3
คลับหลินสุ่ย
ตระกูลเมิ่งแห่งเมืองจิ่งนับเป็ตระกูลใหญ่อันดับต้นๆ ในท้องที่ แม้ส่วนใหญ่จะทำงานด้านการเมืองและการค้ามาหลายชั่วอายุคน แต่บุคลิกอย่างบัณฑิตผู้คงแก่เรียนกลับยังฝังลึกในกระดูก
คุณยายของซ่งอวี้สมัยสาว ๆเป็หญิงงามตามแบบฉบับสาวเจียงหนาน แม้จะก้าวย่างวัยชราความสุภาพอ่อนโยนกลับไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย
ทว่าเ้าของเรือนผมขาวซีดหวีอย่างประณีตขณะนี้กำลังเขย่งเท้ามองสุดถนนอย่างตื่นเต้นและรอคอยอยู่ตรงประตูเหล็กฉลุลาย
ซ่งอวี้ลงจากรถ
แสงสีนวลส่องกระทบใบหน้าขาวซีดหล่อเหลาของเด็กหนุ่ม
คุณยายเมิ่งเห็นเขาแล้วขอบตาก็แดงระเรื่อยกมือขยี้หางตา “อวี้อวี้โตแล้ว ยายจำไม่ได้ไปแวบหนึ่งแน่ะ”
ซ่งอวี้ยิ้มน้อย ๆ พร้อมเข้าไปช่วยประคอง “ปล่อยให้คุณยายรอซะนานเลย ข้างนอกลมแรงออก เข้าบ้านกันก่อนเถอะครับ”
คุณยายเมิ่งคลี่ยิ้มบางทั้ง ๆ ที่ขอบตายังคงแดงก่อนจะตบหลังมือเขาพลางเอ่ยเสียงเบา “ไม่นานหรอกจ้ะ ไม่นานเลยหลานมาก็ดีแล้วละ”
พอซ่งอวี้เดินเข้าไปก็เห็นผู้คนมากมายทุกคนล้วนเป็คนตระกูลเมิ่ง บรรดาญาติโกโหติกาทั้งชายหญิงมารวมตัวกันเต็มไปหมดส่วนมากจะเป็คนรุ่นใหม่อายุยังน้อยกัน
เมื่อเห็นเขาเข้ามาคนพวกนั้นต่างพากันลุกขึ้นทักทายอย่างกระตือรือร้นเพียงแต่แววตาออกจะหลุกหลิกไม่บริสุทธิ์ใจไปสักหน่อย
ซ่งอวี้รู้เจตนาของเ้าพวกนี้ดีมาทักทายเขาเพราะชื่อเสียงตระกูลซ่งในเมือง A สิท่า คงจะทำตามที่ผู้ใหญ่บอกมา
“นี่คือลูกพี่ลูกน้องของหลาน ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้นต่อไปตอนหลานอยู่เมืองจิ่ง อยากไปไหนก็ไปหาพวกเขาได้นะจ๊ะพวกเขาจะคุ้นที่คุ้นทางมากกว่า”
คุณยายเมิ่งแนะนำทีละคนความตั้งใจของท่านเรียบง่ายมาก ท่านกลัวซ่งอวี้มาเมืองจิ่งครั้งแรกคนเดียวแล้วจะเหงาเลยอยากให้เขาได้รู้จักคนวัยเดียวกันเยอะ ๆ
แต่ซ่งอวี้ไม่สนใจเด็กพวกนั้นสักคน
พื้นฐานครอบครัวของซ่งอวี้ในโลกเดิมเองก็ไม่เลวเขาจึงมีประสบการณ์รับมือเหตุการณ์แบบนี้ แม้จะยิ้มบาง ๆ อย่างสุภาพมีมารยาททว่าท่าทีกลับเฉยเมย
หลังนั่งที่แล้วทั้งครอบครัวก็รับประทานอาหารกันเงียบ ๆ
คุณยายเมิ่งเป็คุณหนูตระกูลใหญ่โดนเข้มงวดกวดขันมาั้แ่เด็ก จนตอนนี้ก็ยังยึดธรรมเนียมไม่สนทนาระหว่างมื้ออาหารในเมื่อท่านไม่ปริปาก เหล่าลูกหลานในบ้านย่อมไม่กล้าทำตามอำเภอใจ แม้สายตาจะจับจ้องซ่งอวี้อย่างหลุกหลิกจนแทบพรุนอยู่รอมร่อก็ไม่กล้าชวนคุยตามใจชอบ
สำหรับซ่งอวี้แล้ว นี่นับเป็เื่ดีเสียอีก
กระทั่งกินเสร็จ เขาก็อ้างว่านั่งรถนานจึงรู้สึกเพลียๆ แล้วปลีกตัวขึ้นไปอาบน้ำนอน
ทิ้งให้คนทั้งกลุ่มทำสีหน้าซับซ้อนหดหู่อยู่รอบโต๊ะอยากพูดแต่ก็พูดไม่ได้
หลังอาบน้ำและเช็ดผมจนแห้งซ่งอวี้ก็ทิ้งตัวนอนบนเตียง
ผ้าห่มกับหมอนอวลกลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกมะลิอากาศในเมืองจิ่งสดชื่นกว่าเมือง A แถมคุณยายเมิ่งยังปลูกดอกไม้นานาพรรณไว้ในสวนสายลมราตรีโชยเอื่อย ทำให้รู้สึกสงบเป็พิเศษ
ซ่งอวี้จ้องเพดาน ครุ่นคิดว่าควรทำยังไงต่อไปดี
หากอยู่ดี ๆ ไปหาเซี่ยสุยคงไม่แคล้วถูกมองเป็คนบ้าแหง ๆ
รอเปิดเทอมดีไหมนะ
ยังไงก็ได้เรียนห้องเดียวกันอยู่แล้ว
ไม่ได้สิ
ซ่งอวี้ยกมือปิดตา คิดในใจว่าปิดเทอมฤดูร้อนนี้ เซี่ยสุยต้องนิ้วหักและทิ้งอาการเรื้อรังตลอดไปเขาควรจะหาทางช่วยสักหน่อยดีกว่า
“แต่...หมอนั่นพักอยู่ไหนล่ะ”
จริงด้วย ดันลืมประเด็นสำคัญที่สุดไปเสียสนิท
เซี่ยสุยพักที่ไหนเนี่ย!
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ ซ่งอวี้ก็ทำตาโตลุกพรวดขึ้นมานั่ง
ฮึ่ย เอาไงดี?
“008! 008!”
ซ่งอวี้เริ่มะโเรียก 008 อย่างบ้าคลั่ง
ไม่นาน เสียงอ่อนแรงคลุมเครือของ 008 ก็ดังในหัว “ระบบอยู่นี่ครับ มีอะไรเหรอ”
เขานั่งตัวตรง “นายมีที่อยู่ปัจจุบันของเซี่ยสุยไหม”
008 บอกไปตามจิตใต้สำนึก “มีแน่นอนอยู่แล้ว”ทว่าจากนั้นระบบก็เหมือนเพิ่งเอะใจรีบถามกลับอย่างตระหนกและไม่ไว้ใจ “นายจะเอาที่อยู่ไปทำอะไรน่ะ!”
ซ่งอวี้คลี่ยิ้ม “ก็จะไปหาเขาน่ะสิ”
008 “???!!!”
008 ทั้งโมโหทั้งร้อนใจ ใช้ร่างเดิมปรากฏกายต่อหน้าซ่งอวี้หลังจากกวาดตามองสภาพแวดล้อมรอบตัวแล้วก็ยิ่งต้องกลั้นอารมณ์ที่กำลังปะทุข่มโทสะยิงคำถามไปว่า “โฮสต์กำลังทำอะไรอยู่ไม่ทราบทำไมมาอยู่เมืองจิ่งได้ล่ะ!!!”
ซ่งอวี้กล่าว “ก็นายบอกว่าห้าปีนี้ฉันจะทำอะไรก็ได้ไม่ใช่เหรอ”
008 เดินวนไปรอบ ๆ อย่างร้อนรน “แต่เงื่อนไขที่ระบบบอกไปก่อนหน้านี้คือต้องไม่กระทบเส้นเื่ตอนนี้นายจะอยู่เมืองจิ่งไม่ได้นะ ห้ามเจอหน้าตัวเอกเด็ดขาดยังไม่ถึงเวลาออกโรงของนายเลย รีบกลับไปเร็วเข้า”
เขาเลิกคิ้ว
ระบบแอบกลัวซ่งอวี้อยู่หน่อย ๆได้แต่เกลี้ยกล่อมอย่างจริงใจ “โฮสต์ กลับไปเถอะ! กลับเมือง A เถอะนะนายจะไปปรากฏตัวต่อหน้าเซี่ยสุยในฐานะซ่งอวี้ไม่ได้ ขืนทำแบบนั้น เนื้อเื่มันจะออกจากเส้นเื่เดิม”
ซ่งอวี้นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ยิ้มไม่ยี่หระ “งั้นง่ายมาก ฉันไม่ต้องใช้สถานะของซ่งอวี้ซะก็สิ้นเื่จำได้ว่าในนิยายต้นฉบับ เซี่ยสุยเรียกชื่ออังกฤษของซ่งอวี้ตลอดแถมตอนนี้เขาก็ยังเด็กอยู่เลย ไม่มีทางจำฉันได้หรอกน่าแค่สร้างสถานะใหม่ขึ้นมาแล้วไปอยู่ข้าง ๆ เขาก็ได้แล้วนี่”
008 เอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ไม่ได้คุยกันไว้แบบนี้ซะหน่อย!”
เขาดีดนิ้วดังเป๊าะ “คุยกันไว้แบบนี้แหละ ฉันว่าโอเคแล้วน่า นายบอกที่อยู่ของเซี่ยสุยมาก็พอ”
008 ฉุนจนหมดคำจะพูด โมโหควันออกหู
ซ่งอวี้เห็นแล้วก็หุบยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “พวกนายไม่ถามความสมัครใจฉันด้วยซ้ำลากฉันเข้ามาโลกนี้เองแท้ ๆ ก็ควรจะคิดเผื่อผลลัพธ์แบบนี้ไว้แล้วไม่ใช่รึไง”
008 เป็ระบบที่เปี่ยมอารมณ์ความรู้สึกเช่นมนุษย์มันก้มหน้าเม้มปากอย่างหงุดหงิดงุ่นง่านสุดขีด แต่ถึงจะรู้สึกไม่เป็ธรรมมันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
มันเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันขยี้หัวอยู่นานก่อนจะยอมอ่อนข้อด้วยสีหน้าไม่น่ามองถึงที่สุด “เื่นี้...เื่นี้ระบบต้องขออนุญาตทางโลกหลักก่อนนาย...นายอย่าเพิ่งทำอะไรบุ่มบ่ามเชียว...ต่อให้ไปอยู่ข้างกายเซี่ยสุยก็อย่าเผยสถานะเด็ดขาด”
ซ่งอวี้ยิ้มน้อย ๆ เมื่อได้รับคำตอบที่น่าพอใจ “ไม่มีปัญหา โลกนี้ใช่ว่าจะมีแค่คุณชายสามซ่งแห่งเมือง A ซ่งอวี้ซะเมื่อไหร่”
ตอนนี้ 008 ไม่อยากยุ่งด้วยแล้วสลายเป็ควันสายหนึ่งกลับเข้าไปในหัวของซ่งอวี้ทั้งอย่างนั้น
ซ่งอวี้อึ้งงัน “เฮ้ นายยังไม่ได้บอกที่อยู่บ้านเซี่ยสุยมาเลยนะ!”
“ไม่รู้!” 008 แผดเสียงใส่เขาอย่างมีน้ำโห
ซ่งอวี้ “...”
สรุปว่า เขาเรียกมันมาทำไมวะเนี่ย?
ไม่ได้ข้อมูลอะไรสักอย่างแถมห้ามโน่นห้ามนี่อีกเป็กระบุง
ไอ้ระบบขยะเอ๊ย!
ทำอะไรก็ไม่เป็ ดีแต่ขัดคอ
ซ่งอวี้ถอนใจเฮือกก่อนทิ้งตัวนอนอีกครั้งแล้วผล็อยหลับไป
การตามหาใครสักคนในเมืองจิ่งอันกว้างใหญ่นั้นไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทรแต่สำหรับซ่งอวี้แล้วใช่ว่าจะทำไม่ได้อย่างไรเสียเขาก็มีลุงฝ่ายแม่เป็นายกเทศมนตรีทั้งยังมีบรรดาลูกพี่ลูกน้องที่อยากสร้างสัมพันธ์อันดีกับตนด้วยทว่าถึงอย่างนั้นซ่งอวี้กลับไม่ต้องพึ่งพาเส้นสายเหล่านี้ด้วยซ้ำ เพราะเขาได้เจอเซี่ยสุยโดยบังเอิญเข้าเสียก่อน
วันที่สามหลังจากมาเมืองจิ่ง
คุณยายเมิ่งกลัวเขาจะอยู่แต่ในบ้านจนอุดอู้เลยเกลี้ยกล่อมทุกวิถีทางให้เขาออกไปเดินเล่นข้างนอก
ซ่งอวี้ทนคุณยายรบเร้าไม่ไหวจึงจบด้วยการไปนั่งรถของญาติผู้พี่ที่ชื่อเมิ่งกวง
รถสปอร์ตของเมิ่งกวงเป็สีเบอร์กันดีอวดโอ่เหมือนเ้าของเปี๊ยบ
เมิ่งกวงถอดแว่นกันแดดเผยให้เห็นั์ตาดอกท้อดูเ้าชู้เขามองซ่งอวี้ที่นั่งตำแหน่งข้างคนขับ “คุณย่าของฉันน่ารำคาญมากเลยสิท่า”
ซ่งอวี้ยิ้มตอบ “ก็ดีนะครับ”
“ก็ดีอะไรกัน” เมิ่งกวงหัวเราะเบาๆ ก่อนเหยียบคันเร่ง “ระเบียบจัดจะตาย ฉันมาที่นี่แต่ละที วันสองวันแรกยังพอฝืนอยู่หรอกแต่เข้าวันที่สามเมื่อไหร่ เป็ต้องโดนคุณย่าด่าเช้ายันเย็นตลอด”
ซ่งอวี้เพียงแย้มยิ้มไม่พูดไม่จาเขาออกจะชอบอาหารที่คุณยายเมิ่งทำ แถมหลายวันมานี้ก็ใช้ชีวิตได้อิสระดีด้วย
เมิ่งกวงจดจ่อกับเส้นทางเบื้องหน้า แต่แล้วจู่ ๆก็กระตุกยิ้ม “น้องชาย นายอายุเท่าไหร่แล้ว”
เขาชะงัก “สิบห้าครับ”
ฝ่ายนั้นทำหน้าระรื่นกว่าเดิมแถมยังขยิบตาให้อย่างคลุมเครือ “อายุถึงแล้วนี่งั้นพี่พานายไปเที่ยวที่สนุก ๆ เอาเปล่า”
เมิ่งกวงเป็ลูกชายคนเดียวของคุณลุงเขาในฐานะคุณชายลูกนายกเทศมนตรี เขานับเป็องค์ชายที่แผลงฤทธิ์ได้ทั่วเมืองจิ่งถ้าเ้าตัวบอกสนุก แปลว่าต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
ซ่งอวี้ใจเต้นหน่อย ๆแต่ก็ยังไม่วายเตือนความจำอีกฝ่าย “พี่ครับ ผมดื่มเหล้าไม่ได้นะ”
เมิ่งกวงยิ้ม “สบายใจได้ฉันจะไม่ให้นายแตะเหล้าเลยสักหยด ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับนายนะ อย่าว่าแต่คุณย่าเลยคุณอาเล็กจอมขี้วีนมีหวังบินจากเมือง A มาถลกหนังฉันด้วยแหงๆ”
ซ่งอวี้ฟังแล้วอารมณ์ดี
เมิ่งกวงบอก “เพื่อไถ่โทษที่สามวันก่อนไม่ได้ไปรับนายพี่ชายคนนี้จะพาไปที่สนุก ๆ เอง ไหนพยักหน้าซิ จะไปไหมเอ่ย”
ไหน ๆ ตอนนี้ก็ว่างไม่มีอะไรทำอยู่แล้วซ่งอวี้จึงพยักหน้าตอบรับทันที
อีกฝ่ายคลี่ยิ้ม “ดีเลย นี่จะเป็ความลับของเราสองคน นายต้องซื่อสัตย์นาไม่ใช่พอลับหลังปุ๊บก็เอาฉันไปขาย”
ซ่งอวี้หลุดขำ “ไม่บอกคุณยายหรอกน่า”
เมื่อได้คำรับปากจากซ่งอวี้เมิ่งกวงก็พลันเปลี่ยนทิศ ขับรถไปทางใต้
แม้เมิ่งกวงจะชอบเล่นสนุกสุดเหวี่ยงแต่ซ่งอวี้ก็เป็ญาติผู้น้องของเขา ซ้ำยังไม่บรรลุนิติภาวะความคิดก็ใสซื่อบริสุทธิ์ เขาไม่มีทางพาไปสถานที่อโคจรอยู่แล้วไม่งั้นตนจะต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉานล่ะ
เมิ่งกวงพาซ่งอวี้มาคลับชั้นสูงแห่งหนึ่งชื่อ ‘หลินสุ่ย’ หลังเข้าไปยื่นบัตรสมาชิกตรงเคาน์เตอร์ต้อนรับก็มีพนักงานบริการนำทางเข้าไป
เมื่อเดินผ่านโถงใหญ่โตหรูหรากับทางเดินมืดสลัวมาแล้วสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือลานโล่งกว้างที่มีกลิ่นอายโบราณระเบียงทางเดินทำจากแผ่นไม้สีแดงคร่อมเหนือสระน้ำแลเห็นปลาคาร์ปแหวกว่ายในผืนน้ำใส
เมิ่งกวงกล่าวว่า “เดี๋ยวจะพาไปเจอเพื่อนสองสามคนของพี่นะ”
ซ่งอวี้พยักหน้า
เพื่อนของเมิ่งกวงต่างเป็คุณชายผู้มีชื่อเสียงในเมืองจิ่งจริง ๆ แล้ววันนี้พวกเขาจัดปาร์ตี้ส่วนตัวเล็ก ๆ กัน
หรือเรียกอีกอย่างว่าปาร์ตี้มั่วสุมของลูกคนรวยนั่นแหละแต่ติดว่ามีซ่งอวี้อยู่ด้วย พวกพี่ ๆจึงไม่ได้ทำตัวไร้ยางอายถึงขั้นเรียกสาวนั่งดริงก์มาแจม
ด้วยเหตุนี้ปาร์ตี้เลยเหมือนห้องคาราโอเกะธรรมดามีสองสามคนแย่งไมค์กันร้องเพลงเสียงโหยหวนกรอกหูอย่างกับมารร้าย
เมิ่งกวงเริ่มยัวะจัด “พวกนายจะพังหูน้องชายฉันเรอะ”
เพื่อนคนหนึ่งยิ้มเยาะ “ส่งไมค์ให้นายต่างหาก ถึงจะเรียกว่าวินาศสันตะโร”
เมิ่งกวงตบโต๊ะด้วยความโมโห “ดูถูกใครอยู่ไม่ทราบ!”
“...”
ซ่งอวี้ที่นั่งพิงโซฟาดื่มน้ำอยู่พอจะจับไต๋ได้แล้วละ
ตกหลุมพรางญาติผู้พี่เข้าจนได้ทำเป็พูดจากำกวมลึกลับพาตัวเขามา แต่ความจริงคือไม่อยากเบี้ยวนัดเพื่อน ๆแต่ปฏิเสธคุณยายไม่ได้ ก็เลยเล่นละครหลอกเขามาที่นี่
ติดกับซะแล้วสิเรา
ซ่งอวี้พยายามทนแล้ว เสียงร้องเพลงเพี้ยน ๆของเ้าพวกนี้ช่างเกินต้านจริง ๆ จึงเอ่ยว่า “พี่ครับผมไปสูดอากาศข้างนอกหน่อยนะ”
เมิ่งกวงที่กำลังสนุกติดลมบนโบกมือตอบ “ได้เลย แต่อย่าวิ่งไปไหนมั่วซั่วล่ะ”
ซ่งอวี้ออกไปสูดอากาศและอยากเข้าห้องน้ำด้วยทว่าเดินวนในลานที่เต็มไปด้วยูเาจำลองอยู่นานก็ยังไม่เจอห้องน้ำวนไปวนมาก็ไปโผล่ที่ชั้นสองของคลับหลินสุ่ยแบบงง ๆ