หยกครึ่งใจ ใต้เงาบัลลังก์
ตอนที่ 7
สามก้าวใต้ราชโองการ
ราชโองการจากฝ่าายังคงวางอยู่บนโต๊ะกลางห้องโถงตำหนักอวี้หลัน ผ้าแพรสีทองนั้นงดงาม สะอาด และสูงค่า แต่สำหรับหลี่เฉิงเยว่ มันไม่ต่างจากโซ่ตรวนที่ถูกคล้องลงมาจากบัลลังก์
กักบริเวณองค์ชายสาม นำตัวเซวียนอี้ไปสอบสวน — คำสั่งสั้น ๆ ไม่กี่ประโยค กลับเผยเจตนาชัดเจนยิ่งกว่าเงาดาบในคืนมืด พวกเขาไม่้าเพียงขังเขาไว้ในตำหนัก แต่้าแยกเซวียนอี้ออกไปจากเขา แยกปีกออกจากจันทร์อีกครั้ง
หลี่เฉิงเยว่ยืนหน้าหน้าต่าง มองผ่านม่านไม้ไผ่ออกไปยังลานด้านนอก ทหารองครักษ์หลวงเพิ่มจำนวนขึ้นั้แ่หลังราชโองการมาถึง ยืนเรียงอยู่ตามประตูใหญ่ ประตูหลัง และกำแพงทั้งสี่ด้าน แม้ไม่มีผู้ใดถือดาบชี้เข้ามา แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าตำหนักนี้ไม่ได้เป็ที่ประทับอีกต่อไป มันกลายเป็กรง
ฝูอันเดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง "องค์ชาย ทหารจากกรมอาญาวังยังรออยู่ด้านนอกพ่ะย่ะค่ะ พวกเขาบอกว่าหากวันนี้ยังไม่ได้นำตัวทหารเซวียนไปสอบสวน เกรงว่าจะรายงานว่าพระองค์ขัดพระบัญชา"
หลี่เฉิงเยว่ไม่หันกลับมา "ให้พวกเขารายงาน ถ้าฝ่าาอยากลงโทษข้า ก็ให้พระองค์ออกพระบัญชาอีกฉบับ" น้ำเสียงเรียบเย็น "ข้าจะได้รู้ว่าคนที่พระองค์อยากกักไว้คือข้า หรือความจริงที่ข้ากำลังเข้าใกล้"
ฝูอันไม่กล้าพูดต่อ
เซวียนอี้ยืนอยู่ไม่ไกลจากองค์ชาย ตามคำสั่งเมื่อเช้า เขาไม่อยู่ห่างจากหลี่เฉิงเยว่เกินสามก้าวจริง ๆ ไม่ใกล้จนล่วงเกิน ไม่ไกลจนเอื้อมมือไม่ถึง ผ้าพันแผลที่แขนทั้งสองข้างซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อสีดำ แต่หลี่เฉิงเยว่สังเกตเห็นทุกครั้งที่เขาขยับช้ากว่าปกติ
"เ้ายืนมานานแล้ว"
"กระหม่อมยืนได้พ่ะย่ะค่ะ"
"ข้ารู้ว่าเ้ายืนได้" หลี่เฉิงเยว่หันกลับมา "แต่ข้าสั่งให้นั่ง"
เซวียนอี้นิ่งไปครู่หนึ่ง "ระยะสามก้าว…"
"นั่งตรงนั้นก็ยังไม่เกินสามก้าว" องค์ชายชี้ไปยังเก้าอี้ข้างโต๊ะ "หรือเ้าต้องให้ข้าเดินไปวัดระยะให้?"
ฝูอันรีบก้มหน้ากลั้นรอยยิ้ม เซวียนอี้จึงจำต้องนั่งลง หลังตรงเสียจนดูเหมือนกำลังรับโทษ หลี่เฉิงเยว่เหลือบมองแล้วถอนใจเบามาก "ข้าให้เ้านั่งพัก ไม่ใช่ให้เ้าทรมานตนเองในท่าใหม่"
"กระหม่อมกำลังพักพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนหันกลับไปมองนอกหน้าต่าง หากเป็สถานการณ์อื่นเขาคงรู้สึกขบขันกับความซื่อตรงน่าโมโหของคนผู้นี้ แต่ตอนนี้ใจของเขากลับสงบไม่ลง บันทึกของอดีตฮองเฮาหลินถูกซ่อนไว้ในช่องลับใต้โต๊ะหนังสือ หยกสองครึ่งที่ประกบกันแล้วอยู่กับเซวียนอี้ ตลับยาของฮองเฮาและยาของหมอหลวงกู้ถูกฝูอันส่งให้คนลับนำออกไปตรวจนอกวัง แต่ทุกอย่างยังไม่พอ พวกเขามีเพียงเศษเสี้ยวความจริง และศัตรูมีทั้งวังหลวง
ขณะนั้นเอง นางกำนัลคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมถาดสำรับชาและของว่าง "ทูลองค์ชาย ฮองเฮาทรงทราบว่าพระองค์ทรงถูกกักบริเวณ จึงมีพระเมตตาส่งชาสมุนไพรและขนมมาให้เพคะ"
ฝูอันหน้าเปลี่ยนสีทันที เซวียนอี้ลุกขึ้นแทบจะในวินาทีนั้น หลี่เฉิงเยว่ยกมือห้าม "วางไว้"
กลิ่นชาร้อนลอยขึ้นมา ดอกเหมย สมุนไพร และกลิ่นขมเย็นจาง ๆ ที่หลี่เฉิงเยว่เริ่มจำได้ขึ้นใจ เขามองถ้วยชาอยู่นาน แล้วเอ่ยเสียงเบา "ฮองเฮาทรงเมตตาเสมอ"
"ฮองเฮายังตรัสว่า แม้องค์ชายจะทรงขัดพระทัยฝ่าา แต่ในฐานะมารดาเลี้ยง พระองค์ยังทรงห่วงใยเสมอเพคะ" นางกำนัลก้มศีรษะต่ำกว่าเดิม
หลี่เฉิงเยว่หัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นทำให้นางกำนัลตัวสั่น "ห่วงใยจนส่งชาให้ข้าดื่มทุกครั้งที่ข้าเริ่มจำเื่เก่าได้"
มือของนางกำนัลสั่นเพียงเล็กน้อย แต่ทั้งหลี่เฉิงเยว่และเซวียนอี้เห็นพร้อมกัน หลี่เฉิงเยว่หยิบถ้วยชาขึ้นมา เซวียนอี้ก้าวเข้ามาหนึ่งก้าวทันที แต่องค์ชายปรายตามอง สายตานั้นสั่งให้เขาอดทน เซวียนอี้หยุดอยู่กับที่ มือขวากำแน่นจนข้อนิ้วซีด
หลี่เฉิงเยว่ยกถ้วยชาเข้าใกล้ริมฝีปาก นางกำนัลเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยราวกับรอดูว่าเขาจะดื่มหรือไม่ แต่แทนที่จะดื่ม หลี่เฉิงเยว่กลับเอียงถ้วยชาช้า ๆ น้ำชาร้อนเทลงบนต้นเหมยเล็กในกระถางข้างโต๊ะ กลิ่นสมุนไพรลอยขึ้นรุนแรงกว่าเดิม ใบเหมยอ่อนที่เคยเขียวค่อย ๆ หงิกงออย่างรวดเร็ว
ฝูอันสูดลมหายใจเฮือก นางกำนัลหน้าซีดเผือด
หลี่เฉิงเยว่วางถ้วยชาลง "ชาดีจริง ๆ เพียงแตะใบไม้ก็ทำให้มันหลับตลอดกาลได้"
นางกำนัลทรุดคุกเข่าทันที "องค์ชายโปรดไว้ชีวิต! บ่าวไม่รู้เื่ บ่าวเพียงรับคำสั่งมา…"
เซวียนอี้ก้าวไปจับข้อมือนางไว้ก่อนที่นางจะล้วงสิ่งใดจากแขนเสื้อ บิดข้อมือเบา ๆ มีเข็มเงินเล่มเล็กตกลงพื้น ปลายเข็มมีดอกเหมยดำสลักอยู่เช่นเดิม
"ผู้ใดสั่งเ้า" หลี่เฉิงเยว่มองนางกำนัล
นางกำนัลตัวสั่น น้ำตาไหลพราก "บ่าวไม่รู้เพคะ มีคนส่งถาดนี้ให้ บอกว่าเป็คำสั่งจากตำหนักคุนหนิง หากบ่าวไม่ทำ ครอบครัวบ่าวจะ…"
เซวียนอี้ยื่นมือไปบีบคางนางไว้ "อย่ากัดลิ้น"
หญิงสาวสะอื้นหนักขึ้น หลี่เฉิงเยว่เดินเข้าไปใกล้ "ข้าไม่ฆ่าเ้า หากเ้าพูดความจริง"
"บ่าวเห็นเพียงตรา…ตราดอกเหมยดำบนป้ายไม้ของคนผู้นั้นเพคะ เขาไม่ได้แต่งกายเป็คนของตำหนักคุนหนิง แต่มีป้ายผ่านทางของกรมอาญาวัง"
กรมอาญาวัง — ฝูอันหน้าซีดลงอีกครั้ง
หลี่เฉิงเยว่ยิ้มเย็น "คนที่มารอรับตัวเซวียนอี้อยู่ด้านนอก?"
"เป็ไปได้พ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้มองไปยังประตู
หลี่เฉิงเยว่หันไปสั่งฝูอัน "ขังนางไว้ในห้องเก็บของด้านหลัง ส่งคนเฝ้าไว้ อย่าให้นางตาย"
นางกำนัลถูกพาออกไป ภายในห้องเหลือเพียงความเงียบและถ้วยชาที่เปื้อนยาพิษ หลี่เฉิงเยว่ก้มมองต้นเหมยในกระถาง ใบของมันดำลงทีละน้อย เขาเอ่ยเบามาก "ฮองเฮารีบร้อนเกินไป"
เซวียนอี้เดินมาหยุดข้างเขา "เพราะพระองค์ถือหลักฐานมากขึ้น"
"หรือเพราะนางกลัวว่าฝ่าาจะรู้บางอย่างก่อนนางจัดการเราได้"
"ฝ่าาทรงเกี่ยวข้องมากเพียงใด ยังไม่ชัดเจน" เซวียนอี้ขมวดคิ้ว
หลี่เฉิงเยว่หัวเราะเบา ๆ "ในวังหลวง หากมีเื่ใดเกิดขึ้นโดยที่ฮ่องเต้ไม่รู้ แปลว่าพระองค์อ่อนแอ หากพระองค์รู้แต่ปล่อยให้เกิด แปลว่าพระองค์โหดร้าย" เขาหันมามองเซวียนอี้ "เ้าคิดว่าฝ่าาเป็แบบใด"
"กระหม่อมไม่กล้าคาดเดา"
"ดี อย่าคาดเดา" หลี่เฉิงเยว่มองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง "เราจะให้ความจริงตอบเอง"
ยามค่ำ ตำหนักอวี้หลันเงียบลงกว่าทุกคืน ทหารจากกรมอาญาวังยังคงปักหลักด้านนอก แต่ไม่มีใครกล้าลงมือ เพราะองค์ชายสามประกาศชัดแล้วว่า หากจะนำคนของเขาไป ต้องให้ฝ่าามาตรัสด้วยพระองค์เอง
ฝูอันจัดเวรยามให้หนาแน่นขึ้น แต่หลี่เฉิงเยว่รู้ดีว่าต่อให้เฝ้าทุกประตู หากคนในวัง้าฆ่า พวกเขาก็จะหาทางเข้ามาได้เสมอ
และคืนนั้นพวกเขาก็มา
กลิ่นควันจาง ๆ ลอยเข้ามาก่อน ไม่ใช่ควันไฟธรรมดา แต่เป็กลิ่นกำยานที่ผสมยาสลบ เซวียนอี้ลืมตาทันที เขานั่งพิงเสาอยู่ไม่ไกลจากเตียงของหลี่เฉิงเยว่ เพราะองค์ชายไม่ยอมให้เขายืนเฝ้าทั้งคืน แต่ก็ไม่ยอมให้เขากลับไปห้องข้าง — สามก้าว คำสั่งนั้นยังคงอยู่
"องค์ชาย" หลี่เฉิงเยว่ลืมตาขึ้นพร้อมกัน เขาไม่ได้หลับสนิทเช่นกัน
เซวียนอี้ดับตะเกียงหนึ่งดวง ใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูกให้หลี่เฉิงเยว่ก่อน "กำยานสลบพ่ะย่ะค่ะ"
"กี่คน"
"อย่างน้อยสี่คน หลังคาสอง หน้าต่างหนึ่ง ประตูหลังหนึ่ง"
หลี่เฉิงเยว่หยิบมีดสั้นใต้หมอนออกมา "เ้าาเ็อยู่"
"ยังจับดาบได้" องค์ชายปรายตามอง เซวียนอี้เงียบไปครู่หนึ่งแล้วแก้คำ "เจ็บ แต่สู้ได้พ่ะย่ะค่ะ"
"ดีขึ้น"
เสียงกระเบื้องบนหลังคาเคลื่อนเบา ๆ เซวียนอี้พุ่งขึ้นไปก่อนที่คน้าจะลงมา คมดาบของเขาปักทะลุช่องไม้เหนือคาน เสียงคนร้องอู้อี้ดังขึ้น ตามด้วยร่างหนึ่งตกลงมาหน้าประตู พร้อมกันนั้นหน้าต่างด้านตะวันออกถูกผลักเปิด เงาดำสายหนึ่งพุ่งเข้ามาพร้อมมีดสั้น
หลี่เฉิงเยว่ไม่ได้ถอย เขาใช้ปลอกแขนรับคมมีด หมุนตัวหลบอย่างคล่องแคล่วก่อนตวัดมีดสั้นเฉือนแขนอีกฝ่าย ไม่ลึกพอให้ตาย แต่พอให้มีดหล่น เซวียนอี้หันกลับมาเห็นภาพนั้นพอดี หัวใจเขาเกือบหยุดเต้น "องค์ชาย!"
"ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่อ่อนแอ" หลี่เฉิงเยว่ใช้ด้ามมีดกระแทกท้ายทอยนักฆ่า
อีกสองคนพุ่งเข้ามาพร้อมกันจากประตูหลัง เซวียนอี้รับมือไว้ได้ แต่แขนซ้ายที่แผลปริเริ่มช้าลง ศัตรูคนหนึ่งเห็นช่องว่างจึงพุ่งมีดไปทางหลี่เฉิงเยว่ เซวียนอี้จะเข้าบังโดยสัญชาตญาณ แต่หลี่เฉิงเยว่เอ่ยเสียงเย็น "ห้ามบัง"
เซวียนอี้ชะงักเพียงเสี้ยวหนึ่ง เสี้ยวนั้นยากที่สุดสำหรับเขา ทว่าเขาเลือกเชื่อ แทนที่จะเอาตัวเข้าบัง เขาเปลี่ยนดาบปัดข้อมือศัตรูจากด้านข้าง ทำให้มีดเฉียดหลี่เฉิงเยว่ไปเพียงเสี้ยวฉุ่น หลี่เฉิงเยว่ใช้จังหวะนั้นแทงมีดสั้นเข้าที่ต้นขาศัตรู ร่างนั้นทรุดลง เซวียนอี้ฟาดสันดาบซ้ำจนหมดสติ
เมื่อทุกอย่างสงบลง ห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยกลิ่นกำยาน เื และเศษไม้แตก ฝูอันรีบพาคนเข้ามา หลี่เฉิงเยว่หันไปสั่ง "เปิดหน้าต่างทั้งหมด เอาคนพวกนี้มัดไว้ อย่าให้ตาย"
เซวียนอี้คุกเข่าข้างหนึ่ง หายใจหนักเล็กน้อย แขนซ้ายมีเืซึมออกมาอีกครั้ง หลี่เฉิงเยว่เห็นแล้วเดินเข้าไปหา "ข้าบอกแล้วว่าไม่ให้บัง"
"กระหม่อมไม่ได้บังพ่ะย่ะค่ะ"
"แต่เ้าเกือบทำ"
"กระหม่อม…หยุดได้"
หลี่เฉิงเยว่เงียบไป — จริง เขาหยุดได้ สำหรับเซวียนอี้ การไม่เอาตัวมารับมีดแทนเขา อาจยากกว่าการพุ่งเข้ารับเสียอีก
หลี่เฉิงเยว่ย่อตัวลงตรงหน้าเขา "เ้าทำได้ดี"
เซวียนอี้เงยหน้าขึ้น คำชมสั้น ๆ ทำให้แววตาของเขาไหวเบา ๆ "กระหม่อมเพียงทำตามที่พระองค์สั่ง"
"ไม่ใช่" หลี่เฉิงเยว่เอ่ยเสียงเบา "เ้าทำตามที่เราตกลงกัน"
เรา — คำนี้ทำให้ห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นเืเหมือนเงียบลงชั่วขณะ เซวียนอี้ก้มศีรษะลง "พ่ะย่ะค่ะ"
ในบรรดานักฆ่าที่ถูกจับ มีเพียงคนหนึ่งยังมีสติ หลี่เฉิงเยว่เดินไปยืนตรงหน้าเขา "ใครส่งเ้ามา"
นักฆ่าหัวเราะทั้งที่มีเืไหลจากปาก "องค์ชายสามคิดว่าจับเป็แล้วจะได้คำตอบหรือ"
เซวียนอี้รีบบีบกรามเขาไว้ แต่คราวนี้นักฆ่าไม่ได้ซ่อนยาพิษในฟัน เขาเพียงหัวเราะ "พวกเรามาเพื่อบอกพระองค์ว่า ไม่ว่าจะปิดประตูตำหนักแน่นเพียงใด ไฟก็ยังเข้ามาได้"
หลี่เฉิงเยว่ดวงตาเย็นลง นักฆ่ายิ้ม "เหมือนสิบห้าปีก่อน"
คำนี้ทำให้เซวียนอี้เกือบลงดาบ แต่หลี่เฉิงเยว่ยกมือห้าม "พูดต่อ"
"คืนนี้แค่ควัน พรุ่งนี้อาจเป็ไฟจริง" นักฆ่ามองไปยังเซวียนอี้ "ส่วนเ้าหนูจากกองไฟ หากยังไม่รู้ว่าตนควรกลับไปตายที่ใด ข้าจะบอกให้"
เซวียนอี้นิ่งขึ้น นักฆ่าหัวเราะเบา ๆ "ดอกเหมยดำไม่ฆ่าคนไร้ค่า แต่ฆ่าคนที่ไม่ควรรอด"
"เช่นข้า?" หลี่เฉิงเยว่ก้าวเข้าไปใกล้
"เช่นพวกเ้าทั้งสอง"
พูดจบ นักฆ่าก็กระตุกยิ้ม เืสีดำไหลออกจากจมูกและหู ไม่ใช่ยาพิษในฟัน แต่เป็พิษที่ฝังไว้ในร่างกายก่อนปฏิบัติภารกิจ ร่างของเขากระตุกสองครั้งแล้วแน่นิ่ง
ฝูอันหน้าซีดจนแทบยืนไม่อยู่ "คนพวกนี้…"
หลี่เฉิงเยว่ก้มมองศพ "ถูกส่งมาตายั้แ่แรก"
เซวียนอี้เช็ดดาบอย่างเงียบ ๆ "พวกเขาไม่ได้้าแค่ฆ่าเรา แต่้าทำให้เรากลัว"
หลี่เฉิงเยว่หันไปมองเขา "เ้ากลัวหรือไม่"
"กลัวพ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้ตอบโดยไม่ลังเล
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนในห้องนิ่งไป เซวียนอี้สบตาหลี่เฉิงเยว่ "กระหม่อมกลัวว่าพระองค์จะถูกพรากความทรงจำอีก กลัวว่าพระองค์จะถูกทำร้ายต่อหน้ากระหม่อม กลัวว่า…" เขาหยุด
"กลัวอะไร" หลี่เฉิงเยว่ถามเบา ๆ
"กลัวว่ากระหม่อมจะปกป้องพระองค์ไม่ทัน" เซวียนอี้หลุบตาลง
หลี่เฉิงเยว่มองเขานานมาก ก่อนเอ่ยว่า "เช่นนั้นข้าก็จะปกป้องตัวเองให้มากขึ้น เพื่อให้เ้ากลัวน้อยลง"
เซวียนอี้เงยหน้าขึ้นทันที คำพูดนั้นไม่เหมือนคำปลอบ แต่มันหนักแน่นกว่าคำปลอบใด ๆ
ท่ามกลางเศษควันและกลิ่นเื หลี่เฉิงเยว่ยื่นมือออกไป ไม่ใช่เพื่อให้เซวียนอี้พาเขาหนี แต่เพื่อดึงอีกฝ่ายขึ้นจากพื้น "ลุกขึ้น ปีกของข้าไม่ควรคุกเข่าอยู่ท่ามกลางศพ"
เซวียนอี้มองมือนั้น หัวใจสั่นสะท้านจนแทบเจ็บ ชั่วชีวิตของเขามีคนมากมายสั่งให้เขาคุกเข่า แต่มีเพียงคนเดียวที่ยื่นมือมาเพื่อให้เขาลุกขึ้น เขาจับมือนั้นไว้ และลุกขึ้นยืนข้างองค์ชายของเขา ไม่ใช่ในฐานะดาบที่พร้อมหัก แต่ในฐานะคนที่องค์ชายสั่งให้มีชีวิตอยู่
คืนนั้น ตำหนักอวี้หลันถูกควันสลบโจมตี นักฆ่าดอกเหมยดำตายทั้งหมด และข่าวเื่องค์ชายสามขัดพระบัญชาก็ยิ่งแพร่ไปทั่ววัง
แต่สิ่งที่ไม่มีใครรู้คือ ในห้องด้านในของตำหนักนั้น หยกสองครึ่งกำลังเปล่งแสงจาง ๆ ภายใต้แสงตะเกียง ดอกเหมยขาวด้านหลังหยกชัดขึ้นกว่าเดิม ราวกับกำลังเตือนว่าตราจันทร์ใกล้จะตื่นแล้ว และเมื่อจันทร์ตื่น เงาบัลลังก์จะไม่อาจซ่อนความจริงได้อีกต่อไป