บรรยากาศภายในห้องประชุมเล็กของมูลนิธิบ้านอุ่นใจสี่ขาตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออกกลิ่นควันธูปและคราบโคลนริมคลองที่ทุกคนช่วยกันออกตามหา “ดุ๊กดิ๊ก” ยังคงติดอยู่ในความรู้สึกของทุกคนแต่สิ่งที่ซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก คือการก้าวเข้ามาของ ชาญชัย ชายวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐานเขาก้าวเข้ามาด้วยสีหน้ากังวลใจ มือหนาวางแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะไม้กลางห้อง
"ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าจะต้องมาบอกเื่นี้กับพวกคุณ..."
ชาญชัยถอนหายใจยาวแววตาฉายความสงสารจับใจ
"พนักงานของผมไปเจอเอกสารชุดนี้ตกอยู่ในรถกระบะขนส่งของบริษัทรับเหมาพัฒนาพื้นที่ตอนแรกผมคิดว่าเป็เื่เข้าใจผิด แต่พอเปิดดู...ผมคิดว่าพวกคุณควรจะได้เห็นมันเอง"
เอกสารที่ถูกคลี่ออกคือสัญญาว่าจ้างบริษัทกำจัดสัตว์รบกวนฉบับประทับตราด่วนที่สุด ระบุรายละเอียดการ
'เคลียร์พื้นที่และเคลื่อนย้ายสุนัขจรจัดออกจากบริเวณโดยเด็ดขาด' พร้อมด้วยลายเซ็นอนุมัติเงินก้อนโตและภาพถ่ายซอยข้างมูลนิธิที่มีลายมือเขียนเน้นย้ำจุดที่สุนัขชอบรวมตัวกัน รวมถึงจุดที่เ้าดุ๊กดิ๊กชอบนอน
และตรงมุมล่างของสัญญาฉบับนั้นมีตราประทับชื่อและลายเซ็นของ ภาคิน ผู้บริหารหนุ่มที่เป็หุ้นส่วนคนสำคัญในการปรับปรุงพื้นที่ของมูลนิธิ
ชาญชัยซ่อนรอยยิ้มสมเพชไว้ภายใต้สายตาที่แสดงออกถึงความหนักใจ เื้ัฉากหน้าอันแสนดีชาญชัยวางแผนใส่ร้ายภาคินอย่างแยบยลและเืเย็นเขาใช้คราบนายทุนผู้มีอิทธิพลแอบถ่ายภาพลายเซ็นจริงของภาคินจากเอกสารจัดซื้อวัสดุก่อสร้างภายในมูลนิธิ จากนั้นสั่งให้ลูกน้องสแกนและตัดต่อลายเซ็นลงบน"สัญญาว่าจ้างบริษัทกำจัดสัตว์รบกวน"ซึ่งเป็บริษัทนอมินีบังหน้าของเขาเอง พร้อมประทับตราบริษัททับรอยต่อเพื่อความแเี
เนื้อหาในสัญญาระบุคำสั่งด่วนให้"เคลียร์สุนัขจรจัดออกจากพื้นที่" พร้อมแนบรูปถ่ายจุดที่เ้าดุ๊กดิ๊กชอบนอนเพื่อยุยงปลุกปั่นโดยอาศัยเื่ที่ภาคินเกลียดความสกปรกก่อนที่ชาญชัยจะแสร้งทำเป็
"บังเอิญพบเอกสารตกอยู่ในรถกระบะรับเหมา"แล้วนำมาแฉอย่างผู้หวังดี ปั่นหัวให้ทุกคนแตกหักกันเองอย่างเืเย็น
"นี่มันอะไรกัน..."พิมพ์นลินพึมพำ น้ำตาที่พึ่งแห้งเหือดสาดรื้นขึ้นมาอีกครั้ง เธอจำลายเซ็นนั้นได้ดีลายเซ็นเดียวกับที่เคยเซ็นอนุมัติงบปรับปรุงอาคารความเสียใจถั่งโถมเปลี่ยนเป็ความแค้นแน่นอก พิมพ์นลินปักใจเชื่อในทันทีเธอรู้อยู่เต็มอกว่าภาคินไม่เคยชอบสุนัข เขาคอยหลบเลี่ยง เกลียดขนสัตว์และบ่นเื่ความสะอาดรำคาญใจมาโดยตลอด
"นลิน ฟังพี่ก่อน!"ภาคินที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้องพยายามก้าวเข้าไปหาแต่พิมพ์นลินผงะถอยหลังพร้อมกับสะบัดหน้าหนี
"อย่าเข้ามาใกล้นลิน!"พิมพ์นลินแผดเสียงใส่เขา น้ำตาไหลนองด้วยความผิดหวังระคนเ็ป
"ที่แท้ก็เป็พี่คิน...เป็พี่คินมาตลอดใช่ไหม! พี่รังเกียจพวกมัน พี่บ่นทุกวันว่ามันสกปรก แต่นลินไม่เคยคิดเลยว่าพี่จะโเี้ได้ขนาดนี้! พี่ส่งเ้าดุ๊กดิ๊กไปตายใช่ไหม!"
"มันไม่ใช่แบบนั้น!พี่ไม่เคยเซ็นเอกสารบ้าๆ อะไรนี่เลย!"
ภาคินพยายามอธิบายน้ำเสียงของเขาเริ่มตระหนก
"พี่ไม่ชอบหมาก็จริงแต่พี่ไม่เคยคิดจะทำร้ายพวกมัน! นลิน นลินต้องตั้งสติแล้วฟังพี่ให้ดีก่อนสิ!"
"ตั้งสติเหรอ?!"
พิมพ์นลินหัวเราะทั้งน้ำตาเสียงหัวเราะสั่นระริกเต็มไปด้วยความแตกสลาย
"จะให้นลินตั้งสติอะไรอีกในเมื่อหลักฐานมันชัดเจนขนาดนี้! ปลอกคอเปื้อนเืของดุ๊กดิ๊กยังตกอยู่ริมคลองแล้วนี่คือลายเซ็นของพี่! พี่คินทำลายชีวิตมัน พี่คินทำลายความไว้ใจของนลินจนไม่เหลือชิ้นดี...ออกไปให้พ้นหน้านลิน! ออกไป!"
"พอได้แล้วภาคิน!"
หมอทิวากรสัตวแพทย์หนุ่มเ้าของมูลนิธิเป็ฝ่ายก้าวออกมาขวางหน้าภาคินไว้สายตาจ้องมองด้วยความรังเกียจอย่างเปิดเผย
"คุณทำร้ายจิตใจนลินมากเกินไปแล้วหลักฐานก็เห็นๆ กันอยู่ คุณคิดว่าเอาเงินมาฟาดแล้วจะทำอะไรกับชีวิตสัตว์จรจัดพวกนี้ก็ได้หรือไง? คนอย่างคุณมันไม่มีหัวใจ!"
"หมอทิวากรอย่ามาพูดมั่วๆ!"
ภาคินสวนกลับทันควันดวงตาแข็งกร้าวด้วยความโมโหที่ถูกกล่าวหา
"คุณเป็หมอแต่คุณกลับใช้แค่อารมณ์ตัดสินเื่นี้โดยไม่เช็กข้อเท็จจริงเลยเนี่ยนะ? ชาญชัยเอาเอกสารบ้าอะไรมาให้ดูพวกคุณก็เชื่อหมดเลยหรือไง!"
"ก็นี่มันลายเซ็นคุณ!แล้วคุณชาญชัยมีเหตุผลอะไรที่ต้องมาโกหก!"
หมอทิวากรตะคอกกลับชี้หน้าภาคินอย่างไม่ยอมลดละ
"คุณมันก็แค่พวกนักธุรกิจใจดำเห็นแก่ผลประโยชน์จนมองข้ามชีวิตสัตว์!"
"หยุดเดี๋ยวนี้นะทั้งสองคน!"
พิมพิกาะโขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด เธอเดินเข้ามาแทรกกลางระหว่างศึกปะทะอารมณ์ ของทั้งสามคน พิมพิกามองหน้าภาคินที่กำลังสับสน และมองพิมพ์นลินที่กำลังร้องไห้แทบขาดใจ
"หมอ...หยุดต่อว่าภาคินก่อนได้ไหม"
พิมพิกาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนแม้หัวใจเธอจะเ็ปแทนพิมพ์นลิน แต่ความรู้สึกและลางสังหรณ์บอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
"เื่นี้มันแปลกๆลายเซ็นมันปลอมแปลงกันได้ เอกสารนี้มาจากไหนก็ยังไม่รู้ เราจะตัดสินพี่คินจากเอกสารชิ้นเดียวไม่ได้นะ"
"พาย!"หมอทิวากรหันไปมองคนรักด้วยสายตาผิดหวังอย่างรุนแรง
"คุณกำลังปกป้องคนที่ทำร้ายนลินเหรอ? หัวใจนลินกำลังแตกสลายอยู่นะ!แล้วเอกสารชัดเจนขนาดนี้ คุณยังจะเข้าข้างเขาอีกเหรอ?"
"พายไม่ได้เข้าข้างใครทั้งนั้นค่ะกร!"พิมพิกาตอบกลับ เสียใจที่ชายคนรักไม่ฟังคำเตือน ไม่เชื่อเธอเลย ความเสียใจเปลี่ยนผ่านเป็น้ำตาร่วงผ่านแก้ม
"พายแค่้าความถูกต้อง!ถ้าเราใช้อารมณ์ตัดสิน แล้วจับคนผิด คนร้ายตัวจริงมันก็ลอยนวลสิ! คุณเป็หมอคุณควรจะมีเหตุผลมากกว่านี้นะ ไม่ใช่เอาอคติส่วนตัวมาลงที่ภาคิน!"
"อคติส่วนตัวงั้นเหรอ?"
หมอทิวากรยิ้มหยันแววตาเต็มไปด้วยความเ็ปและมึนตึง
"ขอบคุณนะพายที่ทำให้ผมรู้ว่าในสายตาของคุณ ผมมันเป็คนไม่มีเหตุผล และขอบคุณที่ทำให้รู้ว่าคุณเชื่อใจคนอื่นมากกว่าผม..."