เฟยเจินพาฉันบินร่อนลงไปดักหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์หน้าโหดหกคน แล้วใช้ปีกพัดโบกทำให้เกิดลมพายุพัดจนชายกลุ่มนั้นเซถลาไปคนละทิศละทาง ฉันเรียกแซ่อสรพิษออกมาแล้วสะบัดแซ่ในมือให้เกิดเสียงดังเพื่อข่มขู่ให้ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นใ
จากนั้นเฟยเจินจึงใช้ปีกพัดโบกอีกครั้ง ทำให้เกิดลมพายุพัดจนต้นไม้ล้มลงขวางทางชายฉกรรจ์ทั้งหกคนไม่ให้เข้ามาใกล้ เหวินอี้จึงรีบประคองภรรยาที่อยู่อาการหวาดกลัว และเหนื่อยหอบจนหน้าแดงเพราะไข้ขึ้นจากการวิ่งหนี
เหวินอี้รีบประคองภรรยาวิ่งเข้ามายืนหลบข้างหลังฉันกับเฟยเจินทันที พร้อมกับสองลิงน้อยร้องเสียงฮุ๊ๆๆ พยายามฟ้องว่าชายกลุ่มนี้ตามมาทำร้าย เมื่อกลุ่มชายฉกรรจ์ตั้งหลักได้ ชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้า ชูอาวุธในมือขึ้นชี้หน้าตะคอกฉันหมายเอาเื่ว่า
ชายฉกรรจ์ : เ้าเป็ใคร?!! อย่าเข้ามาสอดถ้าไม่อยากเจ็บตัว!!
อันฉี : แล้วพวกเ้าล่ะเป็ใคร? วิ่งถือดาบถืออาวุธไล่ตามซือเหวินอี้ทำไม มีเื่อะไรทำไมไม่พูดคุยกันดีๆ?!
เหวินอี้ : ท่านหมอไป๋! คนพวกนี้มาตามจับข้ากับภรรยา
ชายฉกรรจ์ : พวกข้ามาตามตัวแม่นางเฉิง ส่วนเ้าก็ต้องตายอยู่ในป่านี้แหละ!!
อันฉี : เอ๊า!! ทำไมต้องฆ่าแกงกันด้วยมันเกิดอะไรขึ้น?
ชายฉกรรจ์ : ส่วนเ้ามาสอดดีนัก!! พวกเรา!! ฆ่าปิดปากมันซะ!!
ชายฉกรรจ์ที่เป็หัวหน้าสั่งให้พวกลูกน้องหน้าโหด เข้ามาจับตัวภรรยาของเหวินอี้ พร้อมกับง้างดาบจะฟันเหวินอี้กับฉันหมายเอาชีวิต เฟยเจินจึงให้หลังปีกอันแข็งแรง ตบชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นเหมือนตบด้วยหลังมือ จนพวกนั้นลอยกระเด็นถอยห่างออกไป แต่พวกเขายังคงพยายามจะวิ่งเข้ามาฟาดฟันเราด้วยดาบและอาวุธที่ถืออยู่ในมือ
แต่แล้วจู่ๆพวกเขาก็หยุดชะงักใหวาดกลัวสุดขีด รีบกรูถอยหลังออกห่างแหกปากร้องว่า “ปีศาจ!!! ปีศาจ!!! แล้วพากันวิ่งล้มลุกคลุกคลาน วิ่งหนีเตลิดไปจากตรงนี้ เราจึงรีบหันหลังกลับไปมองทางด้านหลัง ก็ต้องสะดุ้งใเพราะมีปีศาจตะขาบตัวใหญ่ กำลังชูตัวแยกเขี้ยวยาวตั้งท่าจะกินเราอยู่ทางด้านหลัง
ด้วยความใฉันรีบสะบัดแซ่อสรพิษฟาดใส่ตะขาบทันที เพราะแขยงและกลัวจะถูกตะขาบกัด ทำให้ตะขาบถูกพิษร้ายแรงจากแซ่อสรพิษ ทิ้งตัวล้มหงายหลังฟาดพื้นเสียงดังตึ้ง! ตะขาบตายในทันที เฟยเจินจึงหันมามองหน้าฉันด้วยสีหน้าแปลกใจ ที่เห็นฉันลงมือฆ่าปีศาจตะขาบด้วยตัวเอง
ฉันที่ยังอยู่ในอาการใรีบเอามือตบหน้าอกเรียกขวัญตัวเองเบาๆ หันไปบอกเฟยเจินว่าฆ่าตะขาบเพราะใ ที่จู่ๆตะขาบก็โผล่ออกมาจากทางด้านหลังตั้วตัวเกือบไม่ทัน พร้อมกับขยับตัวสั่นสะดีดสะดิ้งขนลุกเพราะแขยงตะขาบ จึงบอกทุกคนให้เดินออกห่างออกจากบริเวณนี้
เหวินอี้รีบอุ้มภรรยาที่เดินต่อไม่ไหวเพราะไข้ขึ้นอีกครั้ง เขาอุ้มภรรยาเดินตามฉันกับเฟยเจินในร่างนกอินทรีย์ เดินออกห่างจากซากศพปีศาจตะขาบมาได้ระยะหนึ่ง เหวินอี้ก็อุ้มภรรยาไปวางนั่งพิงอยู่ใต้ต้นไม้ แล้วเขาก็หันตัวกลับมาคุกเข่าก้มหัวคับนับ กล่าวขอบคุณฉันที่ช่วยชีวิตเขากับภรรยาไว้อีกครั้ง
ฉันรีบนั่งลงตรงหน้าเหวินอี้บอกเขาว่าไม่เป็ไร และถามเขาว่ามันเกิดเื่อะไรขึ้น ทำไมคนพวกนั้นจึงคิดจะฆ่าเขา เหวินอี้ที่ยังคงอยู่ในอาการสั่นหวาดกลัว พยายามตั้งสติเล่าถึงสาเหตุที่ถูกตามล่าให้ฉันฟังว่า เหตุเกิดเพราะเขากับภรรยาหนีตามมาอยู่กินด้วยกัน
และเล่าให้ฟังถึงเื่ของภรรยาว่านางแซ่เฉิง ชื่อฟางหรู เป็ลูกสาวของเถ้าแก่เฉิงพ่อค้าขายผ้ามีฐานะร่ำรวยอยู่ในเมืองหลวง แต่ฟางหรูเป็ลูกสาวที่เกิดกับหญิงรับใช้ในเรือน จึงไม่ได้รับการยกย่องเชิดชูว่าเป็ลูกสาวอีกคน
ฟางหรูกับแม่ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนยากลำบากไม่ต่างไปจากหญิงรับใช้ จนกระทั่งแม่ของฟางหรูตายตอนที่นางมีอายุสิบสองปี แม่เลี้ยงที่เป็ภรรยาหลวงกับพี่สาวต่างมารดา ก็คอยกลั่นแกล้งพยายามขับไล่ฟางหรูออกจากบ้าน ส่วนเถ้าแก่เฉิงผู้เป็พ่อก็ไม่เคยสนใจใยดีที่ฟางหรูถูกคนในบ้านรังแก
มีหลายครั้งที่ฟางหรูคิดอยากจะฆ่าตัวตาย เพราะน้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง แต่ก็พยายามอดทนเพราะคิดว่าสักวันหนึ่ง ตนเองอาจจะได้หลุดพ้นจากชีวิตที่เลวร้ายตรงนี้ จนกระทั่งวันหนึ่งฟางหรูได้พบรักกับเขา ซึ่งคนทั้งสองมีความรักต่อกันด้วยความจริงใจ
ฟางหรูจึงแอบออกมาพบกับเหวินอี้หลายครั้ง เมื่อเถ้าแก่เฉิงทราบเื่นี้จึงพยายามแยกคนทั้งสองออกจากกัน เพราะรังเกียจที่เหวินอี้มีฐานะยากจน ด้วยการยกฟางหรูให้ไปแต่งงานกับพ่อค้าชราขายอัญมณีผู้มีอิทธิพลอยู่ต่างเมือง เนื่องจากภรรยาเก่าของพ่อค้าชราเสียชีวิตด้วยการผูกคอตายในเรือน เพราะทนถูกสามีทุบตีแทบจะทุกวันไม่ไหว
อีกทั้งพ่อค้าชราคนนั้นยังรู้จักกับเถ้าแก่เฉิงเพราะเคยทำการค้าด้วยกัน มีครั้งหนึ่งฟางหรูถูกสั่งให้ติดตามเถ้าแก่เฉิงไปทำการค้าที่เมืองนั้น และเถ้าแก่เฉิงพาฟางหรูเดินทางไปเยี่ยมเยียนพ่อค้าชราที่เรือนด้วยกัน แต่ฟางหรูไม่รู้ว่าถูกพ่อของตนหลอกพาไปให้พ่อค้าชราดูตัว
ซึ่งพ่อค้าชราก็ถูกตาต้องใจในตัวฟางหรู จึงเสนอว่าจะสนับสนุนเถ้าแก่เฉิงให้มีช่องทางทำการค้า และจะทำให้ได้รับผลประโยชน์ทางการค้าในเมืองนี้มากขึ้น เถ้าแก่เฉิงจึงตอบตกลงกับพ่อค้าชราว่าจะยกฟางหรูให้เป็ภรรยา ให้จัดเตรียมสินสอดไปสู่ขอได้เลย
เมื่อฟางหรูเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวนเซียน จึงตัดสินใจหนีตามเหวินอี้มาอาศัยอยู่ด้วยกันแถบชานเมือง แต่ถูกเถ้าแก่เฉิงจ้างกลุ่มชายฉกรรจ์มาตามจับตัวฟางหรูให้กลับไปแต่งงาน ส่วนเหวินอี้ก็ถูกเถ้าแก่เฉิงแจ้งทางการประกาศจับตัวในข้อหาลักพาตัวลูกสาว
เหวินอี้กับฟางหรูจึงพากันหนีมาอาศัยอยู่ที่กระท่อมร้างชายป่าอัคคีด้านนอก แล้วเขาก็แอบไปรับจ้างทำไร่ทำสวนให้ชาวบ้านแถวนอกกำแพงเมืองเพื่อหาเงินมาซื้อยาซื้ออาหาร แต่คงมีคนจำเขาได้จึงไปบอกเถ้าแก่เฉิงให้มาตามจับตัวแลกเงินค่าหัว
จนกระทั่งวันนี้คนพวกนั้นก็ตามมาพังกระท่อม แต่ทั้งสองก็ได้สองลิงน้อยที่กำลังกินนั่งหัวมันอยู่หลังกระท่อม ช่วยพาเขาสองคนวิ่งหนีเข้ามาในป่าอัคคีจนได้พบเจอกับฉัน ซึ่งตอนนี้เขากับฟางหรูก็ไม่รู้จะหนีไปที่ไหนแล้ว อีกทั้งตอนนี้ฟางหรูก็มีไข้ขึ้นมาอีก เขาอยากพาฟางหรูไปหาหมอเพื่อรักษาแต่เขาก็ไม่มีเงินมากพอจะซื้อยา
อีกทั้งยังกลัวว่าคนของเถ้าแก่เฉิงจะตามมาจับตัวฟางหรูไป เหวินอี้ยังกล่าวทั้งน้ำตานองแก้มว่า เขาไม่เคยกลัวตายถ้าคนพวกนั้นจะฆ่าเขา แต่เขาเป็ห่วงภรรยาที่ยังป่วยไข้ และเป็ห่วงถ้าฟางหรูจะต้องไปแต่งงานกับพ่อค้าชราคนนั้น ฟางหรูคงถูกพ่อค้าชราทุบตีเหมือนภรรยาเก่าที่ตายไป ชีวิตฟางหรูคงหนีไม่พ้นความทุกข์ดุจตกนรกทั้งเป็
ตอนนี้เขาหมดหนทางแล้วจริงๆ เหวินอี้พูดตัดพ้อชีวิตแล้วหันไปมองภรรยาที่กำลังมีไข้ขึ้นสูง พร้อมกับยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลนองแก้ม เพราะเขารักและสงสารชีวิตอันแสนรันทดของภรรยา
ฉันจึงบอกกับเหวินอี้ว่าเื่ที่ฟางหรูป่วยไม่ต้องกังวลฉันจะรักษาให้ ส่วนเื่ที่อยู่อาศัยฉันเองก็อยากจะให้ความช่วยเหลือ อยากจะให้ทั้งสองไปพักที่เรือนในป่าไผ่เขียวด้วยกันก่อนชั่วคราว แต่ปัญหาใหญ่อยู่ที่เสวี๋ยฉีพี่ใหญ่ของฉันไม่ค่อยจะเป็มิตรกับคนแปลกหน้าสักเท่าไหร่นัก
เฟยเจินในร่างนกอินทรีย์ก็พูดทักขึ้นมาว่า เสวี๋ยฉีคงไม่ยินยอมให้มนุษย์เข้าไปในป่าไผ่เขียวแน่ๆ เมื่อเหวินอี้เห็นนกอินทรีย์พูดได้ก็มีอาการใทันที ฉันจึงบอกเหวินอี้ว่านกอินทรีย์เป็พี่ชายคนที่สี่ของฉันเอง ส่วนเสือดำที่เหวินอี้เห็นเมื่อวานคือพี่รองและเป็เสือพูดได้เหมือนกัน แต่ถ้าเขาหวาดกลัวคิดว่าฉันกับพี่ชายเป็ปีศาจ ฉันก็ไม่ว่าอะไรแต่จะช่วยรักษาภรรยาของเขาให้ แล้วจะพาเขากับภรรยาออกไปส่งที่ชายป่า
เหวินอี้รีบตอบกลับทันทีว่าเขาไม่เคยคิดว่าฉันเป็ปีศาจ และถึงแม้ว่าฉันกับพี่ชายจะเป็ปีศาจ เขาก็ไม่เคยคิดกลัวฉันเลย เพราะฉันกับพี่ชายช่วยชีวิตเขากับภรรยาไว้ถึงสองครั้ง มิหนำซ้ำฉันยังดีกับเขามากกว่าคนในเมืองพวกนั้นเสียอีก บุญคุณที่ช่วยเหลือชีวิตเขาไว้ไม่เคยลืม จะขอใช้แรงกำลังที่มีทำงานรับใช้ฉันเพื่อทดแทนบุญคุณ
ฉันจึงถามเหวินอี้ว่าถ้าเสวี๋ยฉีไม่ยินยอมให้พักอยู่ในเรือน ฉันจะให้เขากับฟางหรูไปสร้างกระท่อมอยู่ในป่าไผ่อาศัยอยู่รวมกับฝูงงูจะไปไหม แม้ฝูงงูจะเป็ปีศาจแต่ฝูงงูในป่าไผ่จะไม่ทำร้ายเขาทั้งสองคน เพราะฝูงงูเป็ลูกสมุนของเสวี๋ยฉีพี่ใหญ่
ถ้าเขาไปอาศัยอยู่ที่ป่าไผ่เขียวอาจจะลำบากนิดหน่อย เื่การหาอาหารในป่าที่เต็มไปด้วยปีศาจ แต่รับรองว่าพวกของเถ้าแก่เฉิงกับทหารในเมือง จะไม่มีใครกล้าตามเข้าไปจับตัวเขากับภรรยาแน่นอน
เหวินอี้ไม่รีรอชักช้ารีบก้มหัวลงคำนับกับพื้นอีกครั้ง รีบกล่าวคำขอบคุณและบอกว่า จะขอติดตามทำงานให้ฉันทุกอย่างแล้วแต่จะเรียกใช้ ฉันจึงหันไปมองหน้าเฟยเจินที่มีสีหน้ากังวลใจ เพราะเฟยเจินรู้ว่ายังไงเสวี๋ยฉีต้องไม่ยอมแน่ๆ แต่เฟยเจินเองก็รู้สึกสงสารเหวินอี้กับฟางหรูที่ไร้หนทางไป
เราจึงคุยกันไว้ว่าถ้าเสวี๋ยฉีไม่ยอม ก็จะให้คนทั้งสองอาศัยอยู่ในป่าไผ่ชั่วคราวไปก่อน รอให้ฟางหรูหายดีค่อยคิดกันอีกทีว่าจะเอายังไงต่อไป ฉันจึงบอกลิงน้อยไมเคิลว่า ให้ไปตามหลี่เฉียงมารับเหวินอี้กับฟางหรูที่นี่
จากนั้นเหวินอี้จึงขยับตัวไปนั่งข้างๆกอดฟางหรูภรรยา ที่กำลังนั่งหลับเพราะเหน็ดเหนื่อยจากการวิ่ง ฟางหรูจึงค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมามองสามีของตน เหวินอี้บอกฟางหรูเบาๆว่าปลอดภัยแล้ว และจะไปพักอาศัยกับฉันที่ป่าไผ่เขียว
ฟางหรูหญิงสาวหน้าตาดีผิวพรรณเกลี้ยงเกลา พยายามขยับตัวก้มคำนับขอบคุณฉัน โดยมีเหวินอี้ช่วยประคองอยู่ข้างๆ ฉันรีบขยับตัวเข้าไปจับประคองตัวฟางหรูที่นั่งตัวโงนเงนอ่อนแรง พร้อมกับบอกว่าไม่เป็ไรไม่ต้องขอบคุณ ขอให้ฟางหรูอดทนอีกนิดตอนนี้กำลังรอให้หลี่เฉียงมารับ เมื่อไปถึงป่าไผ่เขียวแล้วจะต้มยาลดไข้ให้ดื่ม
เวลาผ่านไปไม่นานนักไมเคิลลิงน้อยก็กระโจนลงมาจากต้นไม้ ตามหลังมาด้วยหลี่เฉียงที่เลื้อยมาในร่างงูเห่าดำตัวใหญ่ ทำให้เหวินอี้กับฟางหรูใกลัวเพราะคิดว่างูปีศาจโผล่มาจะกินพวกเราอีก ฉันรีบบอกคนทั้งสองว่าอย่ากลัว เพราะหลี่เฉียงเป็ลูกสมุนของเสวี๋ยฉีพี่ใหญ่ เราเป็พวกเดียวกัน
หลี่เฉียงเมื่อได้ยินฉันพูดว่าเขาเป็ลูกสมุนของเสวี๋ยฉี ก็มีสีหน้าภูมิใจที่ฉันบอกคนอื่นแบบนั้น เพราะทำให้เขารู้สึกว่าได้เข้าใกล้เสวี๋ยฉีมากขึ้นกว่าเดิม จากนั้นฉันก็ให้เหวินอี้กับฟางหรูขึ้นขี่หลังหลี่เฉียงในร่างงูเห่าดำ โดยให้สองลิงน้อยนั่งไปกับคนทั้งสองด้วย เพื่อช่วยให้คนทั้งสองลดความหวาดกลัวงูเห่า แล้วพวกเราก็ออกเดินทางกลับไปที่ป่าไผ่เขียว