เมื่อเก็บผักกูดมาเรียบร้อยแล้ว อวิ๋นเฉิงเฟิงก็เอ่ยขึ้นว่า "น้องเล็ก พวกเราไปดูที่กับดักตรงเนินเขาทางทิศตะวันตกกันต่อเถิด ดูว่าจับสัตว์ป่าได้บ้างหรือยัง"
"ดีเ้าค่ะ ไปดูกันเถอะ หากจับไก่ป่าได้อีกสักตัวก็คงดี จะได้นำกลับไปต้มน้ำแกงบำรุงร่างกายให้ท่านพ่อ" อวิ๋นเฉิงซิ่วเอ่ยเห็นพ้อง
สองพี่น้องมุ่งหน้าไปยังเนินเขาทางทิศตะวันตก โดยคราวนี้เลือกใช้เส้นทางที่ไม่เคยเดินมาก่อน วัชพืชสูงครึ่งตัวคนเติบโตรกเรื้อขึ้นมาจากร่องหิน พื้นใต้ฝ่าเท้าเต็มไปด้วยเถาวัลย์ป่าขรุขระพันเกี่ยวกัน ทุกก้าวที่เดินจึงต้องใช้ไม้เคาะพุ่มหญ้ารอบ ๆ อย่างระมัดระวัง เพื่อขับไล่งูและแมลงพิษที่ซุกซ่อนอยู่
"โอ๊ย!"
ทันใดนั้นเสียงของอวิ๋นเฉิงเฟิงที่เดินถางทางอยู่ด้านหน้าก็ดังขึ้น แล้วร่างของเขาก็ล้มหายวับไปทันที
"พี่รอง! ท่านเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ?" อวิ๋นเฉิงซิ่วรีบะโถามด้วยความใ
"โอ๊ย! เจ็บจะตายอยู่แล้ว" อวิ๋นเฉิงซิ่วยินเสียงพี่ชายแว่วมาจากใต้พื้นดิน
นางรีบแหวกพุ่มหญ้าตรงหน้าออก จึงพบว่าตรงนี้มีโพรงหินแนวตั้ง กว้างกว่า่ไหล่เล็กน้อย ถูกวัชพืชบดบังไว้จนมองไม่เห็น อวิ๋นเฉิงเฟิงมัวแต่คอยระวังงูและแมลง จึงไม่ทันระวังใต้เท้า จึงก้าวพลาดพลัดตกลงไป
"พี่รอง ท่านเป็อะไรมากหรือไม่เ้าคะ?" อวิ๋นเฉิงซิ่วถามด้วยความกังวลใจ
"ไม่... ไม่เป็ไร แค่ข้อเท้าพลิก ได้พักสักหน่อยก็คงหาย" อวิ๋นเฉิงเฟิงตอบเสียงแ่อย่างไร้เรี่ยวแรง ที่จริงแขนของเขาถูกหินูเาอันแหลมคมขูดถลอกเป็แผลใหญ่ ยามนี้เ็ปรวดร้าวปานถูกไฟลวก แต่ก็ไม่อาจทำให้น้องสาวเป็ห่วงได้ จึงได้แต่กัดฟันอดทนไว้
อวิ๋นเฉิงซิ่วยื่นหน้าส่องลงไปดูในโพรง ผนังโพรงเต็มไปด้วยหินกร่อนตามกาลเวลา และมีตะไคร่น้ำสีเขียวคล้ำขึ้นปกคลุมประปราย แม้จะไม่ลึกมากนัก แต่หากจะอาศัยกำลังของอวิ๋นเฉิงเฟิงปีนขึ้นมาเองก็คงยากลำบากอยู่บ้าง
อวิ๋นเฉิงเฟิงยันกายลุกขึ้น ลองปีนป่ายไปตามผนังหินอยู่ครู่หนึ่ง แต่มันปีนยากยิ่งนัก หลังฝ่าเท้าเหยียบลงบนตะไคร่น้ำก็ลื่นไถล จนหาจุดให้ลงน้ำหนักไม่ได้เลย
อวิ๋นเฉิงซิ่วที่อยู่้าเหลียวมองซ้ายขวา เห็นว่ารอบ ๆ มีเถาวัลย์อยู่ไม่น้อย จึงหยิบมีดตัดฟื้นไปเลือกฟันเถาวัลย์เส้นเหนียวและหนามาหลายเส้น มัดต่อกันด้วยเงื่อนตายจนยาวเป็เส้นเดียว จากนั้นนำปลายข้างหนึ่งไปผูกไว้กับต้นไม้ใหญ่ใกล้ปากโพรง ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งหย่อนลงไปในโพรงหิน
"พี่รอง ท่านจับเถาวัลย์ไว้แล้วค่อย ๆ ปีนขึ้นมานะเ้าคะ" อวิ๋นเฉิงซิ่วเอ่ยบอกอวิ๋นเฉิงเฟิงที่อยู่ด้านล่าง
"ทำเช่นนี้จะได้มีแรงโหนขึ้นมาได้"
อวิ๋นเฉิงเฟิงกำลังกลุ้มใจว่าจะออกไปอย่างไร ยามเห็นเถาวัลย์หย่อนลงมาจาก้าก็ยินดียิ่งนัก
"เยี่ยมไปเลยน้องเล็ก เ้าฉลาดเหลือเกิน!"
เขาใช้มือเหนี่ยวเถาวัลย์ไว้ ฝ่าเท้าค่อย ๆ ยันผนังหิน ปีนขึ้นมาอย่างยากลำบากทีละชุน พอปีนขึ้นมาถึงปากโพรงก็ได้น้องสาวยื่นมือมาช่วยฉุดอีกแรง อวิ๋นเฉิงเฟิงจึงถอนหายใจยาว พลางล้มตัวลงนอนหอบหายใจอยู่บนพุ่มหญ้า
"ในที่สุดก็ขึ้นมาได้เสียที"
อวิ๋นเฉิงเฟิงยื่นหน้ากลับไปมองปากโพรงอีกครั้ง
"คงต้องทำเครื่องหมายไว้เสียหน่อย มิเช่นนั้นหากวันหน้าไม่ทันระวังคงได้ตกลงไปอีกแน่" เขาเอ่ยต่อ "ตรงปากโพรงไม่เท่าไร แต่พอลึกเข้าไปข้างในกลับมืดสนิท มองไม่เห็นสิ่งใด ดูท่าจะลึกมิใช่น้อย"
อวิ๋นเฉิงซิ่วฟังแล้วก็มิได้ใส่ใจนัก ในป่าลึกเช่นนี้ การมีโพรงหินตามธรรมชาติถือเป็เื่ธรรมดายิ่ง
เมื่อเห็นรอยถลอกบนแขนของอวิ๋นเฉิงเฟิง นางก็ร้องอุทานขึ้น "อุ๊ย! ถลอกจนผิวเปิดหมดแล้ว เดี๋ยวข้าไปหายาสมุนไพรมาพอกให้เ้าค่ะ"
"ไม่เป็ไรหรอก พี่หนังเหนียว ไม่จำเป็ต้องพอกหรอก" ยังไม่ทันที่อวิ๋นเฉิงเฟิงจะพูดจบ อวิ๋นเฉิงซิ่วก็วิ่งออกไปหายาสมุนไพรเสียแล้ว นางจำได้ว่าแถวนี้มีต้นซานชีอยู่กลุ่มเล็ก ๆ
ต้นซานชีเป็พืชลุกข้ามปี ชอบเติบโตในที่อบอุ่นและชุ่มชื้น มีสรรพคุณช่วยห้ามเื สลายเืคั่ง สมานแผล และบรรเทาอาการปวด เหมาะสำหรับรักษาาแจากการตกจากที่สูงอย่างอวิ๋นเฉิงเฟิงพอดี
เพียงชั่วครู่ อวิ๋นเฉิงซิ่วก็เด็ดซานชีกลับมาหอบใหญ่ นางใช้ใบไม้ใบใหญ่ห่อต้นซานชีไว้สองสามต้น ใช้ก้อนหินบดจนน้ำยาค่อย ๆ ซึมออกมา แล้วนำเศษใบสมุนไพรพร้อมน้ำยามาพอกลงบนแขนของอวิ๋นเฉิงเฟิงอย่างทั่วถึง ก่อนจะฉีกชายเสื้อของตนเองมาผูกพันไว้หลวม ๆ ส่วนซานชีที่เหลือก็เก็บใส่ชะลอม ตั้งใจว่าจะนำกลับไปตากแห้งแล้วลองนำไปขายที่ร้านขายยาในเมืองดู
"ทำเครื่องหมายไว้ก่อนค่อยไปเถิด" อวิ๋นเฉิงเฟิงเอ่ย
"พวกเราหาแผ่นหินมาปิดปากโพรงไว้ดีกว่าเ้าค่ะ ทำแค่เครื่องหมายหากไม่สะดุดตาก็อาจจะมองไม่เห็น แล้วตกลงไปอีกได้" อวิ๋นเฉิงซิ่วเสนอ
"ตกลง" อวิ๋นเฉิงเฟิงลองขยับแขนข้างที่าเ็ เมื่อรู้สึกว่าไม่มีปัญหาร้ายแรง จึงไปยกแผ่นหินใหญ่จากเนินเขาหลายแผ่นมาวางซ้อนปิดปากโพรงไว้ ทำเช่นนี้ ต่อให้มีคนเดินไม่ทันระวังเหยียบลงมาก็จะไม่ตกลงไป
"พี่รอง ข้าหิวแล้วเ้าค่ะ" พอเห็นพี่ชายทำเสร็จ อวิ๋นเฉิงซิ่วก็มองเขาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร
"พวกเรากินอะไรง่าย ๆ กันก่อนเถิด พี่จับปลาไม่ค่อยเก่ง"
อวิ๋นเฉิงเฟิงรู้ว่าน้องสาวคงนึกถึงเื่ย่างปลากินครั้งก่อน เขาเกาหลังศีรษะพลางเอ่ยอย่างเขินอาย
"ท่านพ่อจับปลาเก่ง วันหน้ามากับท่านพ่อค่อยย่างปลากินกันใหม่นะ"
พูดจบก็ก้มลงมองแขนที่พันผ้าไว้ แขนข้างนี้เจ็บอยู่คงไม่สะดวกที่จะลงแม่น้ำไปงมปลาเท่าใดนัก
อวิ๋นเฉิงซิ่วยิ้มพลางเอ่ย "พี่รอง ข้าไม่ได้จะให้ท่านไปจับปลาเสียหน่อย แขนท่านเจ็บอยู่ ลงน้ำไม่ได้หรอกเ้าค่ะ หากโดนน้ำเข้าแผลจะอักเสบเอาได้"
"หัก? อักเสบคืออะไรหรือ? จะกลายเป็รสเค็มหรือเปล่า? ไม่ใช่ว่าต้องกินเกลือหรือถึงจะเค็ม?" อวิ๋นเฉิงเฟิงยิงคำถามเป็ชุด
"เอ่อ... คือาแจะบวมแดง มีหนองไหล หรือกระทั่งทำให้เกิดไข้ขึ้นมาเ้าค่ะ" อวิ๋นเฉิงซิ่วขบคิดหาคำอธิบายสุดชีวิต
"ฮ่า ๆ น้องเล็ก เ้ารู้อะไรเยอะจริงเชียว เป็หมอในหมู่บ้านสอนเ้าหรือ?" อวิ๋นเฉิงเฟิงยิ้มอย่างซื่อ ๆ พลางนึกขึ้นได้ว่าน้องสาวรู้จักทั้งโสมคน รู้จักวิธีทำผักกูด รู้จักยาสมุนไพร แถมยังรู้วิธีปฐมพยาบาลาแ ทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยยินว่านางรู้เื่พวกนี้มาก่อนเลย
"เ้าค่ะ"
อวิ๋นเฉิงซิ่วคิดในใจ หลุดปากมากไปจนโดนสงสัยเข้าแล้ว ต่อไปต้องระวังให้มากขึ้น และต้องหาที่มาอันสมเหตุสมผลให้กับความรู้ความสามารถของตนเองเสียแล้ว
"ก็คราวที่แล้วหลังจากข้าตกน้ำ ไม่ใช่ว่าเชิญท่านหมอมารักษาหรือเ้าคะ มารักษาบ่อยเข้า ท่านหมอเหลียงเห็นว่าข้าพอมีพร์ในการจำแนกยาสมุนไพร จึงยินดีสั่งสอนความรู้ให้ข้าบ้าง"
อวิ๋นเฉิงซิ่วแอบปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก โกหกบ่อยเข้าก็กลัวว่าจะโป๊ะแตก ต้องหาทางแก้ปัญหาเื่นี้เสียแล้ว
"เช่นนั้นก็ดียิ่ง ได้ความรู้ติดตัวมาก็เป็วิชาของตนเอง"
อวิ๋นเฉิงเฟิงพยักหน้าติดต่อกัน โดยไม่มีความสงสัยในคำอธิบายของน้องสาวเลยแม้แต่น้อย อย่างไรเสียเขาก็เป็พวกตามใจน้องสาว สำหรับเขาแล้วน้องสาวคือแก้วตาดวงใจ น้องสาวพูดสิ่งใดก็ถูกต้องทั้งหมด น้องสาวทำสิ่งใดก็ดีไปเสียทุกอย่าง
อวิ๋นเฉิงซิ่วยิ้มแ่เบา "ข้าเพียงจะบอกว่าพวกเรากินกันง่าย ๆ ก่อน แล้วค่อยไปดูกับดักทางทิศตะวันตก จากนั้นค่อยกลับบ้านกันเ้าค่ะ"
"อืม ๆ ตกลง" อวิ๋นเฉิงเฟิงหยิบแผ่นแป้งข้าวโพดที่เตรียมมาั้แ่เช้าออกจากชะลอม ยื่นให้อวิ๋นเฉิงซิ่วแผ่นหนึ่ง ประกบผักดองสองชิ้น แล้วเริ่มเคี้ยวคำใหญ่
อวิ๋นเฉิงซิ่วรับมาแล้วกัดไปคำเล็ก ๆ รู้สึกแห้งและหยาบกระด้าง หากไม่กินแกล้มผักดองคงกลืนลงคอได้ยากยิ่ง
คราวหน้าเข้าป่าต้องทำอาหารอย่างอื่นมาเป็มื้อเที่ยงเสียแล้ว แผ่นแป้งข้าวโพดนี้กลืนยากเหลือเกิน อวิ๋นเฉิงซิ่วคิดพลางเคี้ยวแผ่นแป้งไป นางจิบน้ำสะอาดจากกระบอกไม้ไผ่ กลืนแผ่นแป้งไปได้เพียงครึ่งแผ่นก็ทานต่อไม่ไหวแล้ว
อาหารหลักของคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ก็คือแผ่นแป้งข้าวโพดเช่นนี้ หากบ้านใดพอมีฐานะขึ้นมาหน่อยก็จะผสมแป้งข้าวโพดหวานหรือแป้งสาลีลงไปบ้าง ่ก่อนหน้านี้ที่อวิ๋นเฉิงซิ่วตกน้ำจนรอดชีวิตมาได้ ถือเป็ผู้ป่วย ดังนั้นอาหารที่กินจึงเป็อาหารผู้ป่วยที่เฉินซื่อตั้งใจทำเป็พิเศษ น้อยนักที่จะได้กินธัญพืชหยาบเช่นนี้ และต่อให้กินก็มักจะเป็แป้งทอดเสร็จใหม่ ๆ ที่หอมกรอบนุ่มนิ่ม ไม่เคยต้องมากินแบบที่เย็นชืดและแข็งกระด้างเช่นนี้มาก่อน
่นี้อวิ๋นเม่าซานได้รับาเ็ เสียเงินออมของบ้านไปมาก เื่อาหารการกินจึงย่ำแย่ลง ธัญพืชหยาบเช่นนี้จึงกลายเป็อาหารหลักในชีวิตประจำวัน คงต้องหาทางปรับปรุงเื่อาหารการกินของบ้านเสียแล้ว หากกินธัญพืชหยาบเช่นนี้บ่อย ๆ นอกจากรสชาติจะไม่ดีแล้ว สารอาหารยังไม่เพียงพออีก
บรรดาพี่ชายกำลังเติบโต ส่วนตัวเราเองก็ไม่ได้แข็งแรงสมบูรณ์นัก จำเป็ต้องได้รับอาหารที่มีสารอาหารเพียงพอ อวิ๋นเฉิงซิ่วก้มมองร่างกายที่ผอมเกร็งราวกับถั่วงอกของตนเอง พลางคิดด้วยความท้อแท้ใจ
เงิน เงิน เงิน ยังคงต้องรีบหาเงินให้ได้โดยไว!