่มองการกระทำของมหาอุปราชกวานว่าเป็เื่โหดร้ายเกินความจำเป็ จึงทำให้ชีวิตของตนไม่ยุ่งยากนัก เป้าหมายของนางจึงเป็การอยู่ร่วมกับสตรีในหอจี้อินให้ได้ตลอดสองปี ระหว่างนี้ก็อาจจะหาหนทางเอาตัวรอดในภายภาคหน้าได้ทันเวลา
หญิงสาวเหม่อมองทัศนียภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาแข็งค้าง เมื่อคืนนางมองเห็นกลุ่มกองไฟและสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ผ่านความมืดได้เพียงรางเลือน แต่เวลานี้ภาพเขื่อนดินขนาดใหญ่ที่ก่อสร้างเกือบจะแล้วเสร็จปรากฏให้เห็นชัดเจนเต็มสองตา
ด้านหลังของหญิงสาวคือค่ายทหารกองธงเขียว ทางด้านซ้ายห่างไปไกลพอสมควรเป็แม่น้ำสุ่ยซีแม่น้ำสายหลักขนาดใหญ่ นางมองจากตรงที่ยืนอยู่นี่ยังเห็นบ้านเรือนฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเป็เสมือนของเล่นชิ้นเล็กจิ๋ว ไม่สามารถมองเห็นตัวผู้คนได้เลยด้วยซ้ำ ไม่แปลกเลยที่มีหญิงสาวหลายร้อยคนต้องมาจบชีวิตอยู่กลางแม่น้ำขนาดใหญ่แห่งนี้เพียงเพราะ้าเปลี่ยนชะตาวาสนาของตน
ทางด้านขวาอันเป็ฝั่งที่ค่ายกองธงเขียวปักหลักอยู่ นางจึงเห็นรายละเอียดของภาพโดยรวมได้อย่างชัดเจนกว่า การสร้างเขื่อนดินที่ดำเนินการล่วงมาแล้ว 10 ปี สองในสามส่วนใช้กำแพงูเาตามธรรมชาติที่โอบล้อมขนานไปกับทิศทางของแม่น้ำสุ่ยซีเป็ผนังเขื่อน ส่วนที่เหลือจึงมีการก่อสร้างจากหินไม้และดินด้วยฝีมืุ์ทั้งสิ้น
ถัดจากค่ายทหารกองธงเขียว ลำดับที่นางจะต้องไปถึงก่อนถือหอจี้อินทั้งสี่หลังที่หันหน้าชนกัน ถูกสร้างอยู่เกือบจะเป็กึ่งกลางของการก่อสร้าง พื้นที่รอบหอจึ้อินยังมีอาคารที่เป็ที่พักของทหารสร้างล้อมอยู่ในระยะห่างพอสมควรทำหน้าที่เป็จุดศูนย์รวมของการสั่งการและเก็บข้าวของอุปกรณ์การก่อสร้าง เสบียง รวมทั้งจุดลงชื่อรับจ่ายค่าแรงคนงานชาวบ้านที่อาสาเข้ามาร่วมงานกับทหารแห่งอาณาจักรเทียนหลง
ระหว่างแม่น้ำสุ่ยซีและพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนมีเนินดินตามธรรมชาติทอดยาวไปจนตลอดสาย มีการสร้างประตูทางน้ำเตรียมพร้อมไว้ เมื่อกำแพงเขื่อนสร้างแล้วเสร็จเมื่อใด คาดว่าประตูกั้นน้ำแห่งนั้นจะถูกทำลายเพื่อปล่อยให้น้ำจากแม่น้ำสุ่ยซีไหลลงมาเติมเต็มเขื่อนดินขนาดั์แห่งนี้ นับเป็ภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์ที่น่าทึ่งมาก หากจะคิดคำนวณเอาจากยุคสมัยโบราณที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ทั้งยังเผยให้เห็นถึงความรู้ความสามารถของจักรพรรดิิเทียน จักรพรรดิลำดับที่สิบสี่แห่งแคว้นเทียนหลงแห่งนี้
"เขื่อนนี้ไม่เคยมีวันหยุดมาตลอด 10 ปี แม้ว่าสถานการณ์ภายในราชวงศ์จะวุ่นวายเพียงใด อดีตจักรพรรดิิเทียนก็ไม่เคยให้หยุดการก่อสร้าง แต่การก่อสร้างที่เนิบช้ามานานกลับมาระดมกำลังครั้งใหญ่ขึ้นในสมัยของจักรพรรดิิซังเจี๋ย เพราะเมื่อสองปีก่อนคำพยากรณ์ลำดับที่ 16 ได้ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว เวลานี้ราษฎรต่างก็กังวลกับปัญหาความแห้งแล้งตามคำทำนาย ชาวบ้านจึงอาสาสมัครเข้ามาทำงานสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีกเท่าตัว กำหนดการสองปีจะแล้วเสร็จดูเหมือนจะไม่น่าจะเป็ปัญหาแล้วล่ะ" นายทหารคนเดิมที่พาจ้าวซือหยางมาพบเจียงจางสื่อชวนคุยเมื่อเห็นหญิงสาวเหม่อมองค้างนิ่งอยู่นาน