ในเช้าวันที่อากาศปลอดโปร่ง มีเด็กหญิงคนหนึ่งกำลังเดินเล่นในตลาด ด้วยท่าทางตื่นตาตื่นใจ
นางสวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อดี สีชมพูอ่อน มีลายดอกเหมยปักที่ชายกระโปรง ผมของนางมัดม้วนขึ้นเป็ซาลาเปาสองข้าง ผิวของนางขาวราวกับหิมะ แก้มป่องๆ ของนางทำให้นางดูน่ารัก น่าเอ็นดู คาดว่าในอนาคตนางจะต้องเติบโตเป็โฉมงามผู้หนึ่งเลยทีเดียว
เด็กน้อยเดินเที่ยวชมตลาดอย่างสบายอกสบายใจ นางหันไปทางซ้ายที หันไปทางขวาที ราวกับไม่เคยเดินตลาดแห่งนี้มาก่อน เท้าน้อยๆ ของนางก้าวสั้นๆ เป็จังหวะ ร้านค้ารอบข้างต่างส่งเสียงเรียกลูกค้ากันอย่างคึกคัก
" ว้าว มีของขายเยอะแยะเลย นั่นๆ ขนมหน้าตาน่ากินมากเลย"
เด็กน้อยอุทานขึ้น ดวงตาของนางลุกวาว จับจ้องไปที่ขนมสีเหลืองนวลที่อยู่ในหม้อนึ่งใบใหญ่
เมื่อเ้าของร้านเห็นสายตาของหนูน้อยหน้าร้าน จึงฉีกยิ้มกว้างร้องทักขึ้นอย่างใจดีว่า
"แม่หนู เสี่ยวหลงเปาร้อนๆ ไหมจ๊ะ"
เด็กน้อยรู้จักเพียงแค่ ซาลาเปา หรือไม่ก็หมั่นโถว สีขาวนวล แต่นางไม่เคยเห็นเ้าเสี่ยวหลงเปาอันนี้ ยิ่งเมื่อเข้าใกล้ นางได้กลิ่นหอมลอยมาจนแทบจะอดใจไม่ไหว นางจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
"เสี่ยวหลงเปางั้นหรือ มันต้องแลกเปลี่ยนกับสิ่งใดเ้าคะ"
ั้แ่ยังเล็ก เด็กน้อยเรียนรู้มาจากแม่ของนางว่า การซื้อขายคือการนำสิ่งหนึ่งแลกเปลี่ยนกับอีกสิ่งหนึ่งที่ฝ่ายตรงข้าม้า นางไม่เคยซื้อขายมาก่อน นางจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างมาก แต่ก่อนนางเคยเห็นท่านแม่ นำไข่ไปแลกกับข้าว นำปลาไปแลกกับเนื้อ หรือไม่ก็นำผักไปแลกกับธัญพืช ดังนั้นนางที่ไม่มีทั้งไข่ ข้าว หรือผัก นางจึงไม่รู้ว่าอีกฝ่าย้าแลกเปลี่ยนกับสิ่งใด
"ปกติก็ลูกละ 3 อีแปะ แต่ถ้าเ้าอยากกิน ข้าลดให้เ้าเหลือลูกละ 2 อีแปะเท่านั้น"
เ้าของร้านกล่าวตอบ
"เอ่อ ข้าไม่รู้ว่าเงินอีแปะเป็อย่างไร ข้าพอจะใช้สิ่งนี้แลกเปลี่ยนได้หรือไม่เ้าคะ"
เมื่อนึกดูแล้วนางไม่มีสิ่งใดจะแลกเปลี่ยนกับเ้าเสี่ยวหลงเปานี้ได้เลย หลังจากพูดจบ เด็กน้อยจึงได้หยิบสิ่งหนึ่งออกมา ในมือของนางคือก้อนทองรูปเมล็ดถั่วก้อนหนึ่ง แต่เด็กน้อยไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้จะสามารถแลกเปลี่ยนได้หรือไม่ ขณะที่เด็กน้อยกำลังขบคิด เ้าของร้าน ก็ได้กล่าวขึ้นอย่างติดตลกว่า
" ไอ้หยา มันซื้อร้านข้าได้ทั้งร้านเลยล่ะ แม่หนู" เมื่อเห็นท่าทีของเด็กน้อยที่จ้องมาด้วยสีหน้าใสซื่อ นางก็กระแอมเบาๆ ก่อนจะกล่าวต่อไปอีกว่า
"เ้าเอาเสี่ยวหลงเปานี่ไปกินเถอะ หากมีเมื่อไหร่ค่อยเอามาให้ข้า " เ้าของร้านพูดพลางยื่นเสี่ยวหลงเปาหนึ่งชิ้นไปให้เด็กน้อย
"ขอบคุณท่านป้าเ้าค่ะ แต่ท่านแม่บอกไว้ว่าไม่ให้รับของผู้อื่นมาโดยไม่ให้สิ่งใดตอบแทน ข้าให้เ้านี่กับท่านนะเ้าคะ" เด็กน้อยพูดพร้อมยื่นก้อนทองในมือส่งไปให้เ้าของร้าน นางไม่รู้ว่าก้อนทองนี้มันมีค่ามากขนาดไหน นางรู้เพียงว่าที่บ้านของนางมีมากมาย มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ นางไม่เคยเห็นผู้คนที่หมู่บ้าน้าแลกเปลี่ยนสิ่งนี้กับเ้าก้องทองเลย ขนาดนางมาที่นี่ยังพกมาหลายสิบก้อน
" โอ้ว มันมีค่ามากเกินไป เอาอย่างนี้ ตำลึงทองในมือของเ้า เ้าสามารถนำไปแลกเปลี่ยนได้ที่ร้านแลกเงินฮว่านเฉียน มันอยู่ตรงข้ามภัตตาคารฟู่ ร้านใหญ่ๆ ตรงมุมถนนนู่น เมื่อแลกเปลี่ยนแล้ว ค่อยเอาอีแปะมาให้ข้าก็แล้วกัน"
เ้าของร้านกล่าวขึ้นอย่างซื่อตรง และยิ้มน้อยๆ ให้เด็กหญิง
“แต่ตอนนี้เ้ากินเสี่ยวหลงเปา ตอนที่มันยังร้อนๆ ก่อนเถอะ”
“ขอบคุณมากเ้าค่ะ”
เมื่อกล่าวจบ เด็กหญิงก็ยื่นมือน้อยของนางไปรับเสี่ยวหลงเปามากัดเข้าคำหนึ่ง มันร้อนมากจริงๆ แต่เทียบกับความอร่อยแล้ว ความร้อนไม่ใช่อุปสรรคของนางเลย เมื่อนางกัดเข้าไปคำแรก น้ำซุปที่อยู่ภายในแป้งไหลทะลักเข้าเต็มปากพร้อมกลิ่นหอม แป้งมีเนื้อเนียนนุ่มเหนียว แต่ไม่เละ ไส้หมูและผักภายในผสมกันอย่างลงตัว เมื่อรวมเข้ากับน้ำซุป ทำให้เสี่ยวหลงเปาลูกนี้อร่อยเกินบรรยายเลยจริงๆ
เมื่อเ้าของร้านเห็นท่าทางมีความสุขของเด็กหญิงเมื่อได้กินอาหารของตัวเอง นางก็ยิ้มจนแก้มปริอย่างมีความสุข และจะให้เสี่ยวหลงเปาอีกหนึ่งลูกกับเด็กน้อย แต่เด็กน้อยปฏิเสธ ไม่ใช่นางไม่อยากกินต่อ แต่นางยังไม่ได้นำสิ่งแลกเปลี่ยนมาให้เ้าของร้านเลย นางจะรับของอีกได้อย่างไร
เมื่อคิดได้เช่นนั้น นางจึงรีบกล่าวกับเ้าของร้านว่า
"เสี่ยวหลงเปานี่อร่อยมาก แต่เสี่ยวฮวายังไม่ได้เอาอีแปะมาแลกเปลี่ยนกับท่านเลย จะให้รับมันมาอีกได้อย่างไร เดี๋ยวเสี่ยวฮวาเอาเ้านี่ไปแลกก่อนนะเ้าคะ แล้วจะมากินอีก"
หลังพูดจบนางก็กล่าวลาเ้าของร้าน และมุ่งหน้าไปตามคำแนะนำ
เด็กหญิงเดินไปเรื่อยๆ จนถึงหัวมุมถนนที่เ้าของร้านกล่าวถึง ละแวกนี้มีผู้คนมากหน้าหลายตา มีความคึกคักมากกว่าถนนก่อนหน้านี้มาก อาจเพราะตรงนี้ถือว่าเป็ใจกลางถนน เป็ทำเลทองของการค้าขาย จึงมีทั้งร้านเสื้อผ้า ร้านของใช้ ร้านอาหาร และแม้แต่ร้านแลกเงิน ก็ยังตั้งอยู่ที่นี่เช่นเดียวกัน ที่ตรงนี้ไม่เหมือนกับละแวกร้านขายเสี่ยวหลงเปา เพราะสองข้างทางมีร้านแผงลอยตั้งอยู่เต็มไปหมด เด็กหญิงเห็นผู้คนมากหน้าหลายตา เดินผ่านนางไปมา แต่ละคนล้วนแต่งกายอย่างประณีต งดงาม
หลังหมดความสนใจกับสภาพแวดล้อมใหม่ เด็กหญิงก็นึกถึงคำพูดของเ้าของร้านขึ้นมาได้
นางจึงรีบเดินไปทางร้านที่เ้าของร้านบอกไว้ ด้วยขาสั้นๆ ของนาง
“เอ๋ ท่านป้าบอกว่าต้องไปทางไหนกันนะ” เด็กน้อยพยายามคิดถึงคำพูดของเ้าของร้าน แต่นางก็นึกออกได้ไม่หมด นางจำได้แค่ว่าอยู่ร้านตรงมุมถนน ตรงข้ามกับอะไรซักอย่างใหญ่ๆ
แม้สถานที่ที่เด็กหญิงเกิด จะเป็หมู่บ้านห่างไกล แต่นางกลับอ่านออกเขียนได้ นับได้ว่าเป็เื่แปลกประหลาด ขนาดเด็กในเมืองที่อ่านออกเขียนได้นั้น หากไม่ใช่ลูกขุนนาง ก็ต้องเป็ลูกหลานพ่อค้าแม่ค้ารายใหญ่ แต่ที่เด็กหญิงอ่านออกเขียนได้ นั่นเพราะสมัยยังหนุ่มท่านตาของนางเคยเป็บัณฑิตมาก่อน ท่านตาของนางพบรักกับท่านยาย ท่านตาจึงตัดสินใจมาใช้ชีวิตที่หมู่บ้านต้นไม้ เป็ครูสอนเด็กๆ ในหมู่บ้าน ซึ่งท่านแม่ของนางก็ได้เรียนรู้การอ่านเขียนจากท่านตามาด้วย ต่อมาเมื่อท่านตาท่านยายเสียชีวิต ดังนั้นท่านแม่ถึงได้อยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด หมู่บ้านแห่งนี้เรียบง่าย เพียงแค่ปลูกผักเลี้ยงสัตว์ ทำการแลกเปลี่ยนกันภายในหมู่บ้าน แม้จะไม่ได้เรียนเขียนอ่านต่อ แต่ท่านแม่ก็ยังฝึกฝนอยู่ทุกวัน เพราะท่านตาเคยสอนไว้ว่า ความรู้ไม่มีวันสิ้นสุด แต่หากหยุดจะมีแต่ถดถอย ทำให้ท่านแม่ไม่เคยหยุดเรียนรู้ และเมื่อมีนาง ท่านแม่จึงได้ส่งต่อความรู้ที่มีมาให้นางด้วย ทำให้นางอ่านออกเขียนได้บ้างแล้วในตอนนี้
เด็กน้อยยืนอยู่ตรงมุมถนน พยายามหันมองไปรอบด้าน เมื่อนางหันไปพบกับร้านค้าใหญ่ๆ ร้านหนึ่ง ซึ่งมีป้ายที่อ่านว่า ฟู่ นางจึงคิดว่านี่คงหมายถึงภัตรคารที่เ้าของร้านเสี่ยวหลงเปาบอกไว้ ดังนั้นร้านแลกเงินควรต้องอยู่ตรงข้าม
เมื่อเด็กหญิงมองไปในทิศตรงข้ามกับร้านที่เขียนว่าฟู่ นางก็พบร้านสองชั้นร้านหนึ่ง ชั้นล่าง มีเคาท์เตอร์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ความสูงของมัน สูงกว่าหัวของนางเสียอีก เหนือเคาท์เตอร์ขึ้นไปเป็กรงปิดรอบด้าน ประตูทางเข้าล็อคกุนแจอย่างแ่า แสดงถึงการป้องกันเป็อย่างดี
เด็กหญิงเหลือบมองไปที่ป้าย้า นางพบอักษรหลายตัว แต่นางอ่านออกเพียงบางตัวเท่านั้น ยังดีที่อักษรที่นางอ่านออกตัวนั้นมันมีความหมายถึงเงิน เด็กหญิงจึงมีความมั่นใจว่าต้องใช่นี่แห่งนี้แน่ นางจึงรีบเข้าไปหน้าร้านนั้นทันที และกล่าวว่า
"ขออภัย ข้ามาขอแลกเปลี่ยนเงินเ้าค่ะ"
เสียงเด็กน้อยดังขึ้น
่เวลาสาย คนมาแลกเปลี่ยนเงินจึงยังมีไม่มากนัก ดังนั้นคนงานในร้านจึงกำลังแอบงีบอยู่ที่โต๊ะด้านข้าง เมื่อไม่มีเสียงตอบรับ เด็กหญิงก็ะโถามขึ้นอีกครั้ง
"ขออภัยเ้าค่ะ ที่นี่ใช่ร้านแลกเงินใช่ไหมเ้าคะ”
คนงานที่งัวเงีย ปรายตามองไปด้านหน้าร้าน แต่เคาท์เตอร์ร้านที่วางอยู่สูงกว่าตัวเด็กหญิง ทำให้คนงานไม่เห็นลูกค้าที่ด้านหน้า เขาจึงเตรียมจะฟุบหน้าลงไปอีกครั้ง
“มีใครอยู่มั้ยเ้าคะ ข้า้าแลกเงิน”
เสียงเด็กน้อยดังขึ้นอีกครั้ง นางพยายามร้องเรียก แต่ยังคงไม่มีเสียงตอบรับ นางจึงร้องขึ้นอีกครั้งว่า
“ไฟไหม้ๆๆๆ”
เด็กน้อยะโอย่างสุดเสียง ทำให้คนงานใตื่น ตาลีตาเหลือก หันซ้ายทีขวาที แล้วพูดขึ้นว่า
“ไหนๆ ไฟไหม้ที่ไหน น้ำ น้ำ”
คนงานใจนลนลาน ทำสิ่งใดไม่ถูก เมื่อตั้งสติได้แล้วเขาก็ได้พบกับเด็กหญิงหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง อายุราวๆ 5-6 ปี เข้าจึงรีบเอ่ยถามขึ้นว่า
“หนูน้อย ไฟไหม้ที่ไหน บอกข้าเร็ว”
“ข้า้าแลกเปลี่ยนเงินเ้าค่ะ” เด็กน้อยไม่ตอบคำถามคนงาน แต่กล่าวถึงธุระของตัวเองแทน
“เ้าหลอกข้าว่าไฟไหม้หรอ เ้าเด็กน้อย เด็กอย่างเ้าจะมาแลกเงินเนี่ยนะ ไปๆ อย่ามาเกะกะหน้าร้าน”
โดยปกติแล้ว มีเพียงผู้ใหญ่เท่านั้นที่จะได้ถือเงินก้อน ส่วนเด็กๆ มักจะได้เป็เศษเหรียญติดตัวเพื่อซื้อขนม หากเป็คุณหนูลูกคนมีเงิน ก็จะมีพี่เลี้ยงเป็คนถือเงินแทนเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่เคยมีเด็กมาแลกเงินกับเขามาก่อน คนงานที่เพิ่งตื่น เลยรู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมา เขาถูกเด็กผู้หญิงตัวเล็กนี่หลอกได้อย่างไร ยิ่งอาการร้อนรนก่อนหน้านี้ของเขา ทำให้ผู้คนรอบข้างมองดูเขาด้วยสายตาขบขัน
“ไปๆ อย่ามาเกะกะ” เสียงของเขาแสดงอาการไม่พอใจมาก โบกมือไล่เด็กหญิงออกไปจากร้านอีกครั้ง
ขณะที่เด็กน้อยกำลังจะเอ่ยปากตอบกลับ สายตาของนางพลันเหลือบเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่ง ที่กำลังจะเดินผ่านด้านหลังไป ทันใดนั้นตาของนางก็เป็ประกายวิบวับในทันทีและเธอก็ะโขึ้นอย่างสดใสว่า
"ท่านพ่อเ้าขา เสี่ยวฮวามาแล้ว"
ชายหนุ่มผู้นั้นมีนามว่าหยางหรง เขาสวมชุดสีน้ำเงินเข้มทั้งตัว สีหน้าแลดูเคร่งขรึมเล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงของเด็กหญิง เขาหันกลับไปมองทางต้นเสียงโดยสัญชาตญาณ เขาไม่ได้คาดคิดว่าเสียงเรียกของเด็กหญิงผู้นั้นจะหมายถึงตนเอง แต่เมื่อหันไปมอง กลับพบดวงตาที่เป็ประกายของเด็กหญิงที่จ้องมองมาทางเขา หยางหรงถึงกับขมวดคิ้ว
ท่านพ่องั้นหรือ นางหมายถึงผู้ใดกัน เขาได้แต่คิดอยู่ในใจและหยุดเดินไปข้างหน้า หมุนตัวกลับมาทางเด็กหญิง แต่ยังไม่ทันที่จะเอ่ยสิ่งใดออกมา ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นก่อนว่า
"ท่านพ่อ ท่านใช่ท่านพ่อของเสี่ยวฮวาไหมเ้าคะ"
เด็กน้อยรีบพูดขึ้นอย่างกระตือรือร้น สายตาร้อนแรงจับจ้องไปทางชายหนุ่มผู้นั้น เมื่อนางเห็นเขาเดินมาหาตนเอง นางจึงเข้าใจว่าเขาตอบรับคำเรียกขานของนาง
“นั่นๆ เด็กคนนั้นเรียกอ๋องน้อยหยางว่าพ่อด้วย”
“นั่นสิ่ๆ เป็บุตรนอกสมรสงั้นหรือ”
“ข้าได้ยินว่าคุณชายหยางมีคู่หมั้นแล้วนี่ ทำไมอยู่ๆ ถึงมีลูกได้”
ชาวบ้านรอบข้างที่ได้ยิน ต่างหันมามองอย่างสนอกสนใจ แล้วซุบซิบนินทา
“เ้าคือผู้ใดกัน”
หยางหรงเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย เขาไม่ได้สนใจเสียงฝูงชนรอบข้าง ตรงหน้าเขาคือเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ข้างกาย ดังนั้นดูเหมือนว่านางอยู่ที่นี่เพียงลำพัง เขาคิดอยู่ในใจว่า ทำไมถึงปล่อยให้เด็กตัวเล็กๆ แบบนี้อยู่เพียงลำพังได้
“ใครๆ ก็เรียกข้าว่าเสี่ยวฮวา อาศัยอยู่ในหมู่บ้านต้นไม้ กำลังจะอายุ 6 ปีแล้ว ตอนนี้กำลังออกเดินทางตามหาท่านพ่อเ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดเ้าจึงมาเรียกข้าว่า ท่านพ่อ กัน”
“เพราะท่านแม่เคยบอกว่า ท่านพ่อของเสี่ยวฮวามีหน้าตาหล่อเหลาที่สุด เสี่ยวฮวาเลยคิดว่าท่านน่าจะเป็ท่านพ่อของเสี่ยวฮวา เ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น หยางหรงถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เขามีรูปร่างสัดทัด ผิวค่อนไปทางขาว ั์ตาคมเข้มบวกกับคิ้วที่เฉียงขึ้นเล็กน้อย ส่งผลให้บุคลิกของเขาดูสงบนิ่ง รู้สึกสบายตาเมื่อได้มอง
นี่มิใช่ว่านางกำลังชมเขาว่าหล่อเหลาหรอกหรือ เอ่อ
แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น ประเด็นอยู่ที่นางเรียกขานเขาว่าพ่อนี่ต่างหาก
“อะแฮ่มๆ”
ก่อนที่หยางหรงจะทันได้ถามต่อ ก็ได้มีเสียงกระแอมดังขัดจังหวะขึ้นมา เสียงราวกับกำลังกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ
“แม่หนูน้อย แล้วทำไมเ้าไม่คิดว่าข้าเป็ ท่านพ่อของเ้าบ้างเล่า”
เสียงชายหนุ่มผู้หนึ่งแทรกขึ้น เขาคือไป๋หาน ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหวานหยดย้อย จนแม้แต่แม่นางทั้งหลายต่างต้องยอมแพ้ บวกกับผิวขาวราวหิมะ หากไม่บอกว่าเขาเป็ชายแล้วล่ะก็ เขาน่าจะได้ฉายาโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงเป็แน่ เขาคือสหายคนหนึ่งของหยางหรง เขารู้สึกสนใจการสนทนาของทั้งคู่ ก่อนหน้านี้เขาเดินตามด้านหลังหยางหรงมาติดๆ แต่แม่หนูน้อยนี่กลับมองข้ามเขาได้อย่างไร
"ท่านลุงต้องไม่ใช่ท่านพ่อของเสี่ยวฮวาแน่ๆ”
“เพราะเหตุใดกันเล่า”
“เพราะท่านแม่เคยบอกว่า ท่านพ่อของเสี่ยวฮวา
มีหน้าตาหล่อเหลาที่สุด
แต่ท่านมีหน้าตางดงาม มิใช่หล่อเหลา
อีกอย่าง ท่านพ่อต้องเป็ผู้ชายไม่ใช่หรือเ้าคะ"
“พรืดด ฮ่าๆๆๆ” เสียงฝูงชนรอบข้างต่างแอบหัวเราะกับคำพูดของเสี่ยวฮวา
ไป๋หานถึงกับยิ้มแข็งค้างบนใบหน้า แต่ยังคงบุคลิกขี้เล่นของเขาเอาไว้ แล้วเอ่ยต่ออีกว่า
“แม่หนู ข้าเป็ชายแท้แน่นอน มิใช่หญิง”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของเสี่ยวฮวาก็ตกตะลึง หรือนางจะเข้าใจผิด นางจึงรีบกล่าวอย่างร้อนรนว่า
“ข้าต้องขออภัยจริงๆ เ้าค่ะ ท่านแม่บอกไว้ไม่ผิดเลยว่า อย่ามองคนแต่ภายนอก ให้มองไปถึงภายใน ข้ายังไม่ทันมองถึงด้านใน ก็ตัดสินไปแล้วว่าท่านเป็หญิง”
หลังจากเสี่ยวฮวาพูดจบ เสียงหัวเราะฝูงชนรอบข้างกลับดังยิ่งขึ้น
มองไปถึงด้านในงั้นหรือ นางจะมองอะไรกันเล่า
ไป๋หานเริ่มหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย บุคลิกขี้เล่นของเขาเริ่มคงไว้ไม่อยู่ มองดูแล้วกลับคล้ายสาวน้อยขี้อายคนหนึ่งที่กำลังโดนกลั่นแกล้ง
เขาเพียงแค่จะมาชมเื่สนุกของสหายเท่านั้น แต่กลับกลายเป็หาเื่ใส่ตัว ทำให้ผู้อื่นได้ชมเื่สนุกจากเขาแทน
เมื่อคิดได้ดังนั้นไป๋หานจึงเงียบเสียงลง พร้อมส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังสหายของเขา
หยางหรงทำเป็มองไม่เห็นสายตาของสหาย เบนสายตาไปทางอื่นโดยไม่สนใจสายตาขอความช่วยเหลือของสหาย ผู้ใดเรียนผูกก็ต้องรู้จักเรียนแก้เอาเอง ดังนั้น ไป๋หานถึงกับทำอะไรไม่ถูก เขาจึงพูดเปลี่ยนเื่ไปว่า
“แม่หนูน้อย เ้ามาทำอะไรที่หน้าร้านแลกเงินเช่นนี้เล่า”
เสี่ยวฮวานึกขึ้นมาได้ทันทีว่า ตนเองจะมาขอแลกเปลี่ยนเงินจึงหันกลับไปหาคนงานในร้านแล้วกล่าวว่า
“ข้ามาแลกเปลี่ยนเงินเ้าค่ะ แต่ท่านลุงคนนี้ไม่ยอมให้ข้าแลก”
“ข้าเปล่าไม่ให้แลกนะขอรับ เด็กคนนี้มาแกล้งข้าน้อยก่อน ข้าน้อยจึงเข้าใจว่านางหลอกข้าขอรับ”
“ข้าไม่ได้แกล้งใครนะเ้าคะ”
เสี่ยวฮวารีบแย้งขึ้นทันทีที่คนงานพูดจบ เด็กน้อยจ้องไปทางคนงานอย่างหาเื่ นางเริ่มรู้สึกโมโหขึ้นมาบ้างแล้วเมื่อพูดถึงเื่นี้ นาง้ามาแลกเงินเท่านั้น เหตุใดท่านลุงคนนี้ถึงไม่ยอมให้นางแลกกันเล่า
“เ้า ะโว่าไฟไหม้ ไม่เรียกว่าแกล้งแล้วมันเรียกว่าอะไร” คนงานเริ่มขึ้นเสียงขึ้นมาบ้าง
“ข้าไม่ได้แกล้งนะเ้าคะ ข้าเคยเห็นที่หมู่บ้านของข้า เวลามีคนะโว่าไฟไหม้ คนที่กำลังหลับจะรีบลุกขึ้นมาทันที ข้าเรียกลุงท่านนี้ตั้งนานแล้ว แต่ไม่ลุกซักที ก็เลย..”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สายตาของหยางหรงและไป๋หานก็หันไปมองคนงานพร้อมกัน หยางหรงนั้นถือได้ว่าเป็เ้าของกิจการร้านแลกเงินแห่งนี้ แต่เขามักไม่มายุ่งเกี่ยวมากนัก เขาเพียงแค่ตรวจดูสมุดบัญชี่ปลายเดือนเท่านั้น ดังนั้น ที่เด็กหญิงพูดหมายถึงอะไร ไม่ต้องมีใครบอกก็สามารถคาดเดาได้
คนงานที่ได้ฟังถึงกับเหงื่อตก เขาคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะตายเพราะคำพูด เขาได้แต่เงียบเสียงลง และไม่กล้าพูดโต้แย้งสิ่งใดออกมาอีก
หยางหรงส่งสายตาคาดโทษไปทางคนงาน ก่อนจะเบนสายตาไปทางเสี่ยวฮวาแล้วพูดว่า
"เ้า้าแลกเท่าไหร่หรือ แม่หนูน้อย"
" เสี่ยวฮวา ้าแลกสิ่งนี้กับเงินอีแปะเ้าค่ะ"
หลังจากพูดจบเด็กหญิงได้ยื่นตำลึงทองไปที่หน้าหยางหรง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นเสี่ยวฮวายื่นตำลึงทองมาตรงหน้า เหตุใดเด็กตัวเล็กเช่นนี้ถึงได้ถือเงินมากขนาดนี้กัน เขาได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจก่อนจะถามต่อว่า
" เ้าจะแลกเป็เงินอีแปะหมดเลยหรือ"
"เ้าค่ะ เสี่ยวฮวาจะนำเงินไปซื้อเสี่ยวหลงเปา"
เสี่ยวฮวาตอบด้วยน้ำเสียงสดใส นางนึกถึงรสชาติของเสี่ยวหลงเปาที่เพิ่งได้กินไป นางคิดว่าเมื่อนางแลกเงินได้แล้ว นางจะต้องกินมันอีกแน่ๆ
" ไอ้หยา เสี่ยวหลงเปาที่ไหนของเ้าใช้เงินอีแปะเยอะปานนั้น" คนงานที่เงียบไปนานพลันส่งเสียงอุทานออกมา
ไม่น่าแปลกใจที่คนงานจะรู้สึกใ เพราะ
1000 อีแปะเท่ากับ 1 ตำลึงเงิน
10 ตำลึงเงินเท่ากับ 1 ตำลึงทอง
เท่ากับเสี่ยวฮวา ต้องได้รับทั้งหมด 1 หมื่นอีแปะ
"เอ่อ แม่หนูน้อยเ้าจะเดินพกเงิน1หมื่นอีแปะไปได้อย่างไร เอาอย่างนี้ ข้าแนะนำให้เ้าแลกเป็ 9 ตำลึงเงิน และ1000 อีแปะ ดีไหม"
ไป๋หานช่วยแนะนำขึ้นบ้าง เมื่อเห็นทุกคนเงียบเสียงไปนาน
"ถ้าทำแบบนั้น เสี่ยวฮวา จะซื้อเสี่ยวหลงเปาได้ไหมเ้าคะ"
เสี่ยวฮวาถามอย่างสงสัย สายตาของนางเต็มไปด้วยคำถาม
"ได้สิ่แม่หนู เ้าสามารถซื้อได้หลายร้อยลูกเลย"
"แต่เสี่ยวฮวาอยากได้แค่ 2 ลูกนะเ้าคะ ร้อยลูกมันมากเกินไป งั้นขอแลกแต่เงินอีแปะดีกว่าเ้าค่ะ"
เสี่ยวฮวายังคงไม่เข้าใจ นางไม่้าเสี่ยวหลงเปามากมายขนาดนั้น หากแลกเงินตามคำแนะนำของไป๋หาน นางต้องซื้อหลายร้อยลูก ดังนั้น นางจะกินหมดได้อย่างไร
ไป๋หานได้ยินดังนั้นจึงเอามือตบหน้าผากเบาๆ เขาไม่รู้จะอธิบายให้เด็กน้อยคนนี้เข้าใจยังไงดี เขารู้สึกผิดแล้วจริงๆ ที่ยื่นมือเข้าไปยุ่ง