จ๋อม... แจ๋ม...
เสียงลากเท้าคู่หนึ่งกำลังลุยน้ำไปในอุโมงค์ที่มืดมิด อุโมงค์แห่งนี้กว้างประมาณหนึ่งเมตร สูงประมาณสองเมตร และลึกลงมาจากพื้นดินประมาณสามสี่เมตร ด้านในเป็โครงสร้างคอนกรีตเสริมโครงเหล็กเปลือย เหมือนไม่ได้สนใจความคงทนด้านในสักเท่าไหร่ แต่มันก็ยังดีที่ไม่มีร่องรอยของการถล่มลงมาของคอนกรีต
ตอนนี้ภัทรอยู่ในชุดสำหรับลุยน้ำที่มีลักษณะคล้ายเอี๊ยมทับยูนิฟอร์ม แต่เพราะเขาตัวเล็ก ชุดจึงดูยาวจนถึงหัวไหล่ เขาที่สวมถุงมือยางยืนดูแผนที่บนผนัง เขาไม่ได้เข้ามาลึกมากนัก ส่วนริศและชีตาห์เข้าไปที่เขตใจกลางอุโมงค์
ความจริงริศก็ไม่ได้อยากจะทิ้งเขาให้อยู่คนเดียว แต่เพราะบริเวณใจกลางอาจจะมีผู้วิเศษที่ทิ้งของพวกนี้อยู่ และภัทรอาจจะเป็ทั้งตัวถ่วงและเกิดอันตรายได้ ริศจึงได้มอบของป้องกันตัวให้เขามากมาย ทั้งอาหารฉุกเฉิน และม้วนกระดาษคาถาที่ริศทำเองกับมือ
นอกจากนี้ริศบอกว่าหากเกิดอะไรขึ้นที่ดูอันตรายให้รีบหนีขึ้น้าทันทีโดยไม่ต้องสนใจภารกิจ หากหนีไม่ได้ให้ฉีกกระดาษคาถา ทำให้คาถาที่ริศร่ายไว้พุ่งออกมาเอง โดยมีทั้งหมดสามคาถาซึ่งน่าจะมากพอจะปกป้องตัวเขาได้ ก่อนเธอ และชีตาห์จะจากไป
เขาเดินตามทางน้ำเลียบขอบไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้เจออะไรมากนอกจากขยะ สิ่งสกปรก และหนูท่อ
“อันที่สาม”
ภัทรพูดพลางหนีบอุปกรณ์หน้าตาคล้ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จมน้ำไปแล้วครึ่งหนึ่งขึ้นมา ดูมันเล็กน้อย มันมีหน้าตาคล้ายก้อนแบตเตอรี่ที่หน้าตาออกจะแปลกไปซะหน่อย เขาคิดว่าอาจจะเป็แก่นพลังงานที่หมดแล้วของเครื่องมืออะไรสักอย่างแล้วเ้าของไม่รู้วิธีกำจัดของชนิดนี้ หรือเพราะมักง่ายเลยเอามาทิ้ง
ก่อนหน้านี้ชีตาห์ได้บอกหน้าตาของสิ่งที่ควรเก็บแล้วกระซิบกับเขาว่า ‘เราน่าจะแกะเอาบางส่วนที่ใช้ได้หรือดูมีมูลค่าไปขายได้’ แต่เขาติดปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร แล้วจะต้องแกะส่วนไหนออกไปขายกันเล่า
เขาเดินไปเรื่อยๆ ประมาณครึ่งชั่วโมงผ่านไปเขาก็ได้รับมาไม่ต่ำกว่าสิบห้าชิ้น แม้ว่าในอุโมงค์นี้จะมืดไปหน่อยแต่ก็ไม่ได้สกปรกจนถึงขั้นน่าขยะแขยง แถมอากาศก็ค่อนข้างถ่ายเท ไม่เช่นนั้นเขาอาจจะหมดสติจากการสูดเอาแก๊สไข่เน่าเข้าไปแล้ว
เขาเอาตะเกียงไฟเย็นเหน็บไว้ที่เอวเพื่อให้ขยับได้สะดวกขณะปฏิบัติภารกิจ เพราะในอุโมงค์ค่อนข้างสกปรกเกินกว่าจะอาศัยแสงไฟจากหลอดไฟที่หรี่จนเกือบดับและอยู่ห่างกันมากในแต่ละจุด
ครืดคราด...
เขาหันหลังกลับไปที่ต้นเสียงอย่างรวดเร็วแต่พบว่าไม่มีอะไรเคลื่อนไหว ‘สงสัยคิดไปเอง’ เขาเดินเข้าเรื่อยๆ ก็มีเสียงตามเขามาจากด้านหลังไม่หยุดแต่คราวนี้เป็เสียงย่ำน้ำดัง
จ๋อม... แจ๋ม...
เขาจึงหลบไปในทางเส้นเส้นหนึ่งที่เขาจำได้ว่าเป็ทางตัน เขาสลับเปลี่ยนของในมือจากที่หนีบของกลายเป็พลั่วยุทธวิธีแล้วหันหลังกลับไปฟาดอย่างรวดเร็ว
“อ๊ากกกกก!”
เสียงของเด็กผู้ชายจากเขตสิบสองที่ภัทรเคยเห็นตอนแรกล้มลงไปจนชุดเปียกปอนด้วยน้ำสกปรก เขาจึงถามขึ้น
“นายตามฉันมาทำไม แถมมาไม่ให้สุ้มให้เสียง”
เด็กชายคนนั้นทำท่าจะร้องไห้
“ผม... ผมหลงทาง ผมแค่ก้มเก็บของที่เขาสั่ง แต่พอเงยหน้าขึ้นมาทุกคนก็หายไปหมดแล้ว ผมกลัวมาก จนได้เดินมาเจอคุณ แต่ผมไม่กล้าไปทักคุณ เพราะ... เพราะตอนมา หัวหน้าทะเลาะกันกับพวกคุณ”
ภัทรเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เด็กนี่อาจจะถูกสั่งมาให้แกล้งเขาก็ได้แต่เขายังไม่มีหลักฐาน จึงได้ถามต่อ “นายลุกไหวมั้ย จะตามมาก็ได้ แต่ของที่เจอฉันจะเป็คนเก็บ”
“ได้ๆๆ นายเอาไปได้หมดเลยก็ได้ ผมกลัวการอยู่คนเดียว” เด็กคนนั้นลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ชุดของเขาเปื้อนไปด้วยสิ่งสกปรก แต่เขาดูจะไม่ซีเรียส กดปุ่มสีฟ้าบนชุด ก็มีน้ำไหลออกมาทำความสะอาดคราบเปื้อน
“ชุดนายเจ๋งดีนะ” ภัทรพูด
“แน่นอน ตาของผมซื้อให้ผมเป็รุ่นใหม่ล่าสุด ปุ่มนี้ทำความสะอาด ปุ่มนี้ทำให้ชุดอุ่น ปุ่มนี้....” เด็กคนนี้พูดไม่หยุดเกี่ยวกับชุดของเขาจนภัทรจนปัญญา เดินออกไปเก็บของต่อ เด็กคนนั้นก็ตามมาแล้วยังจ้อไม่หยุด ภัทรตัดบทให้เขาพูดน้อยลงหน่อย “ฉันชื่อคณาภัทร นายชื่ออะไร”
“ฉันชื่อ ณัฐดนัย จะเรียกฉันว่า นัท ก็ได้นะ ฉันเป็ผู้วิเศษสังกัดธาตุดิน สามารถใช้คาถากำแพงดินได้ด้วย” นัทพูดอย่างภูมิใจ
ภัทรรู้สึกแปลกใจ “ทำไมนายต้องบอกคนอื่นถึงความถนัดตัวเองให้คนอื่นรู้ด้วยล่ะ”
นัททำท่าเขินๆ “คุณตาของฉันบอกว่าฉันหัวช้า ถ้าบอกว่าตัวเองทำอะไรได้ก็ให้บอกคนที่หัวดีกว่า นายดูน่าจะหัวดี อย่างน้อยก็ดีกว่าฉันคิดเอง”
“นายอย่าคิดมากเลย นายไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก อย่างน้อยที่สุดฉันเองก็ยังเสกคาถาดินไม่ได้เลย ไปกันเถอะ เราไปทำงานต่อกันดีกว่า จะได้กลับบ้านไวๆ”
“ดีๆ ฉันอยากกลับไปกินอะไรด้วย” นัทรู้สึกดีที่ถูกชมจนหน้าแดงแล้วรีบตามภัทรไป เสียงชวนคุยเจื้อยแจ้วลั่นอุโมงค์ แต่เสียงที่ดังจนเกินไปทำให้เขาทั้งสองไม่ได้ยินเสียงอื่น ว่ามีอะไรบางอย่างตามพวกเขาอยู่อย่างเชื่องช้า
ริศและชีตาห์เดินตามแผนที่อุโมงค์มาอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดก็มาถึงใจกลาง แต่แทนที่จะเป็บ่อรวมของเสีย แต่กลับมีเนินขยะที่ถูกทำเป็พื้น มันสูงพอที่น้ำท่วมไม่ถึง และดูค่อนข้างสะอาดเกินกว่าจะเกิดขึ้นได้เอง นอกจากนี้บนเนินยังมีชั้นวางของเป็ระเบียบเรียบร้อยจนผิดวิสัย
เมื่อพวกเขาเดินขึ้นไปพบว่ามีส่วนประกอบสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์จำนวนมากวางสุมกันอยู่ และมีหลอดทดลองแปลกๆ ที่ถูกใช้งานแล้วจำนวนมาก
“นี่มัน...” ริศเดินเข้าไปดูโหลแก้วใกล้ๆ
“มันคืออะไรเจ๊ บอกด้วยสิ” ชีตาห์ตามไปดูด้วย
ริศใช้ที่หนีบ หนีบหลอดแก้วที่เป็เมือกสีเขียวมาดูใกล้ๆ ก่อนใ “นี่มันหลอดทดลองสังเคราะห์สิ่งมีชีวิตเทียม พวกเขากำลังจะสร้างโกเลมกัน”
“อะไรนะ งั้นตอนนี้โกเลมพวกนั้นอยู่ที่ไหน”
ริศ และชีตาห์มองหน้ากัน และกำลังจะออกไปจากห้อง พบว่ามีก้อนสิ่งสกปรกขนาดใหญ่หลายกลุ่มดักพวกเขาอยู่หน้าประตู ทำให้พวกเขาหน้าเสีย ก่อนริศจะพูดอะไร ก็มีคนในชุดคลุมสีดำหลายคนโผล่มา ชายด้านหลังสุดพูดขึ้นก่อนจะจากไปให้คนด้านหน้าจัดการพวกเขาทั้งสองคน
“จัดการพวกมัน”
เสียงร่ายคาถาดังขึ้น มีลำแสงพุ่งใส่ริศและชีตาห์ แต่ชีตาห์ปฏิกิริยาไว ปัดคาถานั้นเอาไว้ได้ ริศที่ได้สติพึมพำกับตัวเอง “ภัทร เธอจะต้องปลอดภัยนะ”
“นายเพิ่งเป็ผู้วิเศษได้สัปดาห์เดียวจริงๆ เหรอ นายดูชำนาญงานพวกนี้มากเลย” นัทดูเป็มิตรมากขึ้นหลังจากคุยกับภัทรและสนุกกับการพูดคุย
“ฉันต้องช่วยงานแลกค่าขนมอยู่บ่อยๆ น่ะ” ภัทรเก็บหลอดแก้วหน้าตาแปลกที่ด้านในว่างเปล่าใส่ถุงรวบรวมวัสดุ
“แปลว่าบ้านนายจนมากแน่ๆ ถึงต้องทำงานพวกนี้” นัทพูดอย่างไร้เดียงสา“จะพูดอย่างนั้นก็ได้ แม่ฉันป่วยอยู่โรงพยาบาลน่ะ อะไรที่ประหยัดได้ก็ประหยัด” ภัทรยักไหล่
“ฉันพอมีเงินนะฉันจะให้นายยืม... นั่นไงของที่ต้องเก็บ นี่อันใหญ่ด้วย เดี๋ยวฉันจัดการเอง” นัทลุยน้ำไปด้านหน้า ภัทรเห็นว่า มันเป็ลูกแก้วเรืองแสงสีเหลืองแต่เขารู้สึกแปลกๆ จึงพูดขึ้น
“นัทหยุดก่อน”
“อะไรกันเล่า ฉันก็จะช่วยเก็บให้นายไปขายไง นายจะได้มีเงินเยอะๆ”
“ไม่ใช่เื่นั้น มันดูเหมือนจะขยับอยู่” ภัทรพูดแล้วเปลี่ยนที่หนีบของในมือเป็พลั่วยุทธวิธี และเก็บถุงใส่อุปกรณ์ลงกระเป๋า ตั้งท่าเตรียมพร้อม
“นายตื่นตูมอะไรเนี่ย ไม่เห็นจะมี...”
ไม่ทันพูดจบประโยค นัทก็หันไปเห็นดวงแสงสีเหลืองเมื่อสักครู่เคลื่อนที่สูงขึ้นมากเกือบหนึ่งเมตร ลูกแก้วสีเหลืองขนาดเท่าฝ่ามือกลายเป็ดวงตาที่ถูกห้อมล้อมด้วยชั้นขยะหนา มันยืดรยางค์พุ่งเข้ามาหานัท
“อ๊ากกกก!” นัทร้องเสียงหลงด้วยความใ
“ตั้งสติ แล้วหลบไปด้านหลังเร็วเข้า!”
ตึ้งงงงงง!
ภัทรพุ่งมาขวางทางนัทกับตัวประหลาดนั้น พลันฟาดพลั่วใส่รยางค์ที่พุ่งเข้ามา พลั่วของเขากระแทกเข้ากับรยางค์ของมัน ทำให้รยางค์นั้นแตกกระจายกลายเป็เหมือนก้อนโคลนตกลงไปในน้ำ แรงสะท้อนที่ส่งมาที่มือทำให้เขารู้สึกชาหนึบ ภัทรกระชับพลั่วเป็ท่าป้องกันการโจมตีต่อไป
นัทที่เพิ่งได้สติพูดขึ้น “นั่น... นั่นมันตัวบ้าอะไร”
“ฉันสิต้องถามนาย นายเป็ผู้วิเศษเดิมนะ”
“ก็... ก็ฉันไม่รู้นี่ เกิดมาเพิ่งเคยเห็น”
ตัวประหลาดไม่ได้สนใจว่าพวกเขาทำอะไร มันขยับเข้ามา แล้วมันก็เริ่มสร้างรยางค์เพื่อจะโจมตีพวกเขาอีกครั้ง แต่ภัทรสามารถปัดมันได้อย่างง่ายดาย แต่เพื่อความไม่ประมาท เขาจึงถามนัท
“นัท นายร่ายคาถากำแพงดินได้กี่ครั้ง”
“สาม... ไม่สิ.... สี่... ฉันร่ายได้สี่ครั้ง”
“งั้นฉันจะถ่วงเวลาไว้ นายร่ายกำแพงดินใส่ใต้ตัวมันเลยนะ”
“แต่กำแพงดินมันใช้โจมตีไม่ได้นะ”
“เชื่อฉันสิ”
“ได้ ฉันจะเชื่อนาย”
“ออบเบกซ์ ลูตัม (Obex Lutum)”
ลำแสงสีน้ำตาลอ่อนพุ่งจากไม้กายสิทธิ์ของนัทไปที่พื้นใต้เท้าของตัวประหลาดนั้น ก็เกิดกำแพงที่เกิดจากดิน และขยะรวมตัวกันสูงขึ้นมาจนตัวประหลาดเสียการทรงตัว หงายท้องล้มไปด้านหลัง
ภัทรที่เห็นดังนั้นจึงเข้าไปซ้ำโดยการตีตรงส่วนที่คิดว่าเป็ตัวมันหลายทีแต่ไม่เป็ผล มันฟื้นตัวและพยายามลุกขึ้นมา เขารีบเอาพลั่วทุบให้มันยังคงล้มต่อไป เศษร่างของมันกระจายออกในจุดที่โดนทุบ ‘นี่ก็ไม่ใช่จุดอ่อน’
เขาคิดในใจก่อนสำรวจรอบตัวมัน พบว่าร่างกายมันประกอบไปด้วยก้อนสิ่งปฏิกูลและขยะ จนมองไปที่ดวงตาที่ดูจะเข้าเค้าที่สุด จึงลองแทงพลั่วลงไปที่ดวงตาสีเหลืองหลายครั้งแต่มันแทบไม่เป็รอยขีดข่วนเลยแม้แต่น้อย
“แย่แล้วสิ”